วัดวชิราลงกรณวราราม
สภาพฐานะและที่ตั้งวัด
วัดวชิราลงกรณวราราม เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร ตั้งอยู่ที่บ้านหนองน้ำแดง ตำบลขนงพระ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา
อาณาเขต ทิศเหนือติดกับไร่สวนทิพย์ ทิศใต้ติดกับที่ดินเอกชน ทิศตะวันออกติดกับหมู่บ้านวชราลงกรณ์ และทิศตะวันตกติดกับไร่พระพรุณ
ลักษณะทั่วไปของพื้นที่ตั้งวัด เป็นที่ราบเชิงเขามีพันธุ์ไม้ยืนต้นหลายชนิดทำให้บริเวณวัดร่มรื่น
ความเป็นมา
วัดวชิราลงกรณวรารามหรือวัดวชิราลงกรณ์ ตามที่ชาวบ้านนิยมเรียก เป็นวัดที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าห้ามหาวชิราลงกรณ์ สยามมกุฎราชกุมาร ได้พระราชทานพระนามและทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ด้วย
ผู้ขออนุญาตสร้างวัดนี้คือนางทิพย์ นิยมเหตุ โดยมอบที่ดิน ๑๑๒ ไร่ ๒ งาน ๗๕ ตารางวา เป็นที่สร้างวัด ซึ่งได้รับหนังสืออนุญาตสร้างวัดเลขที่ ๑/๒๕๒๕ ลงวันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๐๕
และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า พระราชทานนามวัดตามที่ขอพระราชทานมาว่า "วัดวชิราลงกรณวราราม"
ตามหนังสือสำนักราชเลขาธิการลงวันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๐๖ และได้ใช้ชื่อนี้ตามประกาศตั้งวัด ลงวันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๐๖
ต่อมาได้มีการแต่งตั้งกรรมการขึ้นชุดหนึ่งเรียกว่า "กรรมการดำเนินงานจัดสร้างวัดวชิราลงกรณวราราม" โดยมี นายพจน์ สารสิน เป็นประธานกรรมการ ฉะนั้นการก่อสร้างต่าง ๆ ในวัดจึงอยู่ในความควบคุมดูแลของกรรมการชุดนี้ตลอดมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕0 จนถึงปัจจุบัน มีผลงานสรุปได้คือ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร ทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์พระอุโบสถ เมื่อวันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๐๖
วันที่ ๑๘ กรกฎาคม สมเด็จ ฯ เจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต ได้แต่งตั้งให้พระราชสุทธาจารย์ (โชติ คุณะสัมปันโน) เจ้าอาวาสวัดสุทธจินดา มาเป็นเจ้าอาวาส และได้สร้างความเจริญให้แก่วัดโดยการจัดซื้อที่ดินเพื่อขยายวัดไปทางใต้อีกประมาณ ๑๐๐ ไร่ เพื่อสร้างสำนักวิปัสสนาหนองน้ำแดงและสำนักวิปัสสนาถ้าราชสุทธาจารย์ในปี พ.ศ. ๒๕๐๔
วัดนี้ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๐๖ มีเนื้อที่กว้าง ๑๘ เมตร ยาว ๒๓๐ เมตร และได้รับพระบรมราชานุญาตให้ยกขึ้นเป็นพระอารามหลวงตั้งแต่วันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๑๕ เพื่อเฉลิมพระเกียรติในพระราชพิธีสถาปนาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมารในวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๑๕
การก่อสร้างวัดได้ดำเนินเรื่อยมาเป็นเวลา ๑๐ ปีเศษ จนกระทั่งพระราชสุทธาจารย์ เจ้าอาวาสได้มรณภาพลงเมื่อวันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๑๗ และได้รับพระราชทานเพลิงศพเมื่อวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๑๘
ทรัพย์สิน
มีเนื้อที่ดินตั้งวัดทั้งสิ้น ๒๐๑ ไร่ ๓ งาน ๑๒ ตารางวา
ปูชนียวัตถุของวัดได้แก่ พระพุทธรูปนาคปรกและพระพุทธบาทจำลอง ส่วนพระประธาน ในพระอุโบสถเป็นพระพุทธรูปประยุกต์สามสมัย ซึ่งออกแบบโดยฝีพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว
สำหรับถาวรวัตถุของวัดคือ พระอุโบสถสร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๘ สร้างด้วยคอนกรีตเสริม เหล็ก ลักษณะทรงไทย เช่นเดียวกับศาลาการเปรียญที่สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐ ส่วนกุฎิมีทั้งสิ้น ๗ หลัง
การศึกษาและการสาธารณสงเคราะห์
ทางวัดจัดให้มีโรงเรียนปริยัติธรรม ๑ หลัง และมีนักเรียนธรรม ๕ รูป
กล่าวได้ว่าวัดนี้เป็นจุดรวมของประชาชนเชื่อมโยงความเข้าใจอันดีระหว่างวัดกับชาวบ้าน ช่วยกันสร้างสรรค์ความเจริญให้แก่ท้องถิ่น
จนหมู่บ้านใหญ่พอสมควรมีโรงเรียนประชาบาลที่ ทันสมัย มีน้ำบาดาล ไฟฟ้า ถนนหนทางใช้และความเจริญอื่น ๆ อีกมากโดยเฉพาะทางด้านจิตใจ เพราะทางวัดจัดให้มีการอบรมศีลธรรมแก่ชาวบ้านเป็นประจำนั่นเอง
การบริหารและการปกครอง วัดนี้มีความเจริญก้าวหน้ามาเป็นลำดับ เพราะมีเจ้าอาวาสผู้มีความสามารถในการปกครอง วัดคือ ๑. พระสุทธาจารย์ (โชติ คุณะสัมบันโน) ตั้งแต่วันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๑๐ ถึงวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๑๗ ๒. พระครูกิตติวัฒนคุณ (เพิ่ม กิตติวัฒนโน) ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสตั้งแต่วันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๑๐ เป็นต้นมา ปัจจุบันนี้มีพระภิกษุจำพรรษา ๔๓ รูป สามเณร ๑๓ รูป และชี ๑๕ คน