วัดระฆังโฆสิตาราม

สภาพฐานะและที่ตั้งวัด

วัดระฆังโฆสิตาราม เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดวรมหาวิหาร ตั้งอยู่เลขที่ ๒๕๐ ถนนอรุณอัมรินทร์ แขวงศิริราช เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร

อาณาเขตที่ดินตั้งวัด ทิศเหนือติดต่อกับโรงเรียนสุภัทรา ทิศใต้ติดต่อกับคลองวัดระฆัง และเขตทหารกรมอู่ทหารเรือ ทิศตะวันออกติดต่อกับแม่น้ำเจ้าพระยาและทิศตะวันตกติดต่อกับ ถนนอรุณอัมรินทร์

ลักษณะพื้นที่ดินตั้งวัดเป็นที่ราบตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาตรงกับท่าข้าง วังหลวงและพระบรมมหาราชวัง ภายในบริเวณวัดได้แบ่งเป็นเขตพุทธาวาส เขตสังฆาวาส เขตจัดประโยชน์

และเขตสาธารณสงเคราะห์ วัดนี้มีการคมนาคมติดต่อได้ ๒ ทาง คือ ทางน้ำมีเรือข้ามฟากจากท่าช้างวังหลวงไปยังท่าวัดระฆัง และทางบกมีซอยวัดระฆังแยกจากถนน อรุณอัมรินทร์

ความเป็นมา

วัดระฆังโฆสิตาราม เดิมเรียกว่าวัดบางหว้าใหญ่ เป็นวัดโบราณ ครั้งกรุงศรีอยุธยา เป็นราชธานี ต่อมา พ.ศ. ๒๓๑๒ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ทรงยกวัดบางหว้าใหญ่จากวัดราษฎร์ ขึ้นเป็นพระอารามหลวง และโปรดให้อัญเชิญพระไตรปิฎกจากนครศรีธรรมราชมาเพื่อให้สมเด็จ พระสังฆราชและพระเถรานุเถระ สังคายนาจนสำเร็จสมบูรณ์ตามพระราชประสงค์ที่วัดนี้ ครั้นถึงสมัยรัชกาลที่ ๑ โปรดให้นิมนต์พระอาจารย์สี ซึ่งถูกถอดจากสมณฐานันดรศักดิ์ โดย สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีในปี พ.ศ. ๒๓๒๓

มาอยู่ ณ วัดบางหว้าใหญ่ตามเดิม และให้คง สมณฐานันครศักดิ์สมเด็จพระสังฆราชดังเก่า แล้วโปรดให้พระสงฆ์วัดนี้เข้ารับบิณฑบาตใน พระราชวังผลัดเวรกับวัดโพธาราม และสมัยนี้มีการขุดพบระฆังโบราณที่วัดนี้ เป็นระฆังที่มีเสียงดี

รัชกาลที่ ๑ ทรงขอไปไว้วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เพราะเหตุที่ขุดได้ระฆังนี้ จึงได้ชื่อตามที่ ประชาชนเรียกว่า "วัดระฆัง" ตั้งแต่นั้นมา นอกจากนั้นวัดระฆังยังได้รับการปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ ทั่วพระอาราม โดยสมเด็จพระพี่นางพระองค์ใหญ่ในรัชกาลที่ ๑ คือสมเด็จกรมพระยาเทพสุดาวดี อีกด้วย

ในสมัยต่อมาวัดระฆังได้รับความสนใจในการสร้างและปฏิสังขรณ์จากเจ้านายในวังหลัง เป็นประจำ และพระเจ้าแผ่นดินทุกพระองค์ทรงโปรดพระราชทานการอุปถัมภ์บำรุงรักษาสืบมา จนถึงรัชกาลปัจจุบัน เนื่องจากวัดระฆังเป็นที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราชสี ซึ่งเป็น ปฐมต้นบรมสังฆราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ซึ่งเป็น ที่เคารพนับถือของชนทุกชั้นในรัชกาลที่ ๑ จนถึงปัจจุบัน เลขาประทับอยู่ที่วัดนี้ จึงทำให้ประชาชน รู้จักชื่อวัดระฆัง กันเป็นอย่างดี

ทรัพย์สิน

ที่ดินที่ตั้งวัดมีเนื้อที่ ๓ ไร่ ๑ งาน ๑๓ ตารางวา และมีที่ดินสงฆ์อีกจำนวน ไร่

ถาวรวัตถุและปูชนียวัตถุของวัดมีดังนี้คือ

พระอุโบสถ รัชกาลที่ ๓ ทรงโปรดให้สร้างขึ้นแทนพระอุโบสถหลังเก่า มีลักษณะ โดยเฉพาะมุขทางด้านหน้าและด้านหลัง ทำบีกนกคลุมมุขอยู่ในระยะได้หน้าคั่ว หน้าบัน จำหลักลายทำซุ้มหน้าต่างสองซุ้มแทนแผงแลคอสองเป็นขบวน

พระประธานยิ้มรับฟ้า เป็นพระดำรัสที่กล่าวถึงพระประธานในพระอุโบสถวัดระฆัง ซึ่งเป็นพระหล่อประทับนั่งปางสมาธิกันด้วยเศวตฉัตร 6 ชั้น เดิมเป็นฉัตรกั้นเมรุของรัชกาลที่ ๑ ซึ่งพระองค์ขอให้นำไปถวายประธานวัดระฆัง ฯ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๕๒ ต่อมารัชกาลที่ 6 ทรงเปลี่ยนเศวตฉัตรจากผ้าตาดขาวมาเป็นผ้าขาวลายฉลุบิดทองโดยใช้โครงของเก่า และมีการเปลี่ยนผ้าอีกครั้งใน พ.ศ. ๒๕๑๔ โดยรัชกาลปัจจุบัน

ใบเสมาวัดระฆัง มีอยู่ ๒ อันซ้อน

จิตรกรรมฝ่ายนั่งในพระอุโบสถ เป็นภาพพุทธประวัติ ภาพชุดนรก และภาพทศชาติ ซึ่งเขียนโดยพระวรรณวาดวิจิตร์ (ทอง จารวิจิตร์) เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๕

หอระฆังตุรมุข รัชกาลที่ ๑ ทรงสร้างพร้อมระฆัง ลูก พระราชทานแทนระฆังที่ทรงขอไปไว้ ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม

พระปรางค์ใหญ่ รัชกาลที่ ๑ ทรงมีพระราชศรัทธาสร้างพระปรางค์ พระราชทานร่วมพระกุศลกับสมเด็จพระพี่นางพระองค์ใหญ่ สมเด็จกรมพระยาเทพสุดาวดี

พระเจดีย์เจ้าสามกรม คือพระเจดีย์นราเทเวศร์ พระเจดีย์นเรศร์โยธี และพระเจดีย์เสนีย์บริรักษ์ เป็นพระเจดีย์ย่อเหลี่ยมไม้ยี่สิบ ๓ องค์ สร้างเรียงกันอยู่ภายในบริเวณกำแพงแก้วด้านทิศเหนือ สร้างโดยกรมหมื่นนราเทเวศร์ กรมหมื่นนเรศร์โยธีและกรมหมื่นเสนีย์บริรักษ์ พระโอรสในกรมพระราชวังหลังเจ้าข้ากรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์

พระวิหารเดิมเป็นพระอุโบสถเก่าของวัดบางหว้าใหญ่

สาลาการเปรียญ เดิมเป็นศาลาการเปรียญสำหรับแสดงธรรม ปัจจุบันใช้เป็นสถานที่ฝึกกรรมฐานของแม่ชีและอุบาสิกา ภายในมีพระพุทธรูปประทับนั่งปางสมาธิ

ตำหนักทอง รัชกาลที่ ๑ ทรงรื้อตำหนักบิดทองอันเป็นที่ประทับของสมเด็จพระเจ้า กรุงธนบุรี ซึ่งตั้งอยู่ในพระราชวังเดิมมาปลูกที่วัดระฆังทางด้านใต้ของพระอุโบสถ ทรงอุทิศเป็นสังฆบูชา ถวายให้เป็นที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราชสี

ตำหนักแดง กรมพระราชวังบวรสถานกิติกุมุข เจ้าฟ้ากรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์ พระนามเดิมว่า "ทองอิน" เป็นพระราชโอรสในสมเด็จเจ้าฟ้าหญิงกรมพระยาเทพสุดาวดี ทรงถวายตั้งอยู่ด้านเหนือของพระอุโบสถหลังใหม่ ฝารูปสกลกว้างประมาณ ๔ วาเศษ ระเบียงกว้างประมาณ ๑ วา ๒ ศอก ยาวประมาณ ๘ วาเศษ ฝาประจันห้อง เขียนรูปภาพอสุภต่าง ๆ ชนิดมีภาพพระภิกษุเจริญอสุภกรรมฐาน เติมเป็นที่ประทับทรงกรรมฐานของพระเจ้ากรุงธนบุรี

ตำหนักเก้ง พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว สร้างในรัชกาลที่ ๓ อยู่ทางทิศเหนือของวัด ปัจจุบันเหลือแต่รากฐานใต้ดิน ตำหนักนี้พระองค์ใช้ประทับขณะผนวช

พระวิหารสมเด็จพระสังฆราช (สี) ภายในประดิษฐานพระรูปพระศรีอาริย์ เป็นที่บรรจุพระอัฐิของสมเด็จพระสังฆราช (สี) พระรูปองค์เดิมประดิษฐานอยู่บนมุขพระปรางค์ทิศตะวันออก

พระวิหารสมเด็จ ภายในประดิษฐานสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรสสี) สมเด็จพระพุฒาจารย์ (ม.จ. ทัด เสนิวงศ์) และสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ม.ร.ว. เจริญ อิศรางกูร)

หอพระไตรปิฎก เดิมสร้างอยู่กลางสระด้านหลังพระอุโบสถ ปัจจุบันทางวัดได้ย้ายเข้ามาปลูกไว้ใหม่ ภายในบริเวณกำแพงแก้วพระอุโบสถ โดยสร้างอยู่ทางด้านหลัง ด้านทิศตะวันตก สร้างเป็นสามหลังแฝดเดิมเป็นพระตำหนักของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก แต่ครั้งยังรับราชการอยู่กรุงธนบุรี รัชกาลที่ ๑ ได้โปรดให้รื้อพระตำหนักเดิมและหอประทับนั่ง มาเป็นหอพระไตรปิฎกถวายวัดระฆัง หอพระไตรปิฎกนี้ปลูกสามหลังแฝดเรียงกัน มีระเบียงอยู่ทางด้านหน้าไขราบีกนก มีทวยรับชั้นหลังคา หอไตรนี้แต่เดิมปลูกเป็นตำหนักที่ประทับนั้น คงจะมีทั้งเรือนนอก เรือนขวางหรือเรือนรี และหอหน้า หรือนั่ง มีชานกลางถึงกันโดยตลอด ในสมัยเดิมฝ่ายที่ใช้กงจะเป็นฝาสำเร็จ หลังคาคงจะมุงจาก ครั้นเมื่อรื้อมาสร้างเป็นหอพระไตรปิฎก คงจะตัดเรือนนอกออกโดยยุบเอาเรือนขวางสองด้าน ปลูกขนานกันและเอาหอหน้าหรือเรือนพะไลใส่กลางโดยตัดพะไลออก เรือนหลังกลางหลังคาจึงยกสูงกว่าเรือนข้างสองหลัง เมื่อเปลี่ยนเป็นหอพระไตรปิฎก หลังคาที่มุงจากก็เปลี่ยนเป็นกระเบื้องแบบธรรมดา มีกระจังเชิงชายที่ชายคา หน้าบันเป็นหน้าบันชนิดลูกพักธรรมดามีทวยจำหลักเป็นพญานาครับไขราบีกนก หลังคาหน้าต่างมีหย่องลูกแก้วทำเป็นพนักกรง ฝาผนังทางด้านนอกทาสีดินแดง ส่วนภายในเขียนภาพสีผีมืออาจารย์นาคเป็นภาพชีวิตประจำวันของคนในสมัยนั้น

การศึกษาและการสาธารณสงเคราะห์

วัดระฆังโฆสิตาราม มีการสอนพระปริยัติธรรม โดยมีโรงเรียนปริยัติธรรม 6 แห่ง นอกจากนั้นการศึกษาทางโลก มีโรงเรียนโมสิตสโมสร ซึ่งสร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๘๕๐ เป็นโรงเรียนชั้นมัธยม และโรงเรียนสตรีวัดระฆัง สร้างและเปิดสอนเมื่อ พ.ศ. ๒๕๘ เป็นโรงเรียนที่เปิดรับทั้งชั้นประถมและมัธยม

วัดนี้มีพิธีสวดพระกฐินแปลกจากวัดอื่นคือ พระคู่สวดเมื่อจะสวดญัตติทุติยกรรม จะขึ้น ขึ้นสวดตั้งแต่ต้นไปจนจบ เป็นประเพณีที่ทำกันมาจนถึงทุกวันนี้

การบริหารและการปกครอง

วัดระฆังโฆสิตาราม มีเจ้าอาวาสที่มีชื่อเสียงคือ

๑. สมเด็จพระสังฆราช (สี) เป็นปฐมสังฆราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์

๒. สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พราหมณ์มริสี) เป็นพระมหาเถระที่มีปฏิปทาเป็นที่เลื่อมใส และเคารพนับถือของประชาชนทุกระดับชั้นถึงกับได้มีการสร้างพระพิมพ์ สมเด็จไว้เคารพสักการะ มาจนถึงปัจจุบัน

๓. สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ม.ร.ว. เจริญ อิศรางกูร ณ อยุธยา) เป็นพระเถระ ที่ให้ความเอาใจใส่ดูแลเกี่ยวกับการศึกษาด้านภาษาไทยเป็นอย่างมาก

๔. พระเทพญาณเวที เป็นเจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน

ปัจจุบันมีพระภิกษุจำพรรษา ณ ๕ รูป สามเณร ๑ รูป มีชี ๒๐ คน