วัดมหาธาตุ
สภาพฐานะและที่ตั้งวัด วัดมหาธาตุ เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร ตั้งอยู่เลขที่ ๘ ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี อาณาเขต ทิศเหนือติดต่อกับถนนเพชรเกษม ทิศใต้ติดต่อกับวัดเขาเหลือ ทิศตะวันออก ติดต่อกับแม่น้ำแม่กลอง ทิศตะวันตกติดต่อกับถนนเขางู ลักษณะพื้นที่ดังวัดเป็นที่ราบลุ่ม น้ำท่วมถึงเป็นบางปี วัดนี้ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออก เฉียงเหนือ ของศาลากลางจังหวัดราชบุรี ห่างจากตัวศาลากลางจังหวัดประมาณ ๒ กิโลเมตร บนฝั่งขวาด้านทิศตะวันตกของแม่น้ำแม่กลอง อาณาเขตของวัดห่างจากแม่น้ำแม่กลองประมาณ ๒๐๐ เมตร
ความเป็นมา วัดมหาธาตุ เป็นวัดที่สร้างมาแต่โบราณ ประชาชนนิยมเรียกว่า "วัดหน้าพระชาตุ" แต่ ปรากฏชื่อในหนังสือว่า "วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ" โดยถือพระศรีรัตนมหาธาตุหรือพระพุทธปรางค์ ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยขอมเรื่องอำนาจเป็นสัญลักษณ์ วัดนี้แต่เดิมตั้งอยู่ในตัวเมืองราชบุรีเรื่อยมาเป็นเวลาหลายร้อยปี จนถึงสมัยรัชกาลที่ ๒ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ได้ย้ายเมืองราชบุรีออกจากบริเวณที่ตั้งวัดมหาธาตุเพื่อสะดวกแก่การต่อสู้กับ ข้าศึก เมื่อย้ายตัวเมืองออกไปประชาชนก็ย้ายตามไปด้วย จึงเป็นเหตุให้วัดมหาธาตุไม่มีพระสงฆ์ อยู่จำพรรษากลายเป็นวัดร้าง จนราวปลายรัชกาลที่ ๓ ประมาณ พ.ศ. ๒๓๘๘
ได้มีพระภิกษุ ชื่อบุญมา ชาวสมุทรสงครามได้สุดงค์มาพักบังกะโลที่วัดนี้ และขอความช่วยเหลือชาวบ้านใกล้เคียง ช่วยกันสร้างและบูรณะขึ้นจนกลับกลายเป็นวัดมีพระสงฆ์ตั้งแต่นั้นมา และเจ้าอาวาสในสมัยต่อมา ได้สร้างและปฏิสังขรณ์วัดนี้ตลอดมาจนกระทั่งทุกวันนี้
ทรัพย์สิน ที่ดินที่ตั้งวัดมีเนื้อที่ 57 ไร่ 6 ตารางวา โฉนดที่ 1576 และโฉนดที่ 12384 และ ยังมีที่ธรณีสงฆ์อีก 12 แปลงคือ แปลงที่ 1 ที่ตำบลเขาแร้ง
อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี มีเนื้อที่ 3 ไร่ 20 ตารางวา โฉนดที่ 7247 แปลงที่ 2 ที่ตำบลคลองยายแพง อำเภอบางคณฑี
จังหวัดสมุทรสงคราม มีเนื้อที่ ไร่ 3 งาน 28 ตารางวา โฉนดที่ 5464 แปลงที่ 3 ที่ตำบลดอนจิ้ว อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี มีเนื้อที่ 6 ไร่ 2 งาน 3 ตารางวา โฉนดที่ 13013 แปลงที่ 4 ที่ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี มีเนื้อที่ ไร่ 20 ตารางวา โฉนดที่ 12222 แปลงที่ 5 ที่ตำบลหน้าเมือง (หลุมดิน) อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี มีเนื้อที่ 4 ไร่ 2 งาน 74 ตารางวา โฉนดที่ 12425 แปลงที่ 6 ที่ตำบลหน้าเมือง (หลุมดิน) อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี มีเนื้อที่ 6 ไร่ 2 งาน 20 ตารางวา โฉนดที่ 12848 แปลงที่ 7 ที่ตำบลหน้าเมือง (เจดีย์หัก) อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี มีเนื้อที่ 23 ไร่ 2 งาน 84 ตารางวา โฉนดที่ 11402 แปลงที่ 8 ที่ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี
มีเนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน 43 ตารางวา โฉนดที่ 2900 แปลงที่ 9 ที่ตำบลหน้าเมือง (หลุมดิน) อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี มีเนื้อที่ ไร่ 2 งาน 65 ตารางวา โฉนดที่ 9 แปลงที่ 10 ที่ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี
มีเนื้อที่ 2 ไร่ 2 งาน 20 ตารางวา โฉนดที่ 2288 แปลงที่ 11 ที่ตำบลเจดีย์หัก อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี มีเนื้อที่ 10 ไร่ ด งาน 72 ตารางวา โฉนดที่ 11119
แปลงที่ 12 ที่ตำบลหนองกระทุ่ม อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี มีเนื้อที่ 23 ไร่ 2 งาน 62 ตารางวา น.ส. 3
ปูชนียวัตถุและถาวรวัตถุของวัดมีดังนี้คือ
พระพุทธปรางค์ ปัจจุบันประกอบด้วยปรางค์องค์ใหญ่ ปรางค์ทิศเหนือ ใต้ ตะวันตก ตั้งอยู่บนฐานเชื่อมถึงกัน และเจดีย์สมัยอยุธยาตั้งอยู่ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ-ใต้ ทิศตะวันตก-เฉียงเหนือ-ใต้ เจดีย์ทั้งองค์ตั้งบนฐานต่างระดับกับปรางค์ทั้งหมด ปัจจุบันเห็นเพียงฐาน มีวิหารคดล้อมรอบปรางค์และภายในประดิษฐานพระพุทธรูปหินทรายแดง ด้านนอกวิหารคดมีกำแพงล้อมรอบเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ครึ่งด้านหน้าสร้างด้วยศิลาแลงมีหินทรายแดงแกะสลักเป็นพระสมัยลพบุรีติดกันคล้ายพระพรายเพชรพรายบัวทับหลัง ครึ่งด้านหลังสร้างด้วยอิฐภายในกำแพงด้านหน้าปรางค์นอกวิหารคด วิหารโปร่งไม่มีฝาผนังประดิษฐานพระพุทธรูปปั้น สันนิษฐานว่าเดิมคงเป็นปรางค์ที่สร้างด้วยศิลาแลงรุ่นเดียวกับปรางค์สามยอด จังหวัดลพบุรี ต่อมาปรางค์และกำแพงชำรุดทรุดโทรมมาถึงสมัยอยุธยาราวรัชสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ทรงก่อองค์ปรางค์ขึ้นใหม่บนฐานเก่าและสร้างปรางค์ทิศและเจดีย์ พร้อมกับวิหารคดและวิหารนอกวิหารคดหน้าปรางค์และบูรณะกำแพงครึ่งด้านหน้าไว้อย่างเก่าโดยฉาบปูนทับ ส่วนกำแพงครึ่งด้านหลังรื้อสร้างเป็นกำแพงอิฐถือปูน องค์ปรางค์ทิศตะวันออกสร้างเป็นคูหายื่นออกมา ภายในองค์ปรางค์เขียนภาพสีพระมหาสาวก ต่อมาราว พ.ศ. ๒๔๔ พระครูสิริปัญญามุนี (อ่อน) วัดศรีสุริยวงศ์ จังหวัดราชบุรีบูรณะวิหารกดใช้สังกะสีมุงหลังคา และซ่อมแซมองค์ปรางค์เฉพาะลวดลายที่ชำรุดโดยฉาบปูนเรียบแทน ปัจจุบันวิหารคดได้รื้อสร้างใหม่หมด โดยช่างกรมศิลป์เป็นผู้ออกแบบ ทางวัดเป็นผู้สร้างตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๒๓ เป็นต้นมาจนถึงขณะนี้ ที่ปรางค์องค์ใหญ่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งทางวัดได้จัดให้มีงานนมัสการเป็นประจำทุกปีในกลางเดือน ตุลาคม
มณฑป เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธบาท หินทรายแดง สร้างสมัยรัชกาลที่ ๕ มณฑปเป็นรูปเหลี่ยมไม้ ๒๐ ยอดมณฑปพังทลายไปประมาณปีมาแล้ว
พระอุโบสถ ก่ออิฐถือปูน ฝาผนังหนา ฐานสร้างอ่อนโค้งคล้ายเรือสำเภา สร้างสมัยอยุธยา ทำหลังคาใหม่สมัยหลวงพ่อตัน ภายในพระอุโบสถมีพระพุทธรูปหินทรายแดงสมัยอยุธยาเป็นพระประธาน
พระพุทธรูปสมัยทวาราวดี ปางเสด็จจากดาวดึงส์ สร้างด้วยหินเขียว จำนวน ๒ องค์ มีจารึกอักษรคฤนท์เป็นคาถาว่า "ใย ธมฺมา เหตุปปภวา เตสิเหตุ คลาคโตเตสญฺจ โย นิโรโช จ เอวิวาทีวา มหาสมโณ" อยู่ด้านหลังองค์พระได้จากวัดเพลงซึ่งเป็นวัดร้าง และที่วัดนี้ยังได้พบ พระพุทธรูปสมัยทวาราวดี ปางสมาธิ สร้างด้วยหินเขียว
พระพุทธรูปหินทรายแดงสมัยลพบุรี ปางประทานพร ขุดได้ภายในบริเวณพระพุทธปรางค์
พระบรมสารีริกธาตุ นอกจากที่บรรจุอยู่ในพระพุทธปรางค์แล้ว ยังมีพระบรมสารีริกธาตุ อีกชุด ขุดได้จากเจดีย์วัดเพลงซึ่งเป็นวัดร้างอยู่ทางทิศเหนือของวัดเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗ โดย กรมศิลปากร และจากเจดีย์ในบริเวณพระพุทธปรางค์เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๐ อีกชุดเป็นของเดิม ประจำวัด
หอสวดมนต์ เป็นเรือนทรงไทย มีช่อฟ้าใบระกา ฝาเป็นฝาเซียมทั้งหลัง สร้างในราว พ.ศ. ๒๔๘๐ โดยเดิมเป็นบ้านมีผู้มาถวายแก่วัดและวัดได้ดัดแปลงเป็นหอสวดมนต์ พ.ศ. ๒๕๒๓ ได้ย้ายที่และบูรณะใหม่
นอกจากนั้น ยังมีโรงเรียนปริยัติธรรม เมรุ ศาลาการเปรียญ หอระฆัง และกุฏิต่าง ๆ เช่น กุฏิบูรณเวช กุฏิศรีธีรพงศ์ และกุฏิตำนานจิตร เป็นต้น
การศึกษาและการสาธารณสงเคราะห์
วัดมหาธาตุมีสำนักเรียนปริยัติธรรม ทั้งธรรมและบาลี คือ บาลีตั้งแต่ตั้งสำนักเรียน พ.ศ. ๒๔๕ มีนักเรียนในสำนักสอบได้ ป.ธ. 8 จำนวน ๔ รูป และได้เปิดทำการสอนแม่ชิ ด้วยขณะนี้มีผู้สอบได้ถึงเปรียญ * ประโยค ส่วนฝ่ายธรรม นอกจากเปิดสอนพระภิกษุสามเณร ทั้ง ๓ ชั้น คือ ตรี โท เอก แล้วยังได้เปิดสอนธรรมศึกษาแก่แม่ชีและแก่ผู้ต้องขัง ณ เรือนจำกลาง ราชบุรี ทั้ง ๓ ชั้นด้วย และได้ส่งเข้าสอบในสนามหลวงทุกปี วัดนี้มีโรงเรียนปริยัติธรรม ๒ แห่ง มีจำนวนนักเรียนบาลี ๒๕ รูป และนักธรรม ๔๗ รูป
ทางด้านการสอนภาษาไทยมีโรงเรียนเทศบาล ๔ มีนักเรียน ๑๓๐๐ คนเศษ และวัดนี้ ใช้เป็นที่ประกอบพิธีของทางราชการเนื่องในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาคือวันมาฆบูชา วิสาขบูชา และอาสาฬหบูชา
การบริหารและการปกครอง วัดนปัจจุบันมีพระภิกษุ ๕๕ รูป สามเณร ๒๑ รูป และชี ๑๘๐ คน มีเจ้าอาวาสเป็น ผู้ปกครองดูแลมีลำดับเจ้าอาวาสดังนี้ คือ ๑. หลวงพ่อบุญมา พ.ศ. ๒๓๘๘-๒๔๒๕ ๒. หลวงพ่อตั้น วชิโร พ.ศ. ๒๔๒๕-๒๔๗๑ ๓. พระอธิการแพ ปุณฺณชาโต พ.ศ. ๒๔๗๑-๒๔๕๕ ๔. พระราชธรรมเสนานิ (สุข เจียมจำรัส สุภทโท) พ.ศ. ๒๕๐๓ ๒. พระเทพวิสุทธิโมล์ (ช้อย เจียมจำรัส มหาธิโร) พ.ศ. ๕๐๓ จนถึงปัจจุบัน