วัดสัมพันธวงศ์

สภาพฐานะและที่ตั้งวัด

วัดสัมพันธวงศ์ เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร ตั้งอยู่เลขที่ ๕๕ แขวง สัมพันธวงศ์ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร

วัดนี้ตั้งอยู่ใกล้แม่น้ำเจ้าพระยาผึ่งตะวันออก แต่เดิมหน้าวัดหันไปทางทิศตะวันตก มี ถนนทรงวาดและแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นสำคัญต่อมาเมื่อทางราชการตัดถนนทรงสวัสดิ์ ซึ่งต่อกันกับ ถนนทรงวาดแล้ว ทางวัดได้ถือเอาถนนทรงสวัสดิ์เป็นทิศทางที่มีประตูเข้าออกได้สะดวกเป็นหน้า

ความเป็นมา

วัดสัมพันธวงศ์ เป็นวัดโบราณมีมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เดิมมีคลองคูล้อมรอบวัดเชื่อม ต่อจากแม่น้ำเจ้าพระยาเรียกกันว่า "วัดเกาะ" ในรัชกาลที่ ๑ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๓ ทรงพระกรุณา โปรดให้สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าน้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี (สมเด็จพระเจ้าหลาน ยาเธอ) พระนามเดิม จุ้ย ต้นราชสกุลมนตรีกุล ทำการบูรณะปฏิสังขรณ์วัดเกาะใหม่หมด ทั้งพระอารามเมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว โปรดให้สถาปนาขึ้นเป็นพระอารามหลวง ทานนามใหม่ว่า "วัดเกาะแก้วลังการาม" เพื่อเป็นเกียรติประวัติแก่สมเด็จพระพี่นางเธอ กรมพระ ศรีสุดารักษ์ (แก้ว) พระมารดาของกรมหลวงพิทักษ์มนตรี ในรัชกาลที่ ๓ พระองค์ทรงโปรด ให้ช่างหลวงทำการบูรณะปฏิสังขรณ์วัดเกาะแก้วลังการามอีกครั้งหนึ่ง ครั้นถึงสมัยรัชกาล ที่ ๔ ทรงเปลี่ยนนามวัดใหม่ว่า "วัดสัมพันธวงศาราม วรวิหาร" เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติแห่ง เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรีผู้สถาปนาวัดนี้

ในรัชกาลที่ ๓ พระพินิตพินัย (แจ้ง บีย์สโล) อดีตเจ้าอาวาสได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตซ่อมพระอุโบสถ โดยว่าจ้างช่างบูรณะใหม่และ เขียนฝาผนังพระอุโบสถเป็นเรื่องปฐมสมโพธิ์

ในรัชกาลปัจจุบันทรงพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้รื้อพระอุโบสถ พระวิหาร พระ เจดีย์ และสร้างพระอุโบสถวิหารการเปรียญ ๓ ชั้น ขึ้นใหม่เมื่อวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๕๐๕ และพระราชทานวิสุงคามสีมากว้าง ๔๐ เมตร ยาว ๘๐ เมตร เมื่อวันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๐๐ และใน ปี พ.ศ. ๒๕๑๓ ได้ทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้อัญเชิญ พระปรมาภิไธยย่อ ภ.ป.ร. ประดิษฐานที่หน้าบันพระอุโบสถหลังใหม่

ทรัพย์สิน

เนื้อที่ตั้งวัดมี ๘ ไร่ และยังมี ปูชนียวัตถุ และถาวรวัตถุ คือ

พระอุโบสถของเดิมก่ออิฐถือปูน & ห้องกว้าง ๗ เมตร ๑๘ เซนติเมตร ยาว ๑๓ เมตรเศษ มีระเบียงรอบนอก ผนังกว้าง ๒ เมตรเศษ หลังคาลดหลั่นเป็น ๔ ชั้น มุงด้วยกระเบื้องดินเผา ทรวดทรงเป็นแขกปนจีน ไม่มีช่อฟ้า ใบระกา หน้าบันประกอบด้วยลายกระเบื้องเคลือบสีผนังด้านในพื้นล่างเดิมก่ออิฐถือปูน มาในสมัยพระพินิตพินัย อดีตเจ้าอาวาสองค์ที่ ๘ ได้ทำการซ่อมแซม และนำกระเบื้องลายสีแบบของจีนก่อขึ้นจากพื้นสูงประมาณ ๒๐ เซนติเมตร ส่วนผนังภายในระหว่างช่องหน้าต่างได้ให้ช่างเขียนภาพเรื่องปฐมสมโพธิ์ด้วยสี น้ำมัน ในสมัยรัชกาลที่ ๖ เป็นต้นมา พระอุโบสถทรุดโทรมลงทุกขณะ เจ้าอาวาสแต่ละยุคก็ได้ซ่อมแซมบูรณะตลอดมา

พระวิหารเป็นรูปตึกก่ออิฐถือปูนทรงเดียวกับพระอุโบสถ แต่เล็กกว่าผนังไม่มีภาพเขียน หน้าบันไม่มีกระเบื้องประดับ หลังคาลดเป็น ๓ ชั้น พื้นลาดซิเมนต์ชำรุดมาก เช่นเดียวกับพระอุโบสถ

ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๐๔ พระมหารัชชมังคลาจารย์ อดีตเจ้าอาวาสได้ขอพระบรมราชานุญาตรือพระอุโบสถ พระวิหาร พระเจดีย์ และขอสร้างพระอุโบสถวิหารการเปรียญ เป็นอาคารแบบจตุรมุขทรงไทย ๓ ชั้น เมื่อพระราชทานพระบรมราชานุญาตแล้วจึงได้รือพระวิหาร พระเจดีย์ก่อนและสร้างพระอุโบสถขึ้นพร้อมกัน ครั้นสร้างพระอุโบสถหลังใหม่เสร็จจึงรือพระอุโบสถหลังเก่า

พระประธานในพระอุโบสถเดิมไม่ปรากฏนาม ต่อมาพระมหารัชชมังคลาจารย์ได้ถวายพระนามว่า พระพุทธนราสภะ บนฐานชุกชีมีพระพุทธรูปประทับนั่งลดหลั่นกันลงมาเป็น ๓ องค์ มีพระอัครสาวกยืนซ้ายขวา องค์ พระอัครสาวกนั่งซ้ายขวา องค์ รวมบนฐานชุกชีมีพระทั้งหมด ๖ องค์ สำหรับพระประธานองค์ใหญ่เป็นพระพุทธรูปสร้างด้วยไม้ซุงคว้านไส้กลวง ภายนอกถือปูนทับพระพาหาเป็นไม้ลงรักปิดทอง ปางมารวิชัยหน้าตักกว้าง ๒ ศอก ๒ นิ้วครึ่ง ภายในองค์พระและใต้ฐานพระมีพระเครื่องเนื้อชินเงินพิมพ์ต่าง ๆ บรรจุอยู่เป็นจำนวนมาก พระพุทธรูปองค์รองลงมาที่องค์กลาง หน้าตักกว้าง ๑ ศอก ๕ นิ้ว ปางมารวิชัยก่ออิฐถือปูน ลงรักปิดทอง องค์ล่าสุดเป็นพระพุทธรูปหล่อด้วยโลหะหน้าตักกว้าง ๑ ศอก ๑ นิ้ว ใต้ฐานองค์พระโปร่ง มีพระมงกุฎเครื่องราชูปโภคเบญจกุธราชภัณฑ์จำลองเป็นส่วนเล็กทำด้วยทองคำ สำหรับพระมงกุฎภายในและบริเวณรอบ ๆ บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ๒ องค์ โดยมีผอบเป็นแก้วครอบอีกชั้นหนึ่ง

การศึกษาและการสาธารณสงเคราะห์ วัดนี้มีการสอนพระปริยัติธรรมทั้งบาลีและนักธรรม

การบริหารและการปกครอง พระอธิการและเจ้าอาวาสวัดนี้นับแต่หลังจากที่สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ

กรมหลวง พิทักษ์มนตร์ ทำการสถาปนาพระอารามแล้ว มีเจ้าอาวาสตามลำดับดังนี้คือ ๑. พระอธิการไพฑูรย์ ๒. พระอธิการบุญมา ๔. พระครูศรีธรรมาลังการ ๕. พระธรรมติโลกาจารย์ (อู่ ป.ธ. 6) พ.ศ. ๓๗๔--๒๓๗๘ ๖. พระครูปาน พ.ศ. ๒๓๗๗--๒๓๖ ๗. พระเนกขัมมมุนี (คง) พ.ศ. ๒๓๘-๒๔๑๒ ๘. พระครูธรรมาภินันท์ (อินทร์) พ.ศ. ๒๔๑๒--๒๔๒๒ ๙. พระพินิตพินัย (แจ้ง บีย์โล) พ.ศ. ๒๔๖-๒๔๒๐ ๑๐. พระมหารัชชมังคลาจารย์ (เทศ นิทเทสโก) พ.ศ. ๔๖๐-๒๕๑๐ ๑๑. พระเทพบัญญามุนี (เฉย ยโส ป.ธ. ๗) พ.ศ. ๕๑๐-๒๕๑๔ ๑๒. พระธรรมบัณฑิต (มานิต ถาวโร ป.ธ. 6) พ.ศ. ๒๕๑ จนถึงปัจจุบัน