วัดดุสิดาราม

สภาพฐานะและที่ตั้งวัด วัดดุสิดาราม เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร ตั้งอยู่เลขที่ ๑๓๖ แขวงบางยี่ขัน เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร อาณาเขตที่ดินตั้งวัด ทิศเหนือติดต่อกับซอยวัดดุสิดาราม ทิศใต้ติดต่อกับแม่น้ำเจ้าพระยา และคลองขนมจีน ทิศตะวันออกติดต่อกับเชิงสะพานพระปิ่นเกล้า และคลองวัดดุสิดาราม ทิศตะวันตกติดกับที่ดินเลขที่ ๒๕๘-๒๖๐ และคูหลังวัดดุสิดาราม พื้นที่บริเวณวัดเป็นที่ราบลุ่มน้ำท่วมถึงในฤดูฝนซึ่งมีน้ำหลากมา เพราะวัดตั้งอยู่ระหว่างคลองวัดดุสิดารามและคลองขนมจีน มีสะพานโพธิข้ามคลองขนมจีนไปสู่คลองบางกอกน้อย หน้าวัดมีถนนถึงแม่น้ำเจ้าพระยา ริมแม่น้ำบริษัทกัปตันได้เช่าเป็นอู่ต่อเรือ ทางทิศเหนือมีโรงเรียนวัดดุสิดารามของกรมสามัญ ทิศใต้กรมการปกครองเช่าสร้างฌาปนสถาน และมีโรงเรียนแผนกประถมศึกษาของกรุงเทพมหานคร ทิศตะวันออกแต่โบราณเป็นคู่เรือราชการ สมัยสมเด็จพระราช-วังบวรสถานมงคลเป็นพระราชโอรสในรัชกาลที่ ๑ ภายหลังเมื่อสร้างเรือศรีสุพรรณเหง้แล้ว ถึงรัชกาลที่ ๓ ความจำเป็นต้องใช้เรือมีพายเริ่มหมดไปจึงทั้งให้เป็นที่รกร้าง จนมีการขุดพบเรือขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๗

ความเป็นมา วัดดุสิดาราม เป็นวัดเก่าแก่สร้างมานานตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ประมาณ พ.ศ. ๒๗๐ มีชื่อเรียกกันว่า 'วัดเสาประโคน' ส่วนจะมีเหตุผลอย่างไรไม่มีหลักฐานยืนยันได้ นอกจากท่านสุนทรภู่แต่งไว้ในนิราศภูเขาทอง ราว พ.ศ. ๒-๑๗ ที่กล่าวถึงวัดนี้ว่า

'ถึงอารามนามวัดประโคนบั๊ก ไม่เห็นหลักลือเล่าว่าเสาหิน

เป็นสำคัญหรือแคนในแผ่นเดิน มีรู้สิ้นสุดชื่อที่ถาษา'

ในสมัยรัชกาลที่ ๑ สมเด็จกรมหลวงศรีสุนทรเทพ พระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้ทรงสถาปนาวัดนี้ แต่ไม่มีหลักฐานว่าได้ทรงสร้างหรือปฏิสังขรณ์สิ่งใดบ้าง เข้าใจว่าจะทรงปฏิสังขรณ์พระอุโบสถ ซึ่งปรากฏอยู่ในมือช่างสมัยรัชกาลที่ ๑ อยู่เหมือนกัน

ในสมัยรัชกาลที่ ๒ สมเด็จพระบวรราชเจ้า กรมพระราชวังบวรมหาศาสนานุรักษ์ ได้ทรงสร้างกุฏิด้านหน้า คณะ หอสวดมนต์ สาลาการเปรียญ เจดีย์ ในบริเวณกุฎิสร้างใหม่ บรรจุอริเจ้าฟ้ากรมหลวงศรีสุนทรเทฯ ซึ่งเป็นพระเชษฐกุมนี ส่วนถาวรวัตถุอื่น เพียงแต่ปฏิสังขรณ์แท่นั้น ครั้นแล้วได้พระราชทานวามว่า "วัดดุสิตาราม"

รัชกาลที่ ๓ ได้ทรงสร้างและปฏิสังขรณ์พระอุโบสถ พระวิหารและกุฎิทั่วพระอาราม ถึงสมัยรัชกาลที่ 5 ก็ได้สร้างอาคารเสนาสนะต่าง ๆ เพิ่มขึ้น พร้อมกับได้สร้างโรงเรียนสอนหนังสือไทย ๑ หลัง

ครั้นถึงสมัยรัชกาลที่ ๓ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ได้เสด็จมาตรวงวัดดุสิตาราม วัดกุมรินทราชบักษีและวัดน้อยทองอยู่ ซึ่งมีอาณาเขตที่ดินติดต่อกัน ทรงรับสั่งให้รวมวัดกุมรินทราชบักษีเข้ากับวัดดุสิตาราม เพราะมีพระอยู่รูปเดียว เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๖ ที่ดินวัดกุมรินทราชบักษีจำนวน 1 ไร่ 2 งาน 0 ตารางวา และทรัพย์สินทั้งหมดตกเป็นของวัดดุสิตารามตั้งแต่นั้นมา

ครั้นคืนวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. ๒๔๘๘ วัดดุสิตารามและวัดน้อยทองอยู่ประสบภัยทางอากาศในสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ วัดน้อยทองอยู่ถูกระเบิดเสียหายเหลือแต่กำแพงอุโบสถ เมื่อสงครามสงบลงแล้ว ทางราชการจึงได้ประกาศรวมเข้ากับวัดดุสิตาราม เมื่อ ปี พ.ศ. ๒๔๘๖ ที่ดินวัดน้อยทองอยู่จำนวน = ไร่ 6 งาน 7 ตารางวา รวมเป็นที่ดินของวัดดุสิตารามตั้งแต่นั้นมา

ครั้นต่อมาในสมัยพระวิสุทธิโสภณ เจ้าอาวาสปัจจุบัน ได้สร้างคันหินเป็นเขตพุทธาวาสและเขาสังฆาวาสขึ้นทางทิศตะวันออก ทิศตะวันตก และทิศใต้ ส่วนทิศเหนือติดต่อกับคลอง จึงไม่ต้องสร้าง นอกจากนี้ก็ได้สร้างกุฎิสงฆ์เพิ่มเติม เทคอนกรีตบริเวณลุกิสงฆ์ติดต่อถึงกันหมดทุกหลัง ศาลเรือโบราณเป็นที่เก็บเรือไม้ทะเลเคียนซึ่งยาว วัสดุที่ชุดได้จากหน้าวัด เป็นเรือสมัยรัชกาลที่ • เลิกใช้ในรัชกาลที่ ๓ ถูกฝังจมดินมาประมาณ อบีมาแล้ว สร้างไว้ที่กำแพงด้านนอกทางทิศตะวันออก พร้อมกับได้ปฏิสังขรณ์พระอุโบสถ ทอดระฆัง ปรับปรุงบริเวณซึ่งเป็น

วัดกุมรินทราชบัณฑิต (เดิม) ที่ยังรกร้างโดยการถมดินและหินเกล็ดแล้วสร้างกำแพงคอนกรีตทั้ง สี่ด้าน ด้านหน้าเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กเพื่อความมั่นคงและสวยงาม ส่วนทางด้านทิศตะวันออก ก็ได้ถมที่ลุ่ม แล้วสร้างศาลาขึ้น ๑ หลัง ชั้นเดียวเป็นคอนกรีตฝาติดกระจก หลังคาทรงไทย พื้นหินขัดขนาดกว้าง ๑๒ เมตร ยาว ๒๕ เมตร

การก่อสร้างและปฏิสังขรณ์ได้ดำเนินการตลอดมาทุกสมัยเจ้าอาวาส จนทำให้วัดดุสิดาราม เจริญรุ่งเรืองตามลำดับตราบเท่าทุกวันนี้

ทรัพย์สิน

ที่ดินตั้งวัด มีเนื้อที่ ๓๒ ไร่ ๑ งาน ๔๕ ตารางวา

ปูชนียสถาน วัตถุ ถาวรวัตถุและเสนาสนะต่าง ๆ

พระประธาน ภายในพระอุโบสถปางมารวิชัย ขนาดหน้าตักกว้าง ๒๑๒ เมตร พระอัคร- สาวก องค์

พระพุทธรูปยืนก่อด้วยปูนลงรักบิดทองติดกับผนังระเบียงรอบพระอุโบสถ ๒๔ องค์

พระปรางค์ ที่ลานมุมระเบียงหน้าพระอุโบสถจำนวน ๒ องค์ ฐานกว้าง . เมตร สูง 6. เมตร' ลานระเบียงด้านหน้ามีพระเจดีย์ ๒ องค์ ฐานกว้าง ๑๐ เมตร สูง ๑๐.๕ เมตรเท่ากัน

ภาพจิตรกรรมฝาผนัง ภายในพระอุโบสถ เป็นผลงานช่างในสมัยรัชกาลที่ ๑ เขียนไว้เป็น ตอน ๆ คือ ตั้งแต่พื้นพระอุโบสถถึงขอบธรณีล่างของหน้าต่าง เป็นภาพต้นไม้ดอกไม้โดยรอบทั้ง สี่ด้าน ตั้งแต่เหนือขอบธรณีล่างถึงขอบธรณีบนของหน้าต่าง เป็นภาพพุทธประวัติไว้ ด้าน คือด้านหน้าและด้านข้างทั้งสอง ตั้งแต่ขอบธรณีบนขึ้นไปเป็นภาพชุมนุมเทวดาที่ฝาผนัง ๒ ข้าง ด้านหน้าเป็นภาพมารวิชัย ส่วนฝาผนังด้านหลังเป็นภาพไตรภูมิพระร่วง

พระอุโบสถ ก่ออิฐถือปูน หลังกำลัง ๓ ชั้น มีช่อฟ้าใบระกา ขนาดกว้าง ๑๐.๑๐ เมตร ยาว ๒๒.๑๐ เมตร มีพะไลด้านหน้าและด้านหลังกว้าง ๑๐.๑๐ เมตร ยาว ๔.๑๐ เมตร เท่ากัน หน้าบันหน้าและหลัง ตอนล่างก่ออิฐถือปูน ตอนบนใช้ไม้แกะสลักเป็นลวดลายก้านขด มีเทวดา ถือพระบรรทมานั่งบนแท่นอยู่ท่ามกลาง ลงรักบิดทองประกับกระจก ซุ้มด้านหน้าและหลัง ของประตูและหน้าต่าง ทำลวดลายด้วยปูนบั้นมีช่อฟ้าใบระกา บิดกระจก บานประตูและหน้าต่าง

ภายนอกลงรักเขียนลวดลายรดน้ำ ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ เป็นเจ้าอาวาส

ได้ซ่อมใหม่ในสมัยพระวิสุทธิ์โสภณ พระระเบียง รายรอบพระอุโบสถทั้งสี่ด้าน ภายในประดิษฐานพระพุทธรูป จำนวน เ๔ องค์ ศาลาการเปรียญ สร้างสมัยพระวิสุทธิโสภณ กุฏิสงฆ์เป็นเรือนไม้ ๑๐ หลัง ครึ่งตึกครึ่งไม้ หลัง

การศึกษาและการสาธารณสงเคราะห์ เกี่ยวกับการศึกษา วัดดุสิดารามได้สนับสนุนให้พระภิกษุสามเณรได้ศึกษาเล่าเรียนพระ-ปริษิตธรรม เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๒ มีพระภิกษุสามเณรสอบมหาเปรียญได้ ๓ รูป จึงขยายการเรียนโดยไปขึ้นกับสำนักเรียนวัดมหาธาตุ ปัจจุบันมีนักเรียนบาลี ส รูป นักธรรม ๕ รูป การสาธารณสงเคราะห์ มีโรงเรียนวัดดุสิดาราม แผนกประถมศึกษาของกรุงเทพมหานคร และโรงเรียนวัดดุสิดารามแผนกมัธยมศึกษาของกรมสามัญศึกษา

การบริหารและการปกครอง เนื่องจากวัดดุสิดาราม เป็นวัดเก่าแก่สร้างมานาน ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ไม่มีหลักฐานอ้างอิงเกี่ยวกับเจ้าอาวาสผู้ปกครองวัด เท่าที่มีหลักฐานแน่นอนนับตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๓ เป็นต้นมา ซึ่งมีลำดับดังนี้ ๑. พระราชโมลี (พระมหาเกิด) ป.ธ. ๕ ๒. พระปัญญาคัมภิรเถร ๓. พระครูสังวราธิคุณ (พระมหายอด) ๔. พระญาณสมโพธิ์ (พระมหาพรหม) ป.ธ. ๕ พ.ศ. ๒๔๕๔-๒๔๖๔ ๕. พระวิเชียรมุนี (บุญ ปุญณสุวัณโณ) ป.ธ. ๔ พ.ศ. ๒๔๖๔-๒๔๗๖ ๖. พระประสิทธิ์วิริยคุณ (สุง ธัญญาโภ) ป.ธ. ๖ พ.ศ. ๒๔๗๖-๒๕๐๘ ๗. พระวิสุทธิโสภณ (วรรณ มนุญโญ) ป.ธ. ๘ พ.ศ. ๒๕๐๘ ถึงปัจจุบัน สำหรับพระภิกษุบำรุงจำพรรษา มีจำนวนประมาณ ๒๔ รูป สามเณร ส รูป