วัดอรุณราชวราราม
สภาพฐานะและที่ตั้งวัด
วัดอรุณราชวราราม เป็นพระอารามหลวงชั้นเอกชนิดราชวรมหาวิหาร ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาและฟากตะวันออกของถนนอรุณอมรินทร์ ระหว่างคลองนครบาลหรือคลองวัดแจ้งกับพระราชวังเดิม อยู่เลขที่ ๓๔ แขวงวัดอรุณ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร
ทิศเหนือมี กำแพงวัดติดต่อกับหลังโรงเรียนประถมทวีธาภิเศก
ทิศใต้ติดต่อกับ กำแพงพระราชวังเดิม
ทิศตะวันออกติดต่อกับฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา
ทิศตะวันตกมีกำแพงวัดติดต่อกับถนนอรุณอมรินทร์
วัดอรุณราชวรารามมีเนื้อที่ดินตั้งวัดทั้งสิ้น ๒ ไร่ ๑ งาน ๖๓ ตารางวา ลักษณะที่ตั้งวัดโดยทั่วไปเป็นที่ราบลุ่ม สูงกว่าระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาเพียงเล็กน้อยสังเกตจากฤดูน้ำหลากจะสูงและท่วมบริเวณหน้าวัดแต่ไม่มากนัก ส่วนทางทิศใต้ซึ่งเป็นที่ตั้งของพระปรางค์นั้นสูงกว่าทางทิศเหนือ ซึ่งเป็นที่ตั้งของพระอุโบสถ ด้วยเหตุนี้น้ำจึงไม่ท่วมบริเวณลานพระปรางค์และบริเวณใกล้เคียง
ความเป็นมา
วัดอรุณราชวราราม เป็นวัดโบราณสร้างมาแต่ครั้งสมัยอยุธยา เดิมเรียกว่า "วัดมะกอก" ตามชื่อตำบลที่ตั้งวัดคือตำบลบางมะกอก ภายหลังเปลี่ยนเป็น "วัดมะกอกนอก" เพราะมีวัดใหม่สร้างในตำบลเดียวกันแต่อยู่ลึกเข้าไปในคลองบางกอกใหญ่ เรียกวัดใหม่นี้ว่า "วัดมะกอกใน" (วัดนวลนรดิศ) ต่อมาภายหลังได้เปลี่ยนชื่อ "วัดมะกอกนอก" เสียใหม่ว่า "วัดแจ้ง" ตามตำนานประวัติศาสตร์ว่า สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้กรีฑาพลล่องลงมาทางชลมารค พอถึงหน้าวัดนี้ก็ได้อรุณหรือแจ้งพอดี จึงเสด็จประทับแรมที่ศาลาการเปรียญ ต่อมาได้โปรดให้บูรณะปฏิสังขรณ์แล้วเปลี่ยนชื่อเสียใหม่เป็น "วัดแจ้ง"
เมื่อพระเจ้าตากสินมหาราชโปรดให้ย้ายราชธานีจากกรุงศรีอยุธยามา ณ กรุงธนบุรีในปี พ.ศ. ๒๓১๗ และได้ทรงสร้างพระราชวังใหม่ โดยขยายเขตพระราชฐานเป็นเหตุให้วัดแจ้งตกเข้ามาอยู่กลางพระราชวัง จึงโปรดไม่ให้มีพระสงฆ์อยู่อาศัย การที่เอาวัดแจ้งเป็นวัดภายในพระราชวังนั้น คงจะทรงถือแบบอย่างพระราชวังในกรุงศรีอยุธยาที่มีวัดพระศรีสรรเพชญ์อยู่ในพระราชวัง การปฏิสังขรณ์วัดเท่าที่ปรากฏตามหลักฐานในพระราชพงศาวดารก็คือ ปฏิสังขรณ์พระอุโบสถและพระวิหารของเก่าที่อยู่หน้าพระปรางค์ กับโปรดให้สร้างกำแพงพระราชวังโอบล้อมวัด เพื่อให้สมกับที่เป็นวัดภายในพระราชวัง แต่ไม่ปรากฏรายการว่าได้ทรงบูรณะปฏิสังขรณ์หรือก่อสร้างสิ่งใดขึ้นบ้าง
ในสมัยที่กรุงธนบุรีเป็นราชธานี ถือกันว่าวัดแจ้งเป็นวัดคู่บ้านคู่เมือง เป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตและพระบาง ซึ่งสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า จุฬาโลกมหาราช) ไปตีเมืองเวียงจันทน์ได้ในปี กุนเอกศก จุลศักราช ๑๑๔๑ (พ.ศ. ๒๓๒๒) แล้วอัญเชิญพระพุทธรูปสำคัญ ๒ องค์ คือพระแก้วมรกต และพระบางลงมากรุงธนบุรีด้วย และมีการสมโภชเป็นเวลา ๒ เดือน ๑๒ วัน จนถึงวันวิสาขบูชา เพ็ญกลางเดือน ๓ ปีชวด โทศก จุลศักราช ๑๑๔๒ (พ.ศ. ๒๓๒๓) โปรดให้อัญเชิญพระแก้วมรกตและพระบางขึ้นประดิษฐานไว้ในมณฑป ซึ่งตั้งอยู่ด้านหลังพระอุโบสถเก่าและพระวิหารเก่า หน้าพระปรางค์ อยู่ในระยะกลางพอดี มีการสมโภชใหญ่ ๗ คืน ๗ วัน
เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติแล้ว ได้โปรดให้สร้างพระนครใหม่ข้างฝั่งตะวันออก และรือกำแพงพระราชวังกรุงธนบุรี ด้วยเหตุนี้ วัดแจ้งจึงอยู่นอกพระราชวัง จึงโปรดให้เป็นวัดมีพระสงฆ์จำพรรษาต่อไปได้ โดยนิมนต์พระโพธิวงศาจารย์จากวัดบางว้าใหญ่ (วัดระฆังโฆสิตาราม) มาครองวัด พร้อมทั้งพระศรีสมโพธิและพระภิกษุสงฆ์จำนวนหนึ่งมาเป็นพระอันดับ
วัดแจ้งได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์ใหม่หมดทั้งวัด โดยสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร แต่การปฏิสังขรณ์คงสำเร็จเพียงกุฎิสงฆ์ส่วนพระอุโบสถ และพระวิหารยังไม่ทันแล้วเสร็จก็พอดีสิ้นรัชกาลที่ ๑ ใน พ.ศ. ๒๓๕๒
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ ได้ทรงบูรณะปฏิสังขรณ์ต่อไปใหม่ โปรดให้สร้างพระคูหาวิหารและพระวิหารต่อจนเสร็จ พร้อมทั้งทรงปั้นหุ่นพระพุทธรูปด้วยพระหัตถ์ และโปรดให้หล่อขึ้นประดิษฐานเป็นพระประธานในพระอุโบสถ และยังได้โปรดให้มหรสพผสมโภชฉลองวัดในปีมะโรง โทศกจุลศักราช ๑๑๘๒ (พ.ศ. ๒๓๒๓) แล้วโปรดพระราชทานนามวัดว่า "วัดอรุณราชธาราม"
นอกจากนี้ยังทรงพระราชดำริให้เสริมสร้างพระปรางค์เดิมสูง ๘ วา ให้ใหญ่เพื่อเป็นพระมหาธาตุสำหรับพระนคร จึงโปรดให้กำหนดที่ลงมือขุดราก แต่การได้ค้างอยู่เพียงนั้น จนสิ้นรัชกาลที่ ๒ ใน พ.ศ. ๒๓๖๗
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ได้ทรงปฏิสังขรณ์วัดอรุณฯ ต่อจากที่เคยปฏิสังขรณ์ตั้งแต่เมื่อครั้งยังทรงเป็นพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ โดยเป็นแม่กองสร้างปรับปรุงกุฎใหม่ ปฏิสังขรณ์พระอุโบสถและพระวิหารเก่าหน้าพระปรางค์หน้าวัดด้านใต้ และสร้างเมรุปูนขนาดใหญ่ไว้หลังวัด เมื่อครองราชย์แล้วได้โปรดให้ปฏิสังขรณ์ใหม่หมดทั้งวัด พร้อมทั้งโปรดให้ลงมือก่อสร้างพระปรางค์ตามที่ทรงคิดแบบขึ้น จนสำเร็จเป็นพระมหาเจดีย์สูง ๑ เส้น ๑๓ วา ๑ ศอก ๑ คืบ กับ ๑ นิ้ว ฐานกลมวัดโดยรอบได้ เส้น ๓๗ วา และโปรดให้ก่อสร้างประตูเข้าสู่พระอุโบสถใหม่ด้วย
การก่อสร้างและปฏิสังขรณ์สิ่งต่าง ๆ นี้ สำเร็จลงแล้วยังไม่ทันมีงานฉลองก็พอดีสิ้นรัชกาลที่ ๓ ใน พ.ศ. ๒๕๔
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๔ ได้โปรดให้สร้างและปฏิสังขรณ์สิ่งต่าง ๆ ในวัดอรุณ ฯ เพิ่มเติมอีกหลายอย่าง เช่น บุษบกยอดปรางค์ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปฉลองพระองค์ พระนามว่า "พระพุทธนฤมิตร" และได้โปรดให้ปฏิสังขรณ์พระอุโบสถจนเสร็จเรียบร้อย โดยอัญเชิญพระบรมอัฐิของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลับ มาบรรจุไว้ที่พระพุทธอาสน์ของพระประธานในพระอุโบสถที่พระองค์ทรงพระราชทานนามว่า "พระพุทธธรรมมิศรราชโลกธาตุดิลก"
เมื่อรัชกาลที่ ๔ ได้ทรงปฏิสังขรณ์พระวิหารเสร็จเรียบร้อยสมบูรณ์แล้ว ก็ได้พระราชทานนามวัดใหม่ว่า "วัดอรุณราชวราราม" ดังที่เรียกกันอยู่ในปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเมื่อปีมะโรง พ.ศ. ๒๘๑๑ การปฏิสังขรณ์วัดอรุณ ในรัชกาลนี้ควรนับได้ว่าเป็นการใหญ่ เพราะได้โปรดให้ปฏิสังขรณ์ใหม่หมดเกือบทั้งวัด เริ่มต้นจากพระวิหารที่กำลังชำรุดทรุดโทรม และบุษบกที่มุขหน้าและมุขหลังของพระอุโบสถที่ค้างไว้
วันมะแม วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๔๓๘ เวลา ๑๖.๐๐ น. เกิดอัคคภัยไหม้พระอุโบสถ สาเหตุเกิดจากลูกไฟปลิวมาจากโรงถ่านที่อยู่เหนือคลองนครบาลหรือคลองวัดแจ้งติดกุฎิสงฆ์ริมคลองลุกไหม้ขึ้นก่อน แล้วเปลวไฟปลิวมาไหม้พระอุโบสถ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้รีบเสด็จพระราชดำเนินไปอำนวยการดับเพลิง และทรงอัญเชิญพระบรมอัฐิของสมเด็จพระบรมอัยการีราชออกไปได้ทัน
ในการเกิดเพลิงไหม้ครั้งนี้ พระอุโบสถได้รับความเสียหายมาก รัชกาลที่ ๖ ได้โปรดให้กรมหมื่นปราบปรปักษ์เป็นแม่กองปฏิสังขรณ์พระอุโบสถให้คืนดีบริบูรณ์อย่างเดิม ซึ่งเท่ากับเป็นการสร้างใหม่ตลอดจนเขียนภาพผนังด้านในและปฏิสังขรณ์พระระเบียงรอบพระอุโบสถ กับถาวรวัตถุอื่น ๆ ที่ควรปฏิสังขรณ์ด้วย ซึ่งพระราชทรัพย์ครั้งนี้เป็นเงิน ๑๒,๘๐๐ บาท ซึ่งพระบรมวงศ์ฝ่ายในได้ทรงร่วมบริจาคทรัพย์เป็นเงิน ๒๔,๐๐๐ บาท เพื่อการปฏิสังขรณ์และสถาปนาถาวรวัตถุในวัด จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้สร้างโรงเรียนตรงกุฎิเก่าด้านเหนือ ซึ่งชำรุดไม่มีพระสงฆ์อยู่เป็นตึกใหญ่แล้วพระราชทานนามว่า "โรงเรียนทวีชาภิเศก"
รัชกาลที่ ได้โปรดให้พระยาราชสงคราม (กร หงสกุล) เป็นนายงานอำนวยการปฏิ- สังขรณ์พระปรางค์องค์ใหญ่ และบริเวณทั่วไปตามของเดิมแก้ไขเพิ่มเติมบางอย่างตามที่ควรจะแก้ การปฏิสังขรณ์พระปรางค์ได้เริ่มแต่เดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๔๕๑ เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงโปรด ให้มีการฉลองร่วมกับงานฉลองพระไชยนวรัฐ และงานบำเพ็ญพระราชกุศลพระชนมายุสมมงคล คือมีพระชนมายุเสมอพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทั้ง ๓ งานนี้เป็นงานใหญ่ได้เริ่ม แต่วันที่ ๑๒-๒๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๕๒
วัดอรุณ ฯ ได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์และสร้างเสนาสนะ ถาวรวัตถุเพิ่มเติมตลอดมา โดยองค์พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ พร้อมด้วยผู้มีจิตศรัทธาบริจาคอีกเป็น จำนวนมาก
เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จขึ้นถวายราชสมบัติ เมื่อ ปีจอ พ.ศ. ๒๕๘5 ในรัชกาลนี้มีการบูรณะปฏิสังขรณ์หลายอย่าง เช่นซ่อมสร้างศาลาการเปรียญ ถนนหนทาง กำแพงวัด กุฎิวิหาร พระเจดีย์ ปฏิสังขรณ์พระอุโบสถ โบสถ์น้อย และ วิหารน้อยหน้าพระปรางค์และสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ อีกเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระปรางค์ วัดอรุณ ได้รับการปฏิสังขรณ์เป็นการใหญ่ โดยรัฐบาลได้แต่งตั้งคณะกรรมการ และอนุกรรม การทำงานนี้กำหนดโครงการไว้ ๓ ปี เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๐ ในวงเงิน ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท และกรมศิลปากรได้ประมาณการค่าใช้จ่าย ซึ่งจะต้องดำเนินการบูรณะจนแล้วเสร็จเป็นเงินเพิ่ม ขึ้นอีก ๑๒,๕๐๐,๐๐๐ บาท โดยแบ่งงานบูรณะออกเป็น 6 งวด ใช้เวลา 4 ปี ซึ่ง ๙ พณฯ ม.ล. ปั่น มาลากุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการขณะนั้น เป็นประธานกรรมการ พร้อม ด้วยคณะกรรมการบูรณะพระปรางค์วัดอรุณ ได้ประกอบพิธีบวงสรวงก่อนเริ่มการบูรณะพระ ปรางค์ด้วยเมื่อวันพุธที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๑๐ เวลา 8.๐๐ น. และการบูรณะก็สำเร็จด้วยดีจนเห็น เป็นสง่างามอยู่ทุกวันนี้
ทรัพย์สิน
วัดอรุณราชวรารามเป็นวัดที่พระมหากษัตริย์ทรงสร้างไว้ จึงเป็นวัดที่มีเสนาสนะสิ่งปลูก สร้างต่าง ๆ ทั้งพระอุโบสถ ศาลาการเปรียญ หอสวดมนต์ กุฎิ พระวิหาร พระเจดีย์ พระปรางค์ พระพุทธรูป ฯลฯ ล้วนแล้วแต่เป็นปูชนียวัตถุสถานที่มีคุณค่าเป็นอย่างยิ่งจำนวนมาก และที่ สำคัญ ๆ จะกล่าวถึงก็คือ
พระอุโบสถ ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของวัด เป็นสถาปัตยกรรมชั้นสำคัญและสวยงามชิ้นหนึ่งในรัชกาลที่ ๒ การก่อสร้างประกอบด้วยฝีมือช่างอย่างวิจิตร เป็นพระอุโบสถยกพื้นสูง หลังคาลดชั้น มุงด้วยกระเบื้องเคลือบสีเหลืองและสีเขียวใบไม้ ช่อผ้าใบระกาหางหงส์ ลงรักปิดทองประดับกระจก หน้าบันทั้งด้านหน้าและด้านหลังเป็นรูปเทวดายืนถือพระบรรรษอยู่ในปราสาท เป็นไม้แกะ มีสังข์และคนโทน้ำ วางอยู่บนพานข้างละพาน ประดับลายกระหนก ชื่อว่า ช่อกระหนกหางโต ลงรักปิดทอง มีมุขทั้งด้านหน้าและด้านหลัง มีเสาใหญ่รับเชิงชายทั้งด้านทิศเหนือและทิศใต้ มีชานเดินได้
พื้นหน้ามุขและพื้นรอบพระอุโบสถปูด้วยหินอ่อน บันได เสาบันไดเป็นหินทรายระหว่างเสาใหญ่ด้านทิศเหนือและทิศใต้ มีกำแพงเตีย ๆ ประดับด้วยหินสลักรูปดอกไม้ ใบไม้ ที่หุ้มกลองด้านหน้าอยู่ระหว่างประตูทั้งสองข้าง มีบุษบกยอดปรางค์เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธนฤมิตร ซึ่งเป็นพระพุทธรูปฉลองพระองค์ในรัชกาลที่ ๒ ที่หุ้มกลองด้านหลังระหว่างประตูเหมือนกันมีบุษบกยอดปรางค์ มีพาน ๒ ชั้น ลงรักปิดทองมีพุ่มเทียนตั้งอยู่ ผนังด้านนอกถือปูนประดับกระเบื้องจีนลายดอกไม้ร่วง บัวหัวเสาและบัวเชิงเสาลงรักปิดทองประดับกระจก หน้าต่างทั้งหมดมี ๑๔ ช่อง ด้านเหนือ ๗ ช่อง ด้านใต้ ๓ ช่อง บานหน้าต่างด้านนอกเป็นลายรดน้ำซ่อมใหม่ ด้านในเป็นภาพต้นไม้ ด้านในพระอุโบสถมีภาพจิตรกรรมฝาผนังทั้ง ๔ ด้าน พระประธานในพระอุโบสถมีพระนามว่า "พระพุทธธรรมิศรราชโลกธาตุดิลก" หล่อในรัชกาลที่ ๒ เฉพาะส่วนพระพักตร์เป็นฝีพระหัตถ์ของรัชกาลที่ ๒ ทรงปั้นหุ่นด้วยพระองค์เองที่ฐานผ้าทิพย์พระประธานบรรจุพระบรมอัฐของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ เป็นเครื่องหมายตราครุฑจับนาค และระหว่างกลางพระอัครสาวกมีพัดยศตั้งอยู่
ซุ้มเสมามีทั้งหมด ๘ ซุ้ม ใบเสมาเป็นหินสลักลวดลายงดงามและเป็นใบเสมาคู่ประดิษฐานอยู่ในซุ้มหินอ่อน ทำเป็นรูปบุษบกยอดเจดีย์ย่อเหลี่ยมไม้สิบสอง ระหว่างช่องเสมามีสิงโตหินตั้งอยู่บนแท่นรอบพระอุโบสถ หน้าพระระเบียงมีตุ๊กตาหินทหารจิ๋น ตั้งเรียงเป็นแถวรอบพระอุโบสถ
พระระเบียงเรือพระวิหารคด มุงหลังคาด้วยกระเบื้องเคลือบสีเหลืองและสีเขียวใบไม้ มีประตูเข้าออกอยู่กึ่งกลางทั้ง ทิศ มีซุ้มจระเข้เหนือประตูหน้าบัน ทำเป็นรูปพระนารายณ์ทรง กรุทประดับด้วยลายกระหนก ลงรักปิดทองงามมาก สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์ ทรงชมเชยว่า "
'พระระเบียงมีอยู่ให้ดูได้บริบูรณ์ ทรวดทรงงามกว่าพระระเบียงที่ไหนหมด เป็น ศรีแห่งฝีมือในรัชกาลที่ ๒ ควรชมอย่างยิ่ง"
พระวิหารสร้างในสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ เป็นพระวิหารที่ยกพื้นสูงเช่นเดียวกับพระอุโบสถ หลังคาลดชั้น มุรด้วยกระเบื้องเคลือบสี หน้าบันทำเป็นรูปเทวดาถือพระบรรลังก์นั่งอยู่บนแท่นประดับด้วยลายกระหนกลงรักปิดทองประดับกระจก มีมุขทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ด้านหน้ามีประตู ๓ ประตู ด้านหลังมีประตู ผนังด้านนอกประดับกระเบื้องเคลือบ ผนังด้านในเดิมคงมีภาพจิตรกรรม
ฝาผนัง ที่เสาใหญ่สี่เหลี่ยมข้างใน และที่เรือนแก้วพระประธาน (ด้านหลัง)
และบนประตู หน้าต่างมีภาพเขียนปรากฏอยู่ แต่ปัจจุบันผนังได้ฉาบน้ำปูนสีเหลืองหมดแล้ว พระประธานในพระวิหารมีพระนามว่า "พระพุทธชัมภูนทมหาบุรุษลักขณาอสิตยานุบพิตร" เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 3 ศอก บนฐานชุกชีพระประธานมีพระรุณหรือพระแจ้งหน้าตักกว้าง 0 ซม. ประดิษฐานอยู่บนแท่น ถัดลงมาชั้นล่างสุด มีพระพุทธรูปสมัยสุโขทัย หน้าตักกว้าง 70 ซม. เป็นพระพุทธรูปสำริดลงรักปิดทอง ประดิษฐานอยู่บนแท่นอีกแท่นหนึ่งซึ่งลงรักประดับกระจกฝีมือช่างประณีตบรรจงสวยงามมาก พระเจดีย์ ๔ องค์ พระเจดีย์ ๔ องค์ เป็นพระเจดีย์แบบเดียวกัน และมีขนาดเท่ากันทั้งหมด คือ เป็นพระเจดีย์ก่อด้วยอิฐถือปูน ย่อเหลี่ยมไม้ยี่สิบ ประดับด้วยกระเบื้องถ้วยสีต่าง ๆ เป็นลวดลายดอกไม้และลายอื่น ๆ งดงามมาก มีฐานทักษิณสำหรับขึ้นไปเดินรอบองค์พระเจดีย์ ๑ ชั้น มีบันไดขึ้นทางทิศเหนือ บริเวณพระเจดีย์ติดกับพระระเบียงพระอุโบสถ พื้นปูด้วยกระเบื้องหิน พระเจดีย์ทั้ง ๔ องค์นี้สร้างในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓
พระปรางค์
ตั้งอยู่เหนือวัดทางทิศใต้หลังโบสถ์น้อยและวิหารน้อย เดิมสูง ๘ วา เป็นปูชนียวัตถุที่สร้างขึ้นพร้อมกับโบสถ์และวิหารน้อย พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย มีพระราชศรัทธาจะเสริมสร้างให้สูงใหญ่เป็นพระมหาธาตุสำหรับพระนคร
แต่ทรงกระทำได้ เพียงโปรดให้เตรียมที่ขุดรากไว้เท่านั้น การยังค้างอยู่เพราะสวรรคตเสียก่อน ถึงรัชกาลที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดให้เสริมสร้างพระปรางค์ใหญ่สูงถึง ๑ เส้น ๑๓ วา ๑ ศอก ๑ คืบ ๑ นิ้ว และล้อมรอบด้วยปรางค์ทิศและมณฑปทิศ ปรางค์ทิศเป็นปรางค์องค์เล็ก ๆ อยู่ทิศละองค์ คือตะวันออกเฉียงเหนือ ตะวันออกเฉียงใต้ ตะวันตกเฉียงเหนือ และตะวันตก เฉียงใต้ ปรางค์ทิศก่อด้วยอิฐถือปูนประดับกระเบื้องเคลือบสีแบบเดียวกับพระปรางค์องค์ใหญ่และ เหนือขอดปรางค์เป็นนภศูลบีบทอง ส่วนมณฑปทิศก็มีอยู่ ทิศ คือทิศเหนือ ทิศใต้ ทิศ ตะวันออก และทิศตะวันตก ตั้งอยู่บนฐานทับหลังชั้นที่ และประดับด้วยกระเบื้องเคลือบสี เป็นลวดลายต่าง ๆ เช่นเดียวกันกับพระปรางค์องค์ใหญ่
รัชกาลที่ ๒ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงปฏิสังขรณ์พระปรางค์จน เสร็จสมบูรณ์สวยงามดังที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน แม้จะมีการปฏิสังขรณ์ใหม่อีกครั้งหนึ่ง ในรัชกาล ปัจจุบันแต่ก็ยังคงความสวยงามในสภาพเดิมไว้ทุกประการ ตามที่รัชกาลที่
ได้โปรดให้ ปฏิสังขรณ์ไว้ดังนี้
พระปรางค์ใหญ่ อยู่ภายในรั้วล้อมทั้ง ด้าน ด้านตะวันออก เหนือ และตะวันตก ตอนล่างเป็นกำแพงก่ออิฐถือปูนเตี๋ย ๆ ทาด้วยน้ำปูนสีขาว ตอนบนเป็นรั้วลูกกรงเหล็กทาสีแดง มีรูปครุฑจับนาคติดอยู่ตอนบนทุกช่อง แต่ละช่องกันด้วยเสาก่ออิฐถือปูนเหมือนกำแพง ตอนล่าง ทางด้านตะวันตกหลังพระปรางค์นั้น มีเก๋งจีนแบบของเก่าเหลืออยู่อีก ๑ เก๋ง หน้าบันและใต้ เชิงชายประดับด้วยกระเบื้องเคลือบสีและภาพสีทาและเขียนเป็นรูปดอกไม้ ต้นไม้ และรูปสัตว์ ต่าง ๆ แบบจีน ผนังของเก๋งด้านใน ทาด้วยน้ำปูนสีขาว ซึ่งแต่เดิมนั้นเป็นภาพสีเกี่ยวกับนรถ ในรัชกาลที่ ๕ โปรดให้ลบออกเสีย เพราะทรงพิจารณาเห็นว่าไม่งาม ส่วนรั้วด้านใต้ที่ติดกับ กำแพงพระราชวังเดิมนั้น เป็นรั้วก่อด้วยอิฐถือปูนทีบตลอดทั้งด้าน
ลานพระปรางค์ตั้งแต่รั้วถึงฐานพระปรางค์ปูด้วยกระเบื้องหิน มีท่อระบายน้ำจากพื้นลานลงไปสู่แม่น้ำเจ้าพระยา แต่ละมุมด้านในของรั้วมีแท่นก่อไว้มีลายเป็นขาโต๊ะ ตั้งติดกันเข้าใจว่าจะเป็นที่สำหรับตั้งเครื่องบูชา หรือวางของ รอบ ๆ ฐานพระปรางค์ มีตุ๊กตาหินแบบจีนเป็นรูปสัตว์ต่าง ๆ เช่น วัว ควาย ลิง สิงโต เป็นต้น กับรูปทหารจีน ตั้งไว้เป็นระยะ ๆ บริเวณลานที่ตรงกับมณฑปมีราวเทียน และที่สำหรับปักซูปบูชาทั้ง ๔ มณฑป
องค์พระปรางค์ใหญ่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมาก โปรดให้เปลี่ยนเพียงรูปกินนรกินรีและแจกันดอกไม้ตามช่องต่าง ๆ เป็นซีเมนต์ครึ่งซึกติดกับผนังดูหาด้านใน แทนของเก่าซึ่งสลักด้วยหินเป็นตัว ๆ ตั้งไว้เพราะถ้าจะทำใหม่ให้เหมือนของเก่าจะต้องใช้เงินมากด้วยของเก่าเหลืออยู่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ได้โปรดให้รื้อประตูเข้าพระปรางค์ออกหมดทั้ง 6 ประตูแล้วสร้างขึ้นใหม่เพียงประตูเป็นประตูซุ้มแบบวัดราชประดิษฐ์ ในซุ้มเหนือบานประตูทำเป็นรูปพระราชลัญจกรประจำพระองค์ทั้งรัชกาลติดอยู่ตรงด้านนอกด้านในคือที่รั้วด้านตะวันออกหน้าพระปรางค์มีประตูประตูที่อยู่เหนือโบสถ์น้อยเป็นรูปครุฑจับนาค ประจำรัชกาลที่ ๒ ประตูกลางระหว่างโบสถ์และวิหารน้อยเป็นรูปพระเกี้ยว ประจำรัชกาลที่ ๒ และประตูข้างใต้วิหารเป็นรูปพระมงกุฎ ประจำรัชกาลที่ ๔ ส่วนทางด้านตะวันตกหลังพระปรางค์มี ๒ ประตู ประตูเหนือเก๋งจีนเป็นรูปอุณาโลมอยู่ในกลีบบัว ประจำรัชกาลที่ ๑ ประตูใต้เก๋งจีนเป็นรูปอุณาโลมอยู่ในปราสาท ประจำรัชกาลที่ ๓
สำหรับอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่ดินของวัดอรุณราชวรารามนั้นมีอยู่หลายแปลง เป็นที่ดินอยู่ในแขวงวัดอรุณ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานครทั้งสิ้น ได้แก่
ที่ดินที่ใช้ตั้งวัด มีเนื้อที่ทั้งสิ้น ๒ ไร่ ๑ งาน ๕๓ ตารางวา โฉนดที่ดินเลขที่ ๑๒๒๐๖ เล่มที่ ๑๒๓ หน้าที่ ๖
ที่ธรณีสงฆ์แปลงที่ ๑ มีเนื้อที่ทั้งสิ้น ๑๒ ไร่ ๓ งาน ๘ ตารางวา โฉนดที่ ๔๔๕๖ เล่มที่ ๒๗ หน้าที่ ๔๐
ที่ธรณีสงฆ์แปลงที่ ๓ ที่แขวงบางกอกใหญ่ย่านเหนือ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานครมีเนื้อที่ทั้งสิ้น ๕ ไร่ ๒ งาน ๕๒ ตารางวา โฉนดที่ ๒๒๖๔๑ เล่มที่ ๒๗ หน้าที่ ๔๑
ที่ธรณีสงฆ์แปลงที่ ๖ ที่แขวงบางกอกใหญ่ฝั่งเหนือ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานครมีเนื้อที่ทั้งสิ้น ๓ งาน ๒๓ ตารางวา โฉนดที่ ๒๗๐๓ เล่มที่ ๒๘ หน้าที่ ๓
ที่ธรณีสงฆ์แปลงที่ ๕ แขวงบางกอกใหญ่ฝั่งเหนือ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร มีเนื้อที่ทั้งสิ้น ๕๓ ตารางวา โฉนดที่ ๒๘๖๕ เล่มที่ ๒๘ หน้าที่ ๖๕
ที่ธรณีสงฆ์แปลงที่ ๒ ที่แขวงบางกอกใหญ่ฝั่งเหนือ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร มีเนื้อที่ทั้งสิ้น ๑ ไร่ ๒ งาน ๒๒ ตารางวา โฉนดที่ ๓๒๐๘ เล่มที่ ๑๒๓ หน้าที่
ที่ธรณีสงฆ์แปลงที่ แขวงวัดอรุณ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร มีเนื้อที่ทั้งสิ้น ๕ ตารางวา โฉนดที่ ๐๖ เล่มที่ ๖๑ หน้าที่ ๖๖
การศึกษาและการสาธารณสงเคราะห์
วัดอรุณฯ เป็นวัดที่มีสำนักศึกษาทางฝ่ายศาสนาและสถานศึกษาสายสามัญของบ้านเมือง มาเป็นเวลาช้านานแล้ว และยังคงมีสืบเนื่องติดต่อมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน ได้แก่โรงเรียนปริยัติ
ธรรม "เผือกวิทยาประสาท" ซึ่งได้จัดตั้งขึ้นในสมัยสมเด็จพระพุฒาจารย์ (วน) มีนักเรียน บาลี และนักธรรมหนึ่ง ๆ เป็นจำนวนมาก
ส่วนการศึกษาสายสามัญนั้นมีทั้งฝ่ายประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ซึ่งริเริ่มมาตั้งแต่สมัย รัชกาลที่ ๒ โปรดให้สร้างโรงเรียนทวีชาภิเศกขึ้น ภายหลังต่อมาปรากฏว่ามีจำนวนนักเรียนมาก ขึ้นและการศึกษาเปลี่ยนแปลงใหม่ โรงเรียนทวีธาภิเศกจึงได้แยกออกเป็น ๒ แห่ง คือ "โรงเรียนทวีชาภิเศกฝ่ายมัธยม" ตั้งอยู่ที่วัดนาคกลาง ส่วนที่โรงเรียนเดิมให้เป็นฝ่ายประถม เรียกชื่อว่า "โรงเรียนประถมทวีชาภิเศก" ตั้งแต่วันที่ ๑๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๐๔ เป็นต้นมา
นอกจากนี้ทางวัดยังได้ให้กระทรวงศึกษาธิการจัดสร้างโรงเรียนอาชีวศึกษาขึ้น คือโรงเรียน การช่างสตรีธนบุรี ในบริเวณเนื้อที่ของวัดทางด้านตะวันตก โดยรวมโรงเรียนการช่างสตรี วัดหงษ์รัตนารามเข้ามาอยู่ด้วย ซึ่งโรงเรียนการช่างสตรีธนบุรียังได้เปิดสอนการศึกษาผู้ใหญ่แผนก ช่างดัดเย็บเสื้อผ้าหลักสูตร ๓ เดือน และแผนกการช่างสตรีหลักสูตร ๓ เดือน ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๘๕๒ เป็นต้นมา แต่ปัจจุบันนี้ได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น "วิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษาธนบุรี" พร้อมทั้งย้ายที่อยู่ด้วย
การบริหารและการปกครอง
การที่วัดอรุณราชวรารามเจริญรุ่งเรืองมากว่า ๒๐๐ ปี จนเป็นที่สร้างความมั่นคงให้กับ พระสาสนาได้นั้น นอกจากจะได้รับการสนับสนุนจากพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ พร้อมด้วยทวย ประชาราษฎร์แล้ว การที่พระศาสนามั่นคงถาวรมาได้นั้น ก็เพราะการบริหารงานหรือการปกครอง ของคณะสงฆ์เป็นปัจจัยสำคัญ
ในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ไม่พบหลักฐานว่าใครเป็นเจ้าอาวาสและผู้รักษาการ เจ้าอาวาส ต่อมาในสมัยกรุงธนบุรี วัดนี้เป็นวัดที่ตั้งอยู่ในเขตพระราชวังหลวงไม่มีพระสงฆ์ จำพรรษา จึงไม่มีเจ้าอาวาส
ต่อมาในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ได้ย้ายพระนครมาตั้งอยู่ฟากฝั่งตะวันออกแล้ว พระบาท สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช จึงโปรดให้นิมนต์พระสงฆ์จากวัดใกล้เคียงมาอยู่จำพรรษา วัดนี้จึงมีเจ้าอาวาสตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบัน ดังมีนามเจ้าอาวาสต่อไปนี้
๑. พระโพธิวงศาจารย์ ไม่ทราบนามเดิมและระยะเวลาที่ปกครองวัดอรุณ ฯ
๒. พระธรรมไตรโลกาจารย์ มีตำแหน่งเดิมเป็นพระเทพกระวี
๓. พระพุทธโฆษาจารย์ (คง) เดิมเป็นพระวินัยมุนี ได้ครองวัดนี้เมื่อวันพุธ เดือน ๖ แรม ๑๑ ค่ำ ปีเถาะ พ.ศ. ๓๖๒
๔. สมเด็จพระวันรัต (เซ่ง) รัชกาลที่ ๒ โปรดให้ครองวัดอรุณ และทรงตั้งเป็น พระศรีสากยบุตรได้เลื่อนสมณศักดิ์ตามลำดับในรัชกาลที่ ๓ และรัชกาลที่ ๔ จนเป็นสมเด็จพระ วันรัต และมรณภาพเมื่อ พ.ศ. ๒๔๑
๕. พระธรรมไตรโลกาจารย์ (ทอง) เป็นเจ้าอาวาสตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๑๙-๔๘
๖. สมเด็จพระวันรัต (กึง หรือ ฑิต) เป็นเจ้าอาวาสตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๒๘-๒๔๓๑
๗. พระราชมุนี (ปุ่น ปุณณโก) เป็นเจ้าอาวาสตั้งแต่ พ.ศ. ๔๓๘-๒๔๔๑
๘. สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฤทธิ ธมมสิริ) เป็นเจ้าอาวาสตั้งแต่ พ.ศ. ๒๘๔๔- ๒๔๕๖
๙. พระธรรมเจดีย์ (อุ่ม รมมธโร) เป็นเจ้าอาวาสตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๕๘ ถึงมรณภาพ เมื่อวันที่ ๒๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๖๗
๑๐. พระพิมลธรรม (นาค สุมนนาโค) เป็นเจ้าอาวาสตั้งแต่วันที่ ๑๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๘ ถึงมรณภาพเมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๘๕
๑๑. สมเด็จพระพุฒาจารย์ (วน ชิติญาโน) เป็นเจ้าอาวาสตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๕๐ ถึง มรณภาพเมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๒๐
๑๒. พระธรรมคุณาภรณ์ (เจียร ปกสุสโร) รักษาการเจ้าอาวาสตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๒๐ และได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๒๑ ถึงมรณภาพ เมื่อวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๒๔
๑๓. พระราชสังวรวิสุทธิ์ (บุญเลิศ โฆสโก) เป็นเจ้าอาวาสตั้งแต่วันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๕ จนถึงปัจจุบัน
พระราชสังวรวิสุทธิ์ ได้รับภาระธุระทางการปกครองพระภิกษุและสามเณรของวัดอรุณราช- วรารามมาด้วยความราบรื่น เพราะเห็นความสำคัญของความสามัคคีในหมู่สงฆ์เป็นใหญ่ ทำให้ วัดพัฒนาด้วยดีและมีการปรับปรุงทางการศึกษา โดยจัดการบำรุงส่งเสริมพระภิกษุสามเณรให้ศึกษา
ตารี พระปริบัติธรรมทั้งแผนกนักธรรมและบาลีให้เจริญยิ่งขึ้น ซึ่งจะเห็นได้จากจำนวนนักศึกษาทั้งสอง แผนกปีหนึ่ง ๆ มีประมาณ ๑๐๐ รูป ในจำนวนพระภิกษุสามเณรในแต่ละพรรษา จะมีประมาณ ๑๒๕ รูป
จะเห็นได้ว่าการปกครองคณะสงฆ์จำนวนมากให้ดำเนินไปด้วยดีนั้น ต้องใช้ความสามารถ มากประกอบกับวัดอรุณราชวรารามเป็นวัดสำคัญทางประวัติศาสตร์วัดหนึ่ง ควรที่คนไทยทั้งชาติ จะให้ความสำคัญแก่วัดโดยการช่วยกันทะนุบำรุงรักษา ร่วมมือกับทางราชการด้วยดีให้สมกับที่วัด อรุณราชวรารามเป็นสมบัติของคนไทยทั้งชาติเป็นวัดที่เคยอยู่ในเขตพระบรมมหาราชวัง และเป็นที่ ประดิษฐานพระพุทธรูปสำคัญ คือ พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต) ครั้ง กรุงธนบุรีเป็นราชธานี แม้พระบรมพระราชวงศ์จักรีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ จะได้ทรงย้ายราชธานี มาผั่งตรงข้าม และสถาปนากรุงเทพมหานครขึ้นแล้ว ก็หาได้ทรงละทิ้งวัดนี้ไม่ คงอุปถัมภ์ ทะนุบำรุงด้วยดีตลอดมา นับตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกองค์ปฐมกษัตริย์แห่ง พระราชวงศ์จักรีเป็นต้นมา วัดอรุณราชวรารามจึงเป็นวัดที่เจริญรุ่งเรืองทุกกาลทุกสมัย มีปูชนีย- วัตถุสถานใหญ่น้อยที่ล้วนแล้วแต่เป็นของที่สร้างขึ้นอย่างประณีตบรรจง เช่น องค์พระปรางค์ซึ่ง เป็นศิลปะอันสำคัญประมาณค่ามิได้ของไทยในขณะนี้ นอกจากนั้น ประชาชนชาวไทยทั้งปวงตลอด จนชาวต่างชาติที่เป็นพุทธศาสนิกชน และผู้มีอิศรัทธายังได้ร่วมใจช่วยกันทะนุบำรุงรักษา เพื่อ ให้วัดนี้เป็นศรีสถิตย์ยั่งยืนสืบไปตลอดชั่วกาลนาน
วัดอรุณราชวราราม ตามพระราชประเพณีที่เป็นมา ปรากฏว่าพระมหากษัตริย์แห่งพระ บรมราชวงศ์จักรีแทบทุกพระองค์ได้เสด็จมาทรงเป็นประธานในงานพระราชพิธีที่สำคัญของวัดเสมอ มา ตลอดจนเสด็จพระราชดำเนินพระราชทานผ้าพระกฐินทางชลมารค ซึ่งถือว่าเป็นพระราช- กรณียกิจสำคัญที่ต้องทรงปฏิบัติเป็นประจำ แม้ประเทศไทยจะได้เปลี่ยนการปกครองมาเป็นระบอบ ประชาธิปไตยแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ยังทรงพระราชอุตสาหะ เสด็จพระราชดำเนิน โดยขบวนพยุหยาตราบ้าง ขบวนเรือยนต์บ้าง แล้วแต่โอกาสที่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้า
วัดอรุณราชวรารามมีสัญลักษณ์ของประเทศไทยที่ชาวต่างประเทศทั่วโลกทราบ และเข้าใจ ได้ทันทีเมื่อได้เห็นภาพพระปรางค์วัดอรุณ
พระปรางค์นี้ถือว่าเป็นปูชนิยวัตถุสำคัญ ดุจดัง เพชรน้ำหนึ่งของชาติไทย ซึ่งจะยั่งยืนมั่นคงและเจริญรุ่งเรืองต่อไปอีกชั่วกาลนาน