วัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม
สภาพฐานะและที่ตั้งวัด
วัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม เป็นพระอารามหลวง ชั้นเอก ชนิดราชวรวิหาร ตั้งอยู่ เลขที่ ๒ แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร
อาณาเขตที่ตั้งวัด ทิศเหนือติดต่อกับถนนสราญรมย์และกรมแผนที่ทหาร ทิศใต้ติดต่อ กับพระราชอุทยานสราญรมย์ ทิศตะวันออกติดต่อกับถนนราชินีและคลองหลอด ทิศตะวันตก ติดต่อกับกระทรวงการต่างประเทศ
ลักษณะพื้นที่ตั้งวัด เดิมเป็นสวนกาแฟใกล้กับพระบรมมหาราชวัง คืออยู่ทางทิศตะวันออก ของพระบรมมหาราชวัง ที่ดินตั้งวัด กว้าง ๑ วา ๓ ศอก จากด้านเหนือไปใต้ ยาว ๓๕ วา จากด้านตะวันออกไปตะวันตก จำนวนเนื้อที่ ๒ ไร่ ๒ งาน ๖๘ ตารางวา สถานที่รอบ ๆ วัด เป็นของราชการเสียส่วนมาก จึงไม่สามารถขยายบริเวณสิ่งก่อสร้างของวัดออกไปได้อีก
ความเป็นมา
วัดราชประดิษฐ์ เป็นพระอารามหลวงที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า ฯ รัชกาลที่ ๔ โปรดให้สร้างขึ้นเพื่อเป็นพระอารามหลวงของพระมหากษัตริย์ ตามโบราณราชประเพณีที่ว่า บนผืนแผ่นดินไทยเมืองไหนเป็นเมืองหลวงจะต้องมีวัดสำคัญประจำอยู่ ๓ วัด คือ วัดมหาธาตุ วัดราชบูรณะ วัดราชประดิษฐ์ ซึ่งวัดมหาธาตุ และวัดราชบูรณะได้มีแล้ว ยังขาดแต่ วัดราชประดิษฐ์เท่านั้น และอีกประการหนึ่ง สร้างขึ้นเพื่ออุทิศถวายแต่พระสงฆ์คณะธรรมยุติกนิกาย โดยเฉพาะ และได้พระราชทานนามวัดไว้ตามที่ปรากฏในศิลาจารึกประกาศสร้างวัดวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๔๐๗ ว่า "วัดราชประดิษฐ์สถิตธรรมยุติการาม" นับว่าเป็นวัดแรกของคณะสงฆ์ ธรรมยุต ที่ได้สร้างขึ้นมาโดยมิได้ดัดแปลงมาจากวัดของคณะสงฆ์มหานิกาย
การก่อสร้างเริ่มขึ้นโดย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า ฯ โปรดให้พระยาราชสงคราม (ทองสุก) เป็นแม่กองจัดสร้าง ด้วยการก่อคันขึ้นด้วยอิฐทำเป็นกำแพงล้อมรอบบริเวณซึ่งเดิมเป็นสวนกาแฟทำกันมานานหลายปี ขาดผู้ดูแลรักษาปล่อยให้เป็นที่รกร้างว่างเปล่า พระองค์ได้ทรงซื้อไว้เป็นเงิน ๑,๐๗ บาท ด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ มีหลุมปักเสาศิลานิมิตในทิศทั้งแปด เพื่อให้เป็นส่วนสัดแยกจากพระราชอาณาเขต บริเวณที่กำหนดด้วยเสาศิลานิมิตนี้เรียกว่า "วิสุงกามสมา" เริ่มก่อสร้างวัดวันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๘๐๗ ใช้เวลาก่อสร้างวัดประมาณ ๓ เดือน จึงแล้วเสร็จ
ในระหว่างทำการก่อสร้างวัดอยู่นั้น พระยาราชสงคราม ได้พิจารณาถึงพื้นที่ที่จะรองรับ พระวิหารและพระเจดีย์ ซึ่งเป็นที่อาจทานน้ำหนักไม่ไหว จะเกิดการทรุดได้ จึงนำความขึ้นกราบบังคมทูลพระองค์ทรงรับสั่งให้ใช้ไหกระเทียมที่นำมาจากเมืองจือง และเครื่องลายครามที่แตกหักนำมาถมพื้นที่ และยังได้มีการบอกบุญเรียกให้ผู้มีจิตศรัทธานำสิ่งของดังกล่าวมาร่วมพระราชกุศลด้วย วัตถุสิ่งของเหล่านี้ได้ถมพื้นที่ยกพื้นเป็นฐานสูงประมาณสี่อัคนเศษ โดยไม่ต้องใช้เสาเข็ม พื้นที่ที่ถมด้วยเครื่องลายครามต่าง ๆ ให้เป็นที่สูงขึ้นนั้นเรียกว่า "พื้นไพที" หมายถึงพื้นอันเป็นที่รองรับพระวิหารและพระเจดีย์ของวัด
ครั้นการสร้างวัดได้เสร็จเรียบร้อยทุกประการแล้ว จึงโปรดให้จัดพระราชพิธีผูกพัทธสีมา ขึ้นในวันที่ 6 มิถุนายน 408 และได้เปลี่ยนนามวัดเป็น "วัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม" เหตุที่ทรงเปลี่ยนนามวัดเช่นนี้อาจทรงพิจารณาว่านามวัดที่ทรงตั้งไว้เดิมเจาะจงต่อพระสงฆ์ฝ่ายธรรม ยุติกนิกายเกินไป จะเป็นที่สะกิดใจแด่พระสงฆ์ทั้งสองนิกายในภายหน้าได้ และตามที่ได้ใช้คำว่า 'มหาสีมาราม' ต่อท้ายนามวัดนั้น เพราะวัดราชประดิษฐ์มิได้กำหนดเขตสีมากว้างใหญ่นั้นเอง โดยถือเอาเขตวัดทั้งหมด เขตสีมานั้นมีเสาหินปักแสดงแนวเขตไว้ซึ่งก็เป็นแนวเขตของวัดด้วย
ครั้นเสร็จงานพระราชพิธีผูกพัทธสีมาแล้ว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า ฯ ได้ทรง นิมนต์พระสาสนโสภณ (สา ปุสุสเทว) พร้อมด้วยพระอนุชรและพระฐานานุกรมที่คัดเลือก แล้ว จำนวน 20 รูป จากวัดบวรนิเวศวิหาร มาเป็นเจ้าอาวาสและเป็นพระลูกวัด ปกครองวัด ราชประดิษฐ์ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา สำหรับหน้าที่ในการทะนุบำรุงวัด พระองค์ได้ทรงรับไว้ใน พระบรมราชูปถัมภ์เป็นพิเศษ ยิ่งกว่าวัดหลวงอื่น ๆ ตลอดรัชสมัยของพระองค์
ในรัชสมัยรัชกาลที่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า ฯ โปรดให้ทำการปฏิสังขรณ์สิ่ง ชำรุดทรุดโทรมทั้งวัด และโปรดให้เขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถไว้ด้วย เสร็จการ ปฏิสังขรณ์แล้วโปรดให้แบ่งพระบรมอัฐิของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า ฯ บรรจุลงในกล่องศิลา แล้วอัญเชิญไปประดิษฐานไว้ในพระพุทธอาสน์ของพระประธานภายในพระอุโบสถวัดราชประดิษฐ์
ในรัชสมัยรัชกาลที่ 5 พ.ศ. 256 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า ฯ โปรดให้ช่างกรม- ศิลปากรสร้างเรือนไม้ หลังที่ชำรุดแล้วสร้างเป็นปราสาทยอดปรางค์แบบขอม 2 หลังแทน ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่ด้านตะวันออกและตะวันตกของพระอุโบสถ สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ผู้ออกแบบเป็นฝีมือของพระยาจินดารังสรรค์
ผู้เคยออกแบบอนุสาวรีย์ปรางค์ขอมในสุสาน วัดราชบพิธมาก่อน
ทรัพย์สิน
ที่ดินที่ตั้งวัดมีเนื้อที่ 2 ไร่ 2 งาน 88 ตารางวา มีหลักฐานแสดงกรรมสิทธิคือ ศิลาจารึก ประกาศสร้างวัดอยู่ด้านหลังพระอุโบสถ
ที่ธรณีสงฆ์ มี แปลง รวมเนื้อที่ 564 ไร่ 3 งาน 65 ตารางวา คือ
แปลงที่ 1 ตั้งอยู่ที่ตำบลศาลายา อำเภอนครไชยศรี จังหวัดนครปฐม เนื้อที่ 380 ไร่ 2 งาน 88 ตารางวา โฉนดเลขที่ 454
แปลงที่ ๒ ตั้งอยู่ที่ตำบลโพธิ์แทน อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก เนื้อที่ ๒๔๕ ไร่ โฉนดเลขที่ ๑๗๑๔
แปลงที่ ๓ ตั้งอยู่ที่แขวงบางแวก เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ ๓๕ ไร่ โฉนดเลขที่ ๓๔๖
แปลงที่ ๔ ตั้งอยู่ที่แขวงสามเสนใน เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ ๘๑ ตารางวา โฉนดเลขที่ ๑๗๐๕๕
แปลงที่ ๕ ตั้งอยู่ที่ตำบลศาลาแดง อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี เนื้อที่ ๓๔ ไร่ โฉนดเลขที่ ๖๒๒๑
ถาวรวัตถุและอาคารเสนาสนะต่าง ๆ
พระอุโบสถ เดิมเป็นพระวิหารหลวง ก่ออิฐถือปูนแบบทรงไทย มีมุขหน้าและหลังตั้งอยู่บนพื้นไพที ประดับด้วยหินอ่อนทั้งหมด หลังคามุงด้วยกระเบื้องลอนเดียวสีส้มอ่อน บีดเชิงชายด้วยกระเบื้องลายเทพางนม มีช่อฟ้าใบระกาประดับ หน้าบันด้านหน้าและหลังใช้ไม้สักแกะสลัก
ลวดลายเป็นรูปมหาพิชัยมงกุฏบนพระแสงขรรค์
ซึ่งมีพานแว่นฟ้ารองรับ
และพานแว่นฟ้า ประดิษฐานอยู่บนหลังช้าง ๖ เชือก ทั้งสองข้างประดับด้วยฉัตรห้าชั้น พื้นของหน้าบันเป็นลายกนก ซุ้มประตูและหน้าต่างประดับด้วยรูปมงกุฎปูนปั้น ตัวบานประตูและหน้าต่างทำด้วยไม้สักแกะสลักเป็นลายก้านแข็งช้อนกันสองชั้น ลงรักบีดทองติดกระจกสีหมดทุกรายการตัวพระอุโบสถ ภายนอกด้านหลังมีซุ้มแกะสลักด้วยหินอ่อนทั้งแผ่น ภายในซุ้มเป็นที่ประดิษฐานศิลาจารึกประกาศ ๒ ฉบับ ภายในพระอุโบสถที่ฝ่ายนั่ง由รอบมีภาพจิตรกรรมฝาผนังเทพยดาดั้นเมฆ พระราชพิธี ๑๒ เดือน และภาพการเกิดสุริยุปราคาในสมัยรัชกาลที่ ๔
หอไตร ตั้งอยู่ด้านข้างพระอุโบสถทางทิศตะวันออก เป็นปราสาทยอดปรางค์ทรงเขมร หน้าบันของซุ้มประดับด้วยปูนปั้นนูน เป็นภาพพุทธประวัติ ตอนประสูติ และเสด็จดับขันธปรนิพพาน ใช้เป็นที่เก็บรักษาพระไตรปิฎกและคัมภีร์ธรรมต่าง ๆ
หอพระจอม ตั้งอยู่ด้านข้างพระอุโบสถทางทิศตะวันตก เป็นปราสาทยอดปรางค์ทรงเขมร ยอดปรางค์ประดับด้วยพรหมสี่หน้า หน้าบันของซุ้มประดับด้วยปูนปั้น เป็นรูปพระนารายณ์บรรทมสินธุ์ (บรรทมอยู่บนหลังมังกร) ใช้เป็นที่ประดิษฐานพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า ฯ หล่อเต็มพระองค์และเท่าพระองค์จริง
ศาลาทรงไทย ด้านหน้าพระอุโบสถ ตรงมุมพื้นไพที มีศาลาขนาดเล็ก ๒ หลัง ด้านล่างก่อจากพื้นไพที มีศาลาขนาดเขื่องกว่าศาลาบนพื้นไพทีอีก ๒ หลัง ปัจจุบันศาลาชั้นล่าง ๒ หลัง มีอยู่ทางทิศตะวันตกใช้เป็นศาลาธรรมสภา แสดงปาฐกถาธรรม ทุก ๆ ก่อนวันธรรมสวนะ
หอระฆัง ตั้งอยู่ในเขตสังมาวาส รูปทรงคล้ายมงกุฎ มีลวดลายศิลปะแบบไทย ๆ ประดับ ด้วยชามจากประเทศจีน ซึ่งช่างเอามาตัดและติดเป็นสีต่าง ๆ
พระตำหนักสมเด็จพระสังฆราช (สา) ตั้งอยู่เยื้องกับหอระฆังไปทางทิศตะวันออกเฉียง ใต้เล็กน้อย ภายในมีภาพสีน้ำมัน เขียนบนผืนผ้าใบผืนใหญ่ เป็นรูปพระเจดีย์จุฬามณี ซึ่งเป็น ที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุส่วนหนึ่ง ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์
กุฏิสงฆ์ มีจำนวน 13 หลัง เป็นสถาปัตยกรรมแบบทรงไทยผสมจีน โครงสร้างก่อด้วย อิฐถือปูน พื้นไม้สัก หลังคามุงด้วยกระเบื้อง
ปูชนิยวัตถุ และศิลปวัตถุต่าง ๆ มี
พระพุทธสิหิงคปฏิมากร เป็นพระประธานในพระอุโบสถ ประดิษฐานอยู่ภายใต้ซุ้มบุหงา บนฐานชุกชีปางสมาธิ หน้าตัก 1 สอก 6 นิ้ว รัชกาลที่ 4 โปรดให้จำลองมาจากพระพุทธสิหิงค์ พระประธาน เบื้องขวาเป็นพระพุทธชินราชจำลอง เบื้องซ้ายเป็นพระพุทธชินสีห์จำลอง เบื้องหลัง พระประธานเป็นพระศาสดาจำลอง
พระพุทธนิรันตราย หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์กะไหล่ทอง มีพุทธลักษณะประทับนั่งสมาธิเพชร เบื้องหลังมีซุ้มเรือนแก้วเป็นพุ่มมหาโพธิ์มีอักษรขอมจำหลักลงในวงกลีบบัว ยอดเรือนแก้วเป็น รูปพระมหามงกุฎ ฐานรององค์พระเป็นที่รับน้ำสรง มีท่อเป็นรูปศีรษะโค แสดงเครื่องหมาย พระโคตมโคตร
พระพุทธนิรันตรายองค์เดิม เป็นพระพุทธรูปทองคำเนื้อแข็ง น้ำหนัก ตำลึง กำนันอิน กับบุตรชายขุดพบแล้วนำมาทูลเกล้า ฯ ถวาย รัชกาลที่ 4 เมื่อ พ.ศ. ๒๓๕ พระองค์ทรง มีพระราชทานไปตามวัดธรรมยุติกนิกายทุกวัด เพื่อเป็นอนุสรณ์ที่พระองค์ทรงสถาปนาคณะสงฆ์ ธรรมยุติกนิกายขึ้น วัดราชประดิษฐ์เป็นวัดหนึ่งที่ได้รับมาประดิษฐานไว้องค์หนึ่งตราบเท่าทุกวันนี้
ภาพจิตรกรรม รัชกาลที่ 2 โปรดให้เขียนไว้บนฝาผนังรอบ ๆ ภายในพระอุโบสถด้วย สีฝุ่น มีภาพเทพยดาดั้นเมฆ เป็นรูปเทพยดาอารักษ์ต่าง ๆ ทั้งที่มีวิมานและไม่มีวิมาน ถัดลงมา ช่วงระหว่างหน้าต่าง เป็นภาพพระราชพิธี 12 เดือน นอกจากนี้ยังมีภาพการเกิดสุริย eclipses เมื่อ วันที่ 18 สิงหาคม 2411 ซึ่งรัชกาลที่ 4 ทรงคำนวณได้อย่างถูกต้อง สามารถมองเห็นชัดที่ตำบล หว้ากอ แขวงเมืองประจวบคีรีขันธ์
ปาสาณเจดีย์ อยู่ด้านหลังพระอุโบสถ สร้างด้วยอิฐถือปูน ภายนอกเป็นหินอ่อนทั้งหมด ยอดพระเจดีย์ยาวประมาณ 1 วาเศษ ประกบด้วยทองคำแท้ 80 ชั่ง
พระรูปสมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสสเทว) หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ ในท่านั่งแสดง พระธรรมเทศนา ขนาดเท่าพระองค์จริง หล่อขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๐ ประดิษฐานอยู่ภายในซุ้มชั้น ล่างของปาสาณเจดีย์ทางด้านทิศเหนือ
พระปรางค์เขมร ตั้งอยู่ถัดจากปาสาณเจดีย์ไปทางทิศใต้ ใช้เป็นที่บรรจุพระอังคารของ อดีตเจ้าอาวาส
ศาลาจาริกประกาศ ๒ ฉบับ อยู่ด้านหลังพระอุโบสถเป็นประกาศเกี่ยวกับการสร้างวัดฉบับ หนึ่ง และอีกฉบับหนึ่งเป็นประกาศแจ้งการผูกพัทธสีมา
การศึกษาและการสาธารณสงเคราะห์
พระภิกษุสามเณรวัดราชประดิษฐ์ มีการศึกษาเล่าเรียนทั้งแผนกภาษาบาลี และแผนกธรรม และปฏิบัติตามหน้าที่ของพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา คือคันถธุระ และวิบัตสนาธุระ โดย เคร่งครัด
นอกจากนี้วัดราชประดิษฐ์ ก็มีการแสดงปาฐกถาเผยแผ่ธรรมให้ความรู้ความเข้าใจแก่ สาธุชนเป็นประจำด้วย
การบริหารและการปกครอง
วัดราชประดิษฐ์มีการบริหารและการปกครองอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยและเคร่งครัด เขต สังฆมาวาสอันเป็นที่พำนักอยู่อาศัยของพระสงฆ์ เป็นเขตหวงห้ามสำหรับสตรี เนื่องจากกุฏิพระสงฆ์ ไม่มีชานไว้รับแขก ใครจะเข้าเยี่ยมต้องเข้าไปสนทนาในห้อง ไม่เหมาะสำหรับสตรีเพศ ทางวัด จึงมีป้ายประกาศไว้ที่ประตูเขตสังฆมาวาสว่า "สตรีห้ามผ่าน" ถ้ามีญาติโยมผู้หญิงจะมากราบนมัสการ เยี่ยมเยียนพระสงฆ์รูปใด จะต้องมาต้อนรับสนทนากันที่ศาลาทรงไทยด้านหน้าพระอุโบสถ
การปกครอง ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๐๗ ถึงปัจจุบัน (พ.ศ. ๒๕๒๕) ได้มีเจ้าอาวาสปกครอง ตามลำดับคือ
๑. สมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสฺสเทว) พ.ศ. ๔๑๐ ถึง พ.ศ. ๒๔๔๒
๒. พระศาสนโสภณ (อ่อน อหิสก) พ.ศ. ๒๔๔๒ ถึง พ.ศ. ๒๔๕๓
๓. พระพรหมมุนี (แย้ม อุปวิกาส) พ.ศ. ๔๕๓ ถึง พ.ศ. ๒๔๗๔
๔. พระธรรมบัญญาจารย์ (ทิม อุทาฒิม) พ.ศ. ๒๔๘๔ ถึงปัจจุบัน
ปัจจุบัน วัดราชประดิษฐ์มีพระภิกษุ ๔๔ รูป สามเณร ๑ รูป มีโรงเรียนปริยัติธรรม • หลัง จำนวนนักเรียนบาลี ๖ รูป นักธรรม ๐ รูป