วัดเทวราชกุญชร
สภาพฐานะและที่ตั้งวัด
วัดเทวราชกุญชร เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร ตั้งอยู่เลขที่ ๖๐ แขวงวชิร- พยาบาล เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร
อาณาเขต ทิศเหนือติดกับถนนศรีอยุธยาตอนโค้งลงแม่น้ำเจ้าพระยา และเขตท่าวาสุกรี ทิศใต้ติดกับปากคลองผดุงกรุงเกษม และตลาดเทวราชของทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ทิศ ตะวันออกติดกับถนนศรีอยุธยาและตลาดเทวราชของทรัพย์สิน และทิศตะวันตกติดกับแม่น้ำเจ้า- พระยา
ลักษณะพื้นที่ตั้งวัด แบ่งออกเป็น ๒ เขต คือ เขตพุทธาวาส และเขตสังฆาวาส
ความเป็นมา
วัดเทวราชกุญชร เดิมเป็นวัดราษฎร์สร้างมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เรียกกันว่าวัดสมอ- แครง เล่ากันว่าที่เรียกชื่อนี้เพราะมีต้นสมอร่องแร่งมาก แต่บางท่านสันนิษฐานว่าคำว่าสมอเพี้ยน มาจากคำว่าถมอ (ถะมอ) เป็นภาษาเขมร แปลว่าหิน วัดนี้คงเรียกกันครั้งแรกว่า ถมอแครง แปลว่า หินแกร่งหรือหินแข็ง ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๔ พระองค์ทรงรับเป็นพระอารามหลวง และพระราชทานนามว่า วัดเทวราชกุญชร โดยนำพระนามเดิมของกรมพระพิทักษ์เทเวศรมาตั้ง เพราะกรมพระพิทักษ์เทเวศร ทรงบูรณะปฏิสังขรณ์วัดนี้
การบูรณะปฏิสังขรณ์วัดนี้ เริ่มสมัยแรกตั้งกรุงเทพฯ โดยสมเด็จพระอนุชาธิราช กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิ่งหนาท สมัยต่อมากรมหลวงพิทักษ์มนตรี ต้นสกุลมนตรีกุล พระโอรสของสมเด็จพระศรีสุดารักษ์ซึ่งเป็นพระเชษฐภคินีของรัชกาลที่ ๑ ทรงบูรณะ ถัดจากนั้น กรมพระพิทักษ์เทเวศรต้นสกุลกุญชร ณ อยุธยา ซึ่งเป็นพระราชโอรสในรัชกาลที่ ๒ ทรงอุปถัมภ์บำรุง เมื่อสิ้นพระชนม์แล้วพระโอรสของพระองค์พระนามว่า พระองค์เจ้าสิ่งหนาทราชดุรงคฤทธิ์ ได้ให้ความอุปถัมภ์บำรุงต่อมา หลังจากนั้นเจ้านายผู้สืบสกุลกุญชรก็ได้ให้ความอุปถัมป์จนกระทั่งทุกวันนี้
ทรัพย์สิน
ที่ดินที่ตั้งวัดมีจำนวน ๒๐ ไร่ และยังมีที่ธรณีสงฆ์อีกแปลงที่แขวงวชิรพยาบาล เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร มีเนื้อที่ 9 ไร่ • งาน 84 ตารางวา มีหนังสือกรรมสิทธิ์ คือ โฉนดที่ดินเลขที่ ๘ย่อ๒
เสนาสนะสิ่งปลูกสร้างและปูชนียวัตถุของวัดนี้ คือ
พระอุโบสถ หลังเก่าหันหน้าไปทางทิศตะวันออก หลังคามุงกระเบื้องดินเผา สูงประมาณ ๑๐ เมตร เมื่อเจ้าอาวาสรือถอนแล้ว ยังเหลือพระประธานในอุโบสถเป็นปูนบื้น หน้าตักประมาณ ๒ ศอกเศษ ตั้งบนฐานชุกชี เจ้าอาวาสได้ทำหลังคาครอบไว้ และฐานพื้นอุโบสถถมดินขึ้นสูงประมาณ 0-50 เซนติเมตร ปูกระเบื้องซิเมนต์ให้เป็นลานอยู่อย่างเก่า ส่วนพระอุโบสถหลังใหม่ กรมพระพิทักษ์เทเวศรทรงสร้าง มีขนาดใหญ่และสูงก่อสร้างในที่ใกล้เคียงกับหลังเก่า กว้าง ๑๗ เมตร ยาว ๓๖ เมตรเศษ มีเขตพัทธสีมา กว้าง ๒๔ เมตร ยาว ๔๓๕๐ เมตร มีกำแพงแก้วรอบพระอุโบสถ ที่มุมกำแพงแก้วมีเจดีย์อยู่ทั้ง ๔ มุม ภายในกำแพงแก้วมีวิหารก่ออิฐถือปูน หลังคามุงกระเบื้องดินเผา ด้านทิศเหนือเป็นวิหารสูง ด้านทิศตะวันออกเป็นวิหารเตีย และด้านทิศใต้ถูกรื้อแล้ว
พระประธานในพระอุโบสถ เป็นพระพุทธรูปโลหะหล่อลงรักบีดทอง ปางมารวิชัย ฝีมือช่างสมัยทวาราวดี ประดิษฐานบนฐานชุกชี สูงประมาณ ๓ เมตรเศษ หน้าตัก ๔.๓๕ เมตร
ศาลาการเปรียญหลังเก่าปลูกด้วยไม้สัก มีช่อพ้าใบระกาแบบโบราณ แต่พังลงหมดแล้ว ปัจจุบันศาลาการเปรียญหลังใหม่เป็นอาคาร ๒ ชั้น คอนกรีตทั้งหลัง สร้างเมื่อ พ.ศ. ๕๒๒
โรงเรียนปริบัติธรรม เป็นอาคารชั้นเดียวทรงบั้นหยาก่ออิฐถือปูน หลังคามุงกระเบื้องซิเมนต์ สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๒ โดยนางยุกหลง นางทองอยู่ ล่ำซำ
กุฏิสงฆ์ มีจุพระทรงไทยหลังคามุงกระเบื้องดินเผา กุฏิไม้สักทรงไทย และกุฏิไม้ทรงปั้นหยา เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔ ได้รื้อถอนกุฏิไม้ชั้นเดียวปลูกกุฏิก่ออิฐถือปูนแทน ต่อมา พ.ศ. ๒๕๐๒
แก้ไขกุฏิไม้ให้อยู่แนวเดียวกัน และสร้างกุฏิทรงไทยแฝด พ.ศ. ๒๕๒๓ ทำกำแพงกั้นกุฏิให้เป็นแนว
ศาลาบำเพ็ญกุศล สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕ ทางทิศเหนือของศาลาการเปรียญ ต่อมา พ.ศ. ๒๕๑๔ ชาวพ่อค้าตลาดเทวราชสร้างศาลาบำเพ็ญกุศลขึ้นอีกหลังตั้งชื่อว่า เทวราชรังสรรค์ เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนทรงไทย
การศึกษาและการสาธารณสงเคราะห์
วัดนี้มีโรงเรียนปริยัติธรรม และทำการสอนปริยัติธรรมประจำวัดในเขตพรรษา มีการสอนบาลีตั้งแต่ชั้นไวยากรณ์จนถึงชั้น ป.ธ. ๔ นักธรรมเบื้องต้นสอนทุกชั้น ตั้งแต่นักธรรมชั้นตรีไปจนถึงนักธรรมชั้นเอก ส่วนนอกเขตพรรษาเบื้องต้นสอนแต่บาลีย่างเดียว ในปี พ.ศ. ๕๒๔ นี้ ตั้งแต่ ๑๖.๐๐ น. ไปถึง ๒๑.๐๐ น. มีการเบื้องต้นอบรมอภิธรรมด้วย เพิ่งจะเริ่มทดลองเป็นปีแรก
ในบริเวณวัด มีโรงเรียนเทศบาล ๑ แห่ง ซึ่งแต่เดิมอาศัยศาลาการเปรียญทำการสอน เมื่อศาลาการเปรียญชำรุด ทางวัดจึงจัดที่ใหม่ให้เทศบาลปลูกสร้างโรงเรียนขึ้นมาใหม่ ในราว พ.ศ. ๒๔๕๒-๒๔๓ โรงเรียนเทศบาล ๗ วัดเทวราชกุญชรจึงได้ไปทำการสอนกันที่ใหม่มาจนทุกวันนี้
ด้านทิศตะวันออกของพระอุโบสถ ทางวัดให้ปลูกโรงเรียนสตรีโชติเวช ต่อมาโรงเรียนนี้ได้ย้ายไปสวนสุนันทา ทางกระทรวงได้จัดให้โรงเรียนช่างทอมาอยู่ เมื่อย้ายโรงเรียนช่างทอไปแล้ว ก็ได้ย้ายโรงเรียนพาณิชยการมาอยู่ และต่อมาย้ายโรงเรียนพาณิชยการออกไป ได้ย้ายโรงเรียนการช่างสตรีมาอยู่จนทุกวันนี้ โรงเรียนการช่างสตรีโชติเวชทางการยกขึ้นเป็นวิทยาเขต
การบริหารและการปกครอง
เจ้าอาวาสที่ครองวัดนี้เท่าที่สามารถหาหลักฐานได้มี
๑. พระปลัดมุก
๒. พระธรรมเทศาจารย์ (ฉิม)
๓. พระครูธรรมเทศาจารย์ (ยิ้ม)
๔. พระประสิทธิสุดคุณ (แดง)
๕. พระมหาที่มา
๖. พระสรภาณกวี (ชื้น)
๗. พระเทพสิทธินายก (เลียบ ปุณณสริ)
๘. พระอริยมุนิ (หว่าง ชมฺมโชโต) พ.ศ. ๒๔๗ -๒๕๐๑
๙. พระมหาศรี ชิตพโล ป. ๘ พ.ศ. ๕๐๑-๒๕๐
๑๐. พระอริยมุนิ (ศรี ชิตพโล) พ.ศ. ๕๘ ถึงปัจจุบัน
ปัจจุบันมีพระภิกษุ ๓๖ รูป และสามเณร ๑๙ รูป