วัดสมฝาง
และวัดสมเข้ามินเข้าด้วยกัน จึงทำให้วัดเจดีย์หลวงเจริญรุ่งเรืองขึ้นอีก และได้รับการบูรณะปฏิ- สังขรณ์ก่อสร้างเสนาสนะเรื่อยมาตามลำดับ
จนได้รับพระบรมราชานุญาตให้ยกฐานะขึ้นเป็น พระอารามหลวงตั้งแต่วันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๑ การบูรณะปฏิสังขรณ์และการก่อสร้างภายในวัดเจดีย์หลวง ได้ดำเนินมาโดยตลอดจนได้ รับการยกย่องจากกรมการศาสนา ให้เป็นวัดพัฒนาตัวอย่างในปี พ.ศ. ๒๕๑๒
วัดเจดีย์หลวงได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา พระบรมราชโองการลงวันที่ ๒๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๑๖
เนื้อที่กว้าง ๑.๔๐ เมตร ยาว ๔๖ เมตร และได้ประกอบพิธีผูกพัทธสีมาเมื่อ วันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๒
ทรัพย์สิน
ที่ดินที่ตั้งวัดมี ๓๒ ไร่ ๒๘ ตารางวา ตามโฉนดเลขที่ ๓๕๔๗-๓๕๘๘ และที่ธรณีสงฆ์ อยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ทั้งสิ้น แปลง โดยอยู่ในอำเภอเมือง ๔ แปลง ตามโฉนดที่ ๔๓๐ มีเนื้อที่ ๑ งาน ๘๐ ตารางวา ส่วนอีกแปลงหนึ่งมีเนื้อที่ ๓ ไร่ ไม่ทราบเลขที่โฉนด ในอำเภอ แม่ริมมีอยู่ ๔ แปลงคือ น.ส.หมายเลข ๑ ด มีเนื้อที่ ๑๐๑ ไร่ ๑ งาน ๖ ตารางวา น.ส. ๓ หมาย เลข ๕๕/๑๑ มีเนื้อที่ ๑๔๐ ไร่ ๓ งาน และทะเบียนเลขที่ ๑๐๑๑ หมายเลขที่ ๔๗๔๖ มีเนื้อที่ ๑๒ ไร่ ๒ งาน ๔๖ ตารางวา ส่วนในอำเภอสารก็มีอยู่ ๑ แปลง คือ โฉนดที่ ๖๙๓๓ มีเนื้อที่ ๓ ไร่ ๓ งาน ๔๒ ตารางวา และโฉนดที่ ๖๙๓๒ มีเนื้อที่ ๘ ไร่ ๒๐ ตารางวา
ปัจจุบันวัตถุ และถาวรวัตถุของวัดได้แก่
พระอุโบสถ เป็นศิลปะแบบล้านนาไทย ไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้างเมื่อไร แต่เก่าแก่ มากจึงชำรุดทรุดโทรมไม่สะดวกกับการใช้ประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ ด้วยเหตุนี้เมื่อได้รับพระราชทาน วิสุงคามสีมา พ.ศ. ๒๕๑๖ จึงได้กันเอาเขตร่วมในพระวิหาร ยาว ๑๔ เมตร กว้าง ๗.๖๐ เมตร เป็นเขตสังฆกรรม
พระวิหาร สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๗๑
เป็นทรงศิลปะล้านนาไทยผสมกับสมัยกลาง ก่ออิฐ ถือปูนกว้าง ๑.๔๐ เมตร ยาว ๔๖ เมตร เป็นที่ประดิษฐานพระอัฏฐารส ซึ่งเป็นพระประธาน สร้างโดยพระนางติโลกะจูดา เมื่อประมาณ พ.ศ. ๑๔๕ หล่อด้วยทองเหลืองปนสัมฤทธิ์เป็นพระ ปางห้ามญาติสูง ๑๒ ศอก พร้อมด้วยพระอัครสาวก ซ้าย-ขวา สูง ๓ ศอก และเป็นที่ประดิษ- ฐานพระพุทธรูปปางต่าง ๆ อีกจำนวน ๒๕ องค์ พระวิหารสร้างเสร็จเมื่อ พ.ศ. ๒๘๓
พระเจดีย์หลวงเริ่มสร้างจนเสร็จเรียบร้อยในปี พ.ศ. ๑๙๓๔-๑๔๕ มีฐานสี่เหลี่ยม จัตุรัส กว้างด้านละ ๒๗ วา สูง ๔๕ วา แต่ปัจจุบันนี้ ส่วนบนปรักหักพังลงมาหมดแล้ว เนื่องจากแผ่นดินไหว เมื่อปี พ.ศ. ๒๐๘๘ จึงเหลือความสูงประมาณ ๒๐ วา เท่านั้น ฐานก่อ ด้วยศิลาแลง องค์พระเจดีย์ก่ออิฐถือปูนเป็นศิลปะแบบอินเดียผสมลังกา
ศาลาการเปรียญ ได้แก่ ศาลาประสงค์สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐ ศาลาศิลา สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๒ และศาลารจรวงศ์ สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๔ นอกจากนี้ยังมีศาลาบำเพ็ญบุญอีกหลาย หลัง
สำหรับปูชนียวัตถุของวัดนอกจากพระอัฏฐารสแล้วยังมีพระพุทธไสยาสน์ มีความยาว ๘.๗๕ เมตร สูง ๑๘๐ เมตร พระมหากัจจายนต์ องค์ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าใครเป็นผู้สร้าง และเสาอินทบิล หรือเสาหลักเมืองเป็นเสาคอนกรีตแปดเหลี่ยมสูง ๘.๐ เมตร วัดรอบเสาได้ ๓๒ เมตร ส่วนถาวรวัตถุอื่น ๆ ของวัดก็ได้แก่ กุฏิถวรอีกประมาณ ๓๐ หลัง
การศึกษาและการสาธารณสงเคราะห์
ทางวัดจัดให้มีโรงเรียนปริยัติธรรม ๑ หลัง สำหรับพระภิกษุสามเณรศึกษาพระปริยัติธรรมทั้งแผนกบาลีนักธรรม และแผนกสามัญศึกษา มีจำนวนนักเรียนบาลี ๖๕ รูป และนักธรรมอีก ๕๕ รูป
การสาธารณสงเคราะห์ที่ทางวัดจัดให้มีโรงเรียนเมตตาศึกษา สอนระดับมัธยมศึกษาแก่เยาวชนโดยไม่คิดค่าเล่าเรียน พร้อมทั้งจัดให้มีห้องสมุด "แหวน สุจิณโณ" สำหรับเป็นแหล่งค้นคว้าหาความรู้ นอกจากนี้ยังได้จัดตั้งมูลนิธิภัตตาหาร นิธิการศึกษา นิธิเพระภิกษุสามเณรอาพาธอีกด้วย
การบริหารและการปกครอง
นับตั้งแต่ยกจากวัดร้างขึ้นเป็นวัดที่มีพระสงฆ์อยู่จำพรรษา ตั้งแต่ ปี พ.ศ. ๒๘๗๑ เป็นต้นมา มีเจ้าอาวาสครองวัดมาโดยลำดับดังนี้
๑. พระอุบาลีคุปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนุโท) ครองวัดตั้งแต่ พ.ศ. ๔๗๗-๒๔๗๔
๒. พระครูธรรมธร (มั่น ภูริเตสุโต) ครองวัดตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๕-๒๔๗๖
๓. พระพุทธิโสภณ (แวว ทองเงิน) ครองวัดตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๙-๕๐๒
๔. พระเทพสารเวที (ขันต์ พรหมโคตร น.ธ. เอก ป.ธ. ๔) ครองวัดตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๓ ถึงปัจจุบัน โดยบริหารวัดมาด้วยความสงบเรียบร้อย และเจริญรุ่งเรืองขึ้น มีจำนวนพระภิกษุจำพรรษา ๒๕ รูป และสามเณร ๕๒ รูป