วัดมหาพฤฒาราม

สภาพฐานะและที่ตั้งวัด

วัดมหาพฤฒาราม เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร ตั้งอยู่เลขที่ ๕๑๗ แขวง มหาพฤฒาราม เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร

อาณาเขต ทิศเหนือ ติดกับซอยวัดแก้วฟ้า ยาว ๘๒ วา ๓ ศอก ทิศใต้ ติดกับซอยที่แขกมาจากถนนสี่พระยา ยาว ๘๘ วา ๒ ศอก ทิศตะวันออก ติดกับซอย แก้วฟ้ากว้าง ๖๓๖ ศอก และ ทิศตะวันตกติดกับถนนมหาพฤฒาราม ทางด้านเหนือของ โรงเรียนสตรีมหาพฤฒาราม กว้าง ๖๕ วา

พื้นที่ของวัดได้ถูกตัดออกทำถนนมหาพฤฒาราม ตามพระราชกฤษฎีกาประกาศ เมื่อวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๗๐ จำนวน ๕๕๒ ตารางวาเศษ

ความเป็นมา

วัดนี้เดิมเป็นวัดโบราณ สร้างในสมัยใดไม่ปรากฏหลักฐาน เพียงแต่มีชื่อว่า "วัดท่า เกวียน" มีตำนานว่า พระเจ้าอู่ทองหนีห่มาตั้งเกวียนที่นี่ บ้างก็ว่าเป็นที่สำหรับพักหมู่เกวียน ซึ่งเดินทางมาจากหัวเมืองต่าง ๆ ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้เปลี่ยนชื่อ วัดว่า "วัดตะเคียน" ในช่วงระยะเวลา พ.ศ. ๖๔ ถึงต้นปี ๓๕ ที่พระองค์ได้เสด็จมา ทอดพระเนตรวัด และโปรดให้สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชญานาถเป็นแม่กองจัดการสร้างขึ้นใหม่ ต่อมารายหลังพระเจ้าบรมวงศ์เธอชั้น ๓ กรมหมื่นภูมินทรภักดีทรงรับภาระธุระจัดการสร้างต่อมา

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสถาปนาวัดขึ้นใหม่พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้า ลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์มงกุฎราชกุมาร (รัชกาลที่ ๕) ที่ทรงมีพระราชศรัทธาสร้างขึ้นมาเป็น ส่วนพระราชกุศลร่วมกันทั้งสองพระองค์

โดยมีสัญลักษณ์เป็นรูปภาพปูนปั้น ที่บานประตู หน้าต่างหน้าบันพระอุโบสถเป็นเครื่องหมายถึงรัชกาลที่ ๔ ส่วนหน้าบันพระวิหารเป็นเครื่องหมาย ถึงรัชกาลที่ ๕

เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสถาปนาเป็นพระอารามหลวงแล้วได้มี การเปลี่ยนชื่อวัดเสียใหม่ว่า "วัดมหาพฤฒาราม" (ไม่พบหลักฐานว่าเปลี่ยนเมื่อไร) และวัดนี้ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเนื้อที่กว้าง ๑๒๒ เมตร ยาว .๕๐ เมตร เมื่อพ.ศ. ๒๓๗ การปฏิสังขรณ์ ในเขตพุทธาวาสมีดังนี้ ๑. การปฏิสังขรณ์พระอุโบสถ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๕ ถึง พ.ศ. ๒๕๐๗ คิดเป็นค่าแรง และค่าวัสดุเป็นเงินทั้งหมด ๑๘๔,๘๙๑.๖๕ บาท ๒. การปฏิสังขรณ์ พระวิหารด้านเหนือ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๐ สิ้นค่าใช้จ่ายเป็นค่าแรง และค่าวัสดุสิ่งของรวมทั้งหมด ๑๕๑,๓๔๔ บาท ๓. การปฏิสังขรณ์พระประธานและชุกซ์ที่พระอุโบสถ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๑ สิ้นค่าใช้ จ่ายทั้งหมด ๑๗,๕๓๕ บาท ๔. พ.ศ. ๒๕๑๘ ได้ทำการปฏิสังขรณ์สร้างสะพานด้านทิศเหนือของวัด ติดตั้งต้นไฟ แสงจันทร์รอบพระวิหารและพระอุโบสถ และทาสีศาลาจำนวน ๘๕,๑๕๘ บาท ๕. พ.ศ. ๒๕๑๘ ได้ทำการปฏิสังขรณ์ทำรั้วและทาสีโรงเรียนปริยัติธรรมและเทพื้น คอนกรีตรอบโรงเรียนปริยัติธรรม สิ้นเงินจำนวน ๗๗,๑๐ บาท ๖. พ.ศ. ๒๕๒๐ ได้ทำการปฏิสังขรณ์กำแพงแก้วทั้งหมด

วิหารคด, พระเจดีย์ และซุ้มประตู สิ้นเงินจำนวน ๑๓๕,๖๖ บาท พ.ศ. ๒๕๒๑ ได้ทำการปรับพื้นที่ลงหินลาดยางที่บริเวณหลังพระวิหาร พระพุทธ- ไสยาสน์ สิ้นเงินจำนวน ๕๔,๓๐๐ บาท ๘. พ.ศ. ๒๕๒๒ ได้ทำการปฏิสังขรณ์พระวิหาร, ศาลา, และพระเจดีย์ เป็นต้น สิ้นเงินจำนวน ๑๑๖,๒๐๐ บาท ๙. พ.ศ. ๒๕๒๓ ได้ทำการปฏิสังขรณ์พระอุโบสถ สิ้นเงินจำนวน ๑๘๒,๑๕๘ บาท สำหรับการก่อสร้างเพิ่มเติมและปฏิสังขรณ์ในเขตสังฆาวาสนั้น ได้แก่ ศาลาการเปรียญ ที่สร้างขึ้นใหม่แทนหลังเก่าที่ชำรุดและบริเวณที่ปลูกสร้างถูกตัดเป็นถนนมหาพฤฒาราม นอกจาก นี้ยังได้ปฏิสังขรณ์เสนาสนะที่พักสงฆ์และสิ่งก่อสร้างอื่น ๆ ให้อยู่ในสภาพดีตลอดมา

ทรัพย์สิน ทางวัดมีอาคารสำหรับจัดผลประโยชน์ให้วัดจำนวน ๒๐ คูหา และที่ดินจัดผลประโยชน์ โดยวัดจากรั้วเขตวัดออกไปกว้างประมาณ ๗ เมตร ยาวตลอดรอบไปจนจรดโรงเรียนประถม และ มัธยม ปูชนียวัตถุสถานต่าง ๆ ได้แก่ พระอุโบสถ เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน หลังคามุงกระเบื้องไทย มีช่อฟ้าใบระกา พร้อม ทรวดทรงสูงระหง เป็นที่ประดิษฐานพระประธาน หน้าตักกว้าง ๐.๗๕ เมตร สูง ๐.๓ เมตร ปั้นด้วยปูนในสมัยรัชกาลที่ ๔ ปางมารวิชัย มีพระอัครสาวก ๒ องค์ นั่งหมอบอยู่เมืองพระ ปรัศว์ซ้ายขวา นอกจากนี้ยังมีภาพจิตรกรรมผ่าผนังประกอบภายในคือ ภาพชุด ๑๓ อยู่ ด้านล่าง ส่วนภาพเรื่องพระพุทธโฆษาจารย์นั้นอยู่ด้านบน พระวิหาร ด้านเหนือมีขนาดใกล้เคียงกับพระอุโบสถ คือวัดข้างนอกเข้ามายาวประมาณ ๒๘ เมตร กว้างประมาณ ๑๒.๕ เมตร ภายในประดิษฐานพระประธานหน้าตักกว้าง ๓ เมตร สูง ๑๐ เมตร เป็นพระปางมารวิชัยสมัยสุโขทัยยุคต้น มีพระอัครสาวกองค์ นั่งหมอบอยู่ ณ เบื้องพระปรัศว์ซ้ายขวา พระวิหารพระพุทธไสยาสน์ มีขนาดกว้าง ๑๒.๕๐ เมตร ยาวประมาณ ๔๒๕๐ เมตร เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ มีขนาดยาวตลอดพระเศียรประมาณ ๕.๒๕ เมตร พระปรางค์ ๔ องค์ จากหลักฐานพระราชพงศาวดาร รัชกาลที่ ๔ ว่าได้ก่อสร้างครอบ พระปรางค์เดิม ๔ องค์ เพื่ออุทิศเป็นของพระพุทธเจ้าทั้ง ๔ องค์ พระเจดีย์ ๓ องค์ สร้างในสมัยรัชกาลที่ ๔ แต่ไม่ทราบว่าภายในบรรจุอะไรไว้

การศึกษาและการสาธารณสงเคราะห์ การศึกษาพระปริยัติธรรมในวัด เริ่มมีมาตั้งแต่ได้รับอนุมัติจากสมเด็จพระสังฆราชเจ้าให้ ตั้งเป็นสำนักเรียน ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๖๗ เป็นต้นมา และได้สร้างโรงเรียนขึ้นใหม่เป็นตึก ชั้น กว้าง ๔ วา ยาว ๘ วา ชื่อว่า "โรงเรียนภาษาบาลีและนักธรรมวัดมหาพฤฆาราม" พ.ศ. ๒๔๗๕ ปัจจุบันนี้โรงเรียนปริยัติธรรมของวัดมีจำนวนนักเรียนบาลี ๔๐ รูป นักธรรม ๒๕ รูป การสาธารณสงเคราะห์ของวัดนั้น ได้เริ่มเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๕-๒๔๕๓

กรมศึกษาธิการ กระทรวงธรรมการ ได้ตั้งโรงเรียนขึ้นในวัดชื่อว่า "โรงเรียนพาณิชยการวัดมหาพฤฆาราม"

แต่ปัจจุบันนี้ย้ายออกไปตั้งเป็น "โรงเรียนพณิชยการพระนคร" แล้ว ดังนั้นสถานที่เก่ากรม ศึกษาธิการจึงได้สร้างโรงเรียนสตรีมารพฤฒารามชั้นเบ็ดรับนักเรียนชั้นประถม ตั้งแต่วันที่ ธันวาคม ๑๔๒๑ เป็นต้นมา และได้ยุบชั้นประถมเหลือเพียงชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น และตอน ปลายเท่านั้น ส่วนระดับชั้นประถมได้ตั้งเป็นโรงเรียนประชาบาลขึ้น ต่อมาได้โอนไปสังกัด เทศบาล ซึ่งปัจจุบันนี้สังกัด กรุงเทพมหานคร

การบริหารและการปกครอง

ลำดับเจ้าอาวาสตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบัน มีดังนี้

๑. พระครูธรรมจริยาภิรมย์ (สอน) เจ้าอาวาสรูปแรก ในสมัยรัชกาลที่ ๑ ๒. พระศีลาจารพิพัฒน์ (สี) ได้มาเป็นเจ้าอาวาสเป็นการชั่วคราว ในสมัยรัชกาลที่ ๔

๓. พระครูธรรมจริยาภิรัต (ปาน) ภายหลังได้เป็นพระราชาคณะที่ พระศาสนานุรักษ์ เป็นเจ้าอาวาสตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๘-๒๔๓๖

๔. พระธรรมเจดีย์ (อุ่ม ชมฺมธโร) เป็นเจ้าอาวาสตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๓๖ -๒๔๕๘

๕. พระธรรมธราจารย์ (อ่อน ปญฺญตุตโม) เป็นเจ้าอาวาสตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๕๘ ถึง พ.ศ. ๒๔๘๔

๖. พระครูบริหารารกิจ (เจ๊ก โสบิโต) เป็นเจ้าอาวาสตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๘๔ ถึง พ.ศ. ๒๔๖๑

๗. พระเทพวิสุทธิเวที (สุด ชิตวีโร) ป.ธ. เป็นเจ้าอาวาสตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๑๖ ถึงปัจจุบัน

การบริหารและการปกครองภายในวัด เจ้าอาวาสส่วนมากมีอัธยาศัยเยือกเย็น กว้างขวาง เผื่อแผ่ในพระสงฆ์และสัตบุรุษทั่วไป ไม่ขัดขึ้นความนิยมของสัตบุรุษ จึงเป็นที่เคารพของทายก ทายิกาทั่วไป เป็นเหตุให้วัดเจริญตลอดมา แต่มีอยู่ช่วงระยะเวลาหนึ่งที่วัดเสื่อมลงในยุคที่พระครู ธรรมจริยาภิรัต (ปาน) เป็นเจ้าอาวาส เพราะต้องการจะแปลงวัดให้เป็นรามัญนิกาย แต่เมื่อ สิ้นยุคนี้แล้วเจ้าอาวาสยุคต่อ ๆ มาก็พยายามสร้างความเจริญให้แก่วัดขึ้นเป็นลำดับด้วยดีตลอดมา

ปัจจุบันนี้ ทางวัดมีจำนวนพระภิกษุบิณฑบาตในพรรษา ๘ รูป สามเณร ๒๗ รูป