วัดนรนาถสุนทริการาม

สภาพฐานะและที่ตั้งวัด

วัดนรนาถสุนทริการาม เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งอยู่เลขที่ เชิงสะพานเทเวศร์นฤมิตร ตรงมุมคลองผดุงกรุงเกษมตัดกับถนนสามเสน แขวงวัดสามพระยา เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร

อาณาเขต ทิศเหนือติดต่อกับคลองผดุงกรุงเกษม ทิศใต้ติดต่อกับที่ดินหมายเลข ๑๕ และหมายเลข ๑๑ ทิศตะวันออกติดต่อกับถนนสามเสนและทิศตะวันตกติดต่อกับที่ดินหมาย เลข ๕ และหมายเลข ๓

ลักษณะพื้นที่ตั้งวัด เป็นรูปสี่เหลี่ยมด้านไม่เท่า ด้านทิศตะวันตกกว้างกว่าทิศตะวันออก และด้านทิศเหนือกว้างกว่าด้านทิศใต้ บริเวณวัดแบ่งเป็นส่วน คือเขตพุทธาวาสและเขต สังฆาวาส

ความเป็นมา

วัดนรนากสุนทริการาม เดิมชื่อว่า "วัดเทพยพลี" บางคนเรียกเพี้ยนไปเป็นวัดฉิมพลี สันนิษฐานว่าน่าจะสร้างขึ้นระหว่างปลายรัชกาลที่ 2 ถึงก่อน พ.ศ. 234 ซึ่งเป็นปีที่รัชกาล ที่ 4 โปรดเกล้าให้ขุดคลองผู้งกรุงเกษม และคลองนี้ได้ตัดผ่านพื้นที่ของวัดเทพยพลีด้วย ต่อมาสมัยต้นรัชกาลที่ 2 พระยาโชฏีกราชเศรษฐ์ (เถียน โชติกเสถียร) ขณะยังเป็นพระยา นรนาถภักดี กับคุณหญิงสุ่น (ภรรยา) ได้มีจิตศรัทธาสละทรัพย์ทำการปฏิสังขรณ์วัด แทบจะกล่าว ได้ว่าเป็นการสร้างวัดขึ้นใหม่เพราะได้สร้างพระอุโบสถ พระวิหาร ศาลาการเปรียญ พระเจดีย์ และกุฏิสงฆ์ใหม่หมด แม้แผ่นศิลาสี่เหลี่ยมจำนวนมากที่ปูภายในบริเวณวัดก็สั่งมาจากเมืองจีน ครั้น ปฏิสังขรณ์เสร็จเรียบร้อยก็ได้น้อมเกล้าน้อมถวายแก่รัชกาลที่ ซึ่งพระองค์ท่านก็ทรงรับไว้เป็น พระอารามหลวงและได้ทรงแปลงให้เป็นวัดฝ่ายธรรมยุติกนิกาย

พระราชทานนามวัดใหม่ว่า วัดนรนาถสุนทริการาม ตั้งแต่ พ.ศ. 2418 เป็นต้นมา

ครั้นต่อมา ในสมัยรัชกาลที่ 3 ได้ทรงเห็นความทรุดโทรมของวัดในคราวเสด็จพระราช ดำเนินไปทรงถวายผ้าพระกฐิน จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ทำการซ่อมแซมหมดทั้งวัด ต่อมา พ.ศ. 2475 สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนอู่ทองเขตขัติยนารี พระราชชิดาในพระวิมาดาเธอกรมพระสุทธ- สินนาฏ ได้ทรงช่วยซ่อมพระอุโบสถ พระวิหาร และกุฏิสงฆ์อีกครั้งหนึ่ง ในสมัยสงครามเอเชีย บูรพาปูชนิยวัตถุภายในวัดแตกร้าวหักพังเพราะแรงสะเทือนของระเบิดที่ตกบริเวณใกล้เคียงวัด เสนาสนะบางอย่างภายในวัดได้รับการซ่อมแซมอีกครั้งหนึ่ง ภายหลังเมื่อสงครามสงบแล้ว ต่อมา ในระยะหลัง ทางวัดได้ทำการบูรณะซ่อมแซมบ้างและสร้างกุฏิสงฆ์ ศาลาการเปรียญ และตึก สามัคคีเนรมิตรเพิ่ม

ทรัพย์สิน

ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ทั้งสิ้น 13 ไร่ 2 งาน 37 ตารางวา และยังมีที่ธรณีสงฆ์อีก 2 แปลง คือแปลงที่ 1 ที่แขวงวัดสามพระยา เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร มีเนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 4 ตารางวา มีหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์คือโฉนดที่ 141 สารบาญเล่มที่ 17 หน้าที่ 41 และแปลงที่ 2 ที่แขวงวัดสามพระยา เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร มีเนื้อที่ 2 ไร่ 2 งาน 7 ตารางวา มีหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์คือโฉนดที่ 1510 สารบาญเล่มที่ 16 หน้า 10

เสนาสนะสิ่งปลูกสร้างและปูชนียวัตถุของวัดมีดังนี้คือ

พระอุโบสถ กว้างประมาณ ๑๐.๔๓ เมตร ยาวประมาณ ๔๕ เมตร ลักษณะทรงไทย โครงสร้างก่ออิฐถือปูน ฐานมีบัวคว่ำ บัวหงาย ยกพื้นสูงประมาณ ๑ เมตร ปูด้วยแผ่นหินอ่อน ฝายนังด้านนอกฉาบด้วยปูน ซุ้มประตูหน้าต่างด้านนอกเป็นปูนปั้นลายดอกไม้ทุกช่อง ฝาผนัง ด้านในฉาบปูนทาสีทอง บานประตูหน้าต่างด้านนอกเขียนลายรดน้ำลายดอกไม้ก้านแย่ง ส่วนด้าน ในเขียนภาพพุทธประวัติด้วยสีน้ำมันทุกบาน มีระเบียงทั้งด้านหน้าและหลัง โครงหลังคาใช้ไม้ ซ้อน ๒ ชั้น มุงด้วยกระเบื้องเคลือบสี ประดับด้วยช่อผ้า ใบระกา เพดานบีดทองเป็นลาย ดอกไม้เป็นแห่ง ๆ คล้ายดวงดาว หน้าบันทั้งด้านหน้าหลังใช้ปูนปั้นเป็นลายเถาเปลว ตรงกลาง หน้าบันมีรูปปูนปั้นพระอินทร์ประทับนั่งบนแท่นลงรักบีดทองประดับกระจก พระยาโชฏิกราช เศรษฐิ (เถียน โชติกเสถียร) ครั้งยังเป็นพระยานรนาดภักดี และคุณหญิงสุ่น สร้างขึ้น พ.ศ. ๒๔๑๘

พระวิหาร สร้างขึ้นพร้อมกับพระอุโบสถ มีขนาดกว้าง 6.๕๐ เมตร ยาว ๑๗๐ เมตร อาคารแบบจินไม่มช่อฟ้า ใบระกา หลังคามุงกระเบื้องเคลือบสี มีระเบียงล้อมรอบ โครงสร้าง ก่ออิฐถือปูนหลังคาใช้ไม้ ด้านหน้ามีรูปปั้นสิ่งโตคู่ยืนหันหน้าเข้าหากัน

พระเจดีย์รูปทรงกลม สร้าง พ.ศ. ๒๔๑๘ มีโครงสร้างภายในเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก องค์เจดีย์ก่ออิฐถือปูน สูง ๒๐ เมตร ฐานมีช่องบรรจุอิฐ

พระประธานภายในพระอุโบสถ เป็นพระพุทธรูปลงรักบีดทองปางมารวิชัยหน้าตักกว้าง ๒ ศอกคืบเศษ

พระพุทธรูปลงรักบีดทองปางห้ามสมุทรสูง ๑.๕๐ เมตร ประดิษฐานในซุ้มแบบฝรั่งกลาย ๆ ที่ฐานซุ้มบรรจุอิฐของพันตรีมหาเสวกโทพระยาธรราจรรยานุกุลมนตรี (ทองดี โชติกเสถียร) ซึ่งถึงแก่กรรมเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘

พระพุทธบาทจำลอง ประดิษฐานอยู่ด้านหน้าซุ้มพระพุทธรูปปางห้ามสมุทร สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๘

ศาลาการเปรียญ เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน ปูด้วยไม้กระดาน โครงสร้างหลังคาเป็นไม้ ไม่มีช่อพ้า ใบระกา มุงด้วยกระเบื้อง สร้าง พ.ศ. ๒๔๑๘

ศาลาหน้าวัด มี 6 หลัง คือ ศาลาศาสตราจารย์นายแพทย์ชุบ โชติกเสถียรคู่กับศาลา วรนาถ ศาลาไก่ ศาลากุศลสามัคคี ศาลาทองอยู่ พุตกูล และติกสามัคคีนิรมิต

หอไตรมีโครงสร้างไม้สักและเสาคอนกรีตเสริมเหล็ก ๓ ต้น

หอระบังมีโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก ๒ ชั้น หลังคามุงกระเบื้องเคลือบ

กุฏิสงฆ์ มีทั้งตึกคอนกรีตเสริมเหล็ก หลังคาไม้จริง โครงสร้างครึ่งไม้และโครงสร้าง ไม้ล้วน

การศึกษาและการสาธารณสงเคราะห์

วัดนี้มีการสอนพระปริยัติธรรมมีจำนวนนักเรียนปริยัติธรรมบาลี ๒๓ รูป และนักธรรม ๒๕ รูป โดยใช้ตึกสามัคคเนรมิตร เป็นห้องเรียนพระปริยัติธรรม นอกจากนั้นยังเป็นสถานที่สำหรับประกอบศาสนกิจของพุทธศาสนิกชนทั่วไป ทั้งในวันธรรมสวนะตามปกติและวันสำคัญทางศาสนาอันมีวันมาฆบูชา วันอาสาฬหบูชา วันวิสาขบูชา และวันออกพรรษา และเป็นสถานที่ตั้งศูนย์การอบรมศีลธรรมวัฒนธรรมแก่ประชาชนทั่วไปอีกด้วย

การบริหารและการปกครอง เจ้าอาวาสที่ครองวัดนี้ตั้งแต่เริ่มสร้างจนถึงปัจจุบัน เท่าที่มีหลักฐานบอกไว้ให้ทราบเริ่มตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๑๘ เป็นต้นมา มี๔ รูป คือ ๑. พระครูบัณฑรธรรมสโมธาน (สด) ๒. พระครูพันธสีลาจารย์ (พันธ์) พ.ศ. ๒๔๑๘-๒๔๖๓ ๓. พระครูจันทรคุณ (ศรีจันทร์ กนุตสิโล) พ.ศ. ๒๔๙๘-๒๕๐๑ ๔. พระพรหมมุญี (สนั่น จนุทปชุโชโต สรรพสาร ปช. 8) พ.ศ. ๒๕๐๑ จนถึง ปัจจุบันวัดนี้มีพระภิกษุจำนวน ๘ รูป สามเณร ๓๓ รูป และชี ๘ คน