วัดธรรมบูชา
สภาพฐานะและที่ตั้งวัด วัดธรรมบูชา เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งอยู่เลขที่ ๑๓/๑ ตำบลตลาด อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี บริเวณใกล้เคียงทิศเหนือติดต่อกับตลาดเกษตร ทิศใต้ติดต่อกับถนนชนเกษม
ทิศ- ตะวันออกติดต่อกับถนนตลาดใหม่ และทิศตะวันตกติดต่อกับคูเมืองสาธารณประโยชน์ ลักษณะพื้นที่โดยทั่วไปเดิมที่เป็นที่ลุ่ม ประกอบกับรอบที่ตั้งวัดเป็นทุ่งนา เมื่อทางวัดจะ ก่อสร้างอาคารก็ต้องหาดินมาถม โดยวิธีการขุดสระแล้วเอาดินที่ขุดสระไปถมที่ที่จะสร้างอาคาร แต่เมื่อบ้านเมืองเจริญขึ้นการขนส่งก็สะดวกขึ้น จึงได้จัดการถมบริเวณวัดทั้งหมด ปัจจุบันนี้ บริเวณวัดจึงเป็นที่ราบเรียบ มีถนนคอนกรีตภายในวัดเป็นบางช่วง การปลูกสร้างอาคารเสนาสนะ ก็เป็นแถวเป็นแนว นอกจากนั้นยังได้ปลูกต้นไม้และปรับปรุงสนามหญ้า เพื่อให้เกิดความร่มรื่น สมกับเป็นอารามควรแก่การมาบำเพ็ญบุญกุศลและพักผ่อนหย่อนใจของประชาชนทั่วไป
ความเป็นมา วัดธรรมบูชาแต่เดิมเป็นบ่าดอนสำหรับฝังศพและเผาศพ ชาวบ้านในสมัยนั้นเรียกว่าป่า ขาดอนเลียบ เพราะเมื่อประมาณ ๕๐ ปีเศษก่อนสร้างวัด ณ ที่นั้นเป็นที่ฝังศพของนักโทษประหาร และเป็นที่รกชัฏมาก เงียบสงัด วังเวงปราศจากผู้คน ต่อมาทิดปลื้มชาวบ้านแถบนั้นได้สร้างศาลา หลังคามุงจาก สำหรับพระภิกษุมาสวดพระอภิธรรมขึ้นสองหลัง จนมีพระภิกษุรูปหนึ่งไม่ปรากฏ นามมาอาศัยอยู่ในบริเวณนั้น ชาวบ้านเลยนิมนต์ให้อยู่ประจำ และสร้างขึ้นเป็นวัดชื่อ "วัดดอนเลียบ" พร้อมกับสร้างกุฏิหลังเล็ก ๆ ให้ท่านอาศัย ต่อมาเมื่อท่านได้ลาสิกขา มีพระชุดงก็ จากวัดอื่นเข้ามาอาศัยอยู่ปริวาสกรรมคือ หลวงพ่อปลอดเป็นเจ้าอาวาสรูปแรกของวัดนี้จนกระทั่ง มรณภาพ เมื่อท่านมรณภาพไปแล้วสภาพวัดคล้ายวัดร้างอยู่ระยะหนึ่ง
เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๘ มีพระภิกษุรูปหนึ่งมีนามว่า กราบ ญาณวีโร (ท่านจางวางกราบ ปาลิต) พร้อมด้วยพระอีก ๒ รูป เดินทางจากสงขลาไปกรุงเทพฯ เมื่อท่านทั้ง ๓ รูปเดินทางมาถึงจังหวัดสุราษฎร์ธานีเห็นสภาพของวัดตอนเลียบก็รู้สึกพอใจในสถานที่ของวัด ท่านทั้ง ๓ เป็นนักวิบากสนาธุระ ครั้นถึงวันเข้าพรรษาท่านทั้ง ๓ ก็มาจำพรรษาที่วัดดอนเลียบนี้ ชาวบ้านแถบนั้นประมาณ ๔๐-๕๐ คน ได้ช่วยถางบ้านน้อยใหญ่เพื่อจะสร้างบริเวณนั้นให้เป็นวัด เมื่อสร้างวัดพอเป็นหลักฐานจึงได้ขอตั้งวัด และขอเปลี่ยนชื่อวัดต่อเสนาบดีมหาดไทย ซึ่งสมัยนั้นกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ยังเป็นกรมหลวงดำรงตำแหน่งนี้ ขณะนั้นกำลังเสด็จตรวจราชการทางมณฑลภาคใต้ จึงได้เปลี่ยนชื่อวัดดอนเลียบให้ใหม่เป็นวัดธรรมยุติการาม พระกราบได้ทำการบูรณะปฏิสังขรณ์วัดนี้อยู่ ๔ ปี ร่วมกับเจ้าออมพิณศรี สุพรรณศรี (พิณ ณ นคร) ในรัชกาลที่ ๕ นางศรีสุพรรณดิส (งิ้ว ณ นคร) นางชำนาญพินิจโกคา (สิน แช่หลี) คุณนายเกตุ นายฮก นางตรีกสุวรรณกูล นายแดงนุ้ย นางแตงและทายกทายกาอีกหลายท่าน
ในปี พ.ศ. ๒๔๕๒ พระมหาวันเปรียญ ประโยคได้เดินชุดงค์มาพักที่วัด พระกราบจึงได้มอบภาระทั้งหมดให้พระมหาวัน และท่านก็เดินทางกลับเมืองนครศรีธรรมราชแล้วเดินทางเข้า กรุงเทพฯ และอยู่ในกรุงเทพฯ จนลาสิกขา เมื่อพระมหาวันมาอยู่จำพรรษาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๕๒ ถึง พ.ศ. ๒๔๕๔ ออกพรรษาในปีนั้นท่านก็เดินทางเข้ากรุงเทพฯ และลาสิกขา
ต่อมา พ.ศ. ๒๔๕๔ พระครูโยคาธิกา วินิต (ทอง) ได้มาอยู่และเป็นเจ้าอาวาส ในปี พ.ศ. ๒๔๕๗ เจ้าอาวาสได้จัดทำแผนผังของวัดรายงานต่อสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส วัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ได้ทรงรับรายงานและทรงเห็นชื่อวัดว่าธรรมยุติการามก็ไม่ทรงพอพระทัย โดยดำริว่าชื่อวัดนี้เป็นการเฉพาะหมู่เฉพาะคณะหนึ่งเท่านั้น ไม่เหมาะแก่สาธารณะ จึงมีลายพระหัตถ์ถึงกรมพระยาดำรงฯ ให้เปลี่ยนชื่อวัดเสียใหม่ ว่าวัดธรรมบูชา และได้ใช้ชื่อวัดว่าธรรมบูชาตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบัน ในปี พ.ศ. ๒๕๐ พระครูโยคาธิการวินิตก็มรณภาพ
ในปี พ.ศ. ๒๔๐ ท่านเจ้าคุณพระธรรมวิโรณเกร (พลับ) สมัยนั้นยังดำรงสมณศักดิ์ เป็นพระครูสาสนภารพินิจ ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสและได้ปรับปรุงพัฒนาวัดตามลำดับมา จนได้ รับพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ยกฐานะวัดขึ้นเป็นพระอารามหลวง ตั้งแต่วันที่ ๒๕ พฤษภาคม
พ.ศ. ๒๔๑ ท่านดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสรูปแรกของพระอารามหลวง และดำรงตำแหน่งเจ้าคณะ จังหวัดฝ่ายธรรมยุตรูปแรกด้วย จนกระทั่งถึง พ.ศ. ๒๕๕ ท่านก็มรณภาพ
ต่อมา พ.ศ. ๒๔๖๖ พระเทพสารสุธิ (แสง ชุตินุธโร ป.ธ. ๕) ในสมัยนั้นยังดำรง สมณศักดิ์เป็นพระโชติธรรมวราภรณ์ ได้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสและเจ้าคณะจังหวัดสุราษฎร์ธานี (ธรรมยุต) จนถึงปัจจุบัน ท่านได้ปรับปรุงและสร้างเสนาสนะในวัดตลอดมา
ทรัพย์สิน
ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่จำนวน ไร่ ๑ งาน ๔.๕ ตารางวา มีหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์คือ โฉนดที่ ๖๘๘ และโฉนดที่ ๑๙๗๘ นอกจากนั้นยังมีที่ธรณีสงฆ์อีก ๒ แปลง แปลงที่ ๑ อยู่ที่ ตำบลตลาด อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีเนื้อที่จำนวน ๓ งาน ๕ ตารางวา มีหนังสือ แสดงกรรมสิทธิ์คือ โฉนดที่ ๔๘๒ และแปลงที่ ๒ ตั้งอยู่ที่ตำบลตลาด อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีเนื้อที่จำนวน ๑ งาน ๕ ตารางวา มีหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์คือ โฉนดที่ ๓๕๗
เสนาสนะสิ่งปลูกสร้างของวัดนี้มีดังนี้คือ
พระอุโบสถ สร้างเสร็จเมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๔๕๐ สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ทรง ประยุกต์ มุงด้วยกระเบื้องปูน สร้างในสมัยพระครูญาณวิโร เป็นเจ้าอาวาสและถูกวาตภัย ครั้งใหญ่ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๕ ชำรุดทรุดโทรมมากยากแก่การจะบูรณะให้คงสภาพเดิมได้ จึงได้ จัดการก่อสร้างพระอุโบสถหลังใหม่ขึ้นโดยสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (จวน อุฏฐายี) วัดมกุฎกษัตริยาราม กรุงเทพ ฯ เสด็จทรงวางศิลาฤกษ์ เมื่อวันที่ ๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๓ และเริ่มดำเนินการก่อสร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๕ ขณะนิการ ก่อสร้างยังไม่เสร็จ
ศาลาการเปรียญ เป็นศาลาทรงไทยสร้างด้วยไม้ เสาคอนกรีตยกพื้นสูงสร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖ และได้ขยายดัดแปลงให้กว้างขวางกว่าเดิม เพื่อสะดวกในการที่ประชาชนจะมา ประชุมฟังธรรมและประกอบพิธีอื่น ๆ ใน พ.ศ. ๒๔๖
หอระฆัง สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๗๐ โดยนางนึก
กุฏิมีทั้งหมด 26 หลัง ตึก หลัง ตึกท่อน 13 หลัง ทำด้วยไม้ 6 หลังทรงไทยและ ทรงประยุกต์ มีกุฏิสำคัญ ๆ คือ กุฏิเสาเดี่ยวสร้างประมาณ พ.ศ. 286 บูรณะปฏิสังขรณ์ เมื่อ พ.ศ. 2522 กฏิบัติจักยกติ นางกาญจน จักกติ สร้าง กุฏิแม่ก็มเจี่ย แม่กิ้มเจี่ย ชั่วต้อสร้าง พ.ศ. 255 กุฎิสองพีน้อง นายบุญช่วย นางป่าน รำไพ สร้างอุทิศให้บดามารดา เมื่อ พ.ศ. 246 และปรับปรุงใหม่ พ.ศ. 255 และกุฏิเสฐภัคซึ่งใช้เป็นที่ทำการสำนักงาน เลขานุการคณะธรรมยุต จังหวัดสุราษฎร์ธานี นายกำธร เสรฐภักดิ สร้างอุทิศให้นางวราภรณ์ เสรฐภักดี ผู้ภรรยาเมื่อ พ.ศ. 2513
โรงครัวสร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กทรงไทยชั้นเดียว สร้างเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2514
ฌาปนสถานสร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กเสร็จเมื่อ พ.ศ. 507 พร้อมด้วยศาลาบำเพ็ญ กุศลศพอก 3 หลัง คือ สุคติศาลา • และสุคติศาลา L 5.. เที่ยง คุณนายจันทร์ เฉลิมศักดิ์ สร้างอุทิศให้คุณพ่อเจริญคุณแม่เล็ก ศรียาภัย ส่วนอีกหลังคือ ศาลาอินทามระ ซึ่งพลโทโต๊ะ อินทามระเป็นผู้สร้าง
โรงเรียนเรียนปริศัติธรรม หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า โรงเรียนแสงธรรมพิทยาคม สร้างเมื่อ พ.ศ. 2474 ทำด้วยไม้เสาคอนกรีตยกพื้นสูง ทรงประยุกต์ นางนุ้ย จักรงกูร นายฮก- นางตรึก สุวรรณกูล เป็นผู้บริจาคทุนทรัพย์ก่อสร้าง ต่อมาในปี 2518 ได้ปรับปรุงชั้นล่างโดย ก่อปูนติดประตูหน้าต่าง คือ ดัดแปลงเป็นอาคาร 2 ชั้น ตึกท่อน
นอกจากนั้นยังมีศาลาที่ประดิษฐานรูปหล่ออดีตเจ้าอาวาส 22 รูป คือ พระครูโยคาธิการวินิต (พ่อท่านทอง) และพระธรรมวิโรจนเถร (พ่อท่านพลับ) ห้องสมุดปาลิตานุรณณ์ สร้างเมื่อ พ.ศ. 2517 โดยนายคล้าย จิตพิทักษ์และภรรยา และตึกอีก 2 หลัง คือ ตึกเสาวมล สร้างเมื่อ พ.ศ. 251 โดยนายเคลื่อน- นางมณิ เสาวมล ใช้เป็นที่พำนักของเจ้าอาวาสวัดธรรมบูชา และตึกถาวรพงศ์สถิต สร้างเมื่อ พ.ศ. 2512 โดยนายสมาน นางเนาวรัตน์ ถาวรพงศ์สถิต
ปูชนยวัตถุสำคัญของวัดคือ พระประธานในพระอุโบสถหลังเก่าทำด้วยปูนนำมาจาก ศาลาพ่อท่านป่านเมื่อ พ.ศ. 24 ส่วนพระประธานที่ประดิษฐานในพระอุโบสถหลังใหม่หล่อ ด้วยทองเหลือง หน้าตัก 5 ศอก 1 คืบ 1 นิ้ว เป็นพระประธาน ภ.ป.ร. ซึ่งพระบาทสมเด็จ- พระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีเททองเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 523 ณ วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพฯ
การศึกษาและการสาธารณสงเคราะห์ การศึกษา แต่เดิมวัดนี้เป็นวัดที่ศึกษาวิปัสสนาธุระ ต่อมาพระเทพสารสุริเจ้าอาวาสรูป ปัจจุบันได้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเป็นการศึกษาคันถธุระควบคู่กับวิปัสสนาธุระไปด้วย โดยได้ก่อ ตั้งโรงเรียนปริยัติธรรมและบาลีขึ้นมีจำนวนนักเรียน ๓๑ รูป นักธรรม ๔๗ รูป จนถึงบัดนี้มี นักเรียนสอบบาลีได้ถึง 6 ประโยค ในด้านการเผยแผ่ก็จัดให้มีการฝึกฝนการเทศนาอบรมประชาชน ตลอดถึงการออกเผยแผ่นอกสถานที่ร่วมกับทางราชการในฐานะพระธรรมทูตด้วย
การบริหารและการปกครอง ท่านเจ้าอาวาส ได้อบรมสั่งสอนให้พระภิกษุสามเณรปฏิบัติดำรงอยู่ในพระธรรมวินัยจน เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของประชาชนทั่ว ๆ ไปตลอดมา วัดธรรมบูชา มีเจ้าอาวาสจนถึงปัจจุบันนี้รวม 2 รูป คือ ๑. พระกรับ ญาณวิโร (ปาลิต) พ.ศ. ๒๔๔๘-๒๔๕๒ ๒. พระมหาวัน (ป.ธ. ๘) พ.ศ. ๒๔๕๒-๒๔๕๔ ๓. พระครูโยคาธิการวินิต (ทอง) พ.ศ. ๔๕๔-๒๔๐ ๔. พระธรรมวิโรจนเถร (พลับ) พ.ศ. ๒๔๙๐-๒๔๙๘ ๕. พระเทพสารสุขี (แสง ชุตินุชโร ป.ธ.) พ.ศ. ๒๔ จนถึงปัจจุบันนี้ ปัจจุบันวัดนี้มีจำนวนพระภิกษุ ๔๓ รูป จำนวนสามเณร ๒๓ รูป และชี 6 คน