วัดพระสิงห์

สภาพฐานะและที่ตั้งวัด วัดพระสิงห์

เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิควรมหาวิหาร ตั้งอยู่เลขที่ ๒ ตำบล พระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ อาณาเขตที่ตั้งวัด ทิศเหนือติดต่อกับถนนอินทวโรรส ยาว ๔๖ วา ทิศใต้ติดต่อกับถนนแสนเมืองมา ยาว ๑๐๕ วา ทิศตะวันออกติดต่อกับถนนสามล้าน ยาว ๕ วา ทิศตะวันตก ติดต่อกับถนนอินทวโรรส ยาว ๑๐๗ วา

บริเวณพื้นที่ตั้งวัดมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยม เป็นเรี้ยว เม็ทถนนล้อมรอบทั้งด้าน เขต พุทธาวาสอยู่ตรงกลางบริเวณวัด รอบ ๆ เขตพุทธาวาสเป็นสนามหญ้ามีลานซอยภายในบริเวณวัดทั่วไป รอบ ๆ กำแพงวัดเป็นศาลา หมู่กุฏิสงฆ์ โรงเรียนปริยติธรรม โรงเรียนสามัญ หน้า พระวิหารหลวงเป็นวงกลม มีถนนรอบ ๆ และถนนตรงไปถึงด้านหลัง

ความเป็นมา วัดพระสิงห์ เป็นวัดที่เก่าแก่ตั้งอยู่ใกล้กับประตูสวนอก

ซึ่งเป็นกำแพงเมือง ชั้นในด้านทิศตะวันตก แต่เดิมมาเป็นป่าอยู่ด้านทิศตะวันออกของ "ลีเชียง" ซึ่งแปลว่า ตลาด ประจำเมือง เมื่อสร้างวัดขึ้นบริเวณนั้นแล้วชาวบ้านนิยมเรียกว่า "วัดลีเชียง" สร้างขึ้นในสมัย ของพระเจ้าคำฟูครองเมื่อเชียงใหม่ ครั้นประมาณปี พ.ศ. ๑๘๗ พระเจ้าคำฟูได้ย้ายจากเชียงใหม่ไปครองเมืองเชียงแสน เป็นเวลาประมาณได้ ๑๐ ปีเศษก็เสด็จสวรรคต พระเจ้าผาบูราชโอรส ผู้ครองเมืองเชียงใหม่ขณะ นั้น ได้อัญเชิญพระอริและพระอังคารมายังเมืองเชียงใหม่ และโปรดให้ก่อพระสถูปบรรจุไว้ที่ "วัดถีเชียง" ขณะเดียวกันก็ได้โปรดให้สร้างพระวิหารขึ้นไว้ แล้วโปรดให้นิมนต์พระมหาอภัย จุลเกระจากนครหริกุญไชยมาเป็นเจ้าอาวาสวัดถีเชียงเมื่อ จ.ศ. ต๐๗ ตรงกับ พ.ศ. ๑๘๘๘ ได้จัด ให้มีมหกรรมฉลองสมโภช พร้อมกับขนานนามวัดว่า "วัดลีเชียงพระ" ซึ่งชวนให้คิดว่าการ สร้างพระวิหารและพระสถูปบรรจุพระอัฐิพระเจ้าคำฟูก็ดี การนิมนต์พระมหาเถระที่เป็นปราชญ์มา เป็นเจ้าอาวาสก็ดี น่าจะถือว่าเป็นนิมิตหมายแห่งการยกฐานะวัดสามัญขึ้นเป็นพระอารามหลวง เพื่อเป็นเกียรติเป็นศรีแก่ราชสกุลในสมัยนั้น

ครั้นต่อมาหลังจากปี พ.ศ. ๘๔๓ เจ้ามหาพรหม ซึ่งได้ไปอาศัยเจ้าเมืองกำแพงเพชรอยู่ นั้น ได้กลับมายังเมืองเชียงใหม่ พร้อมกับอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาถวายพระเจ้าแสนเมืองมา ด้วย พระเจ้าแสนเมืองมาจึงได้โปรดให้อัญเชิญไปประดิษฐานไว้ ณ พระวิหารวัดถีเชียงพระ ตั้ง แต่บัดนั้นมาประชาชนทั่วไปนิยมเรียกชื่อวัดว่า "วัดพระสิงห์"

มาจนตราบเท่าทุกวันนี้

วัดพระสิงห์ได้ความเป็นศูนย์กลางการชุมนุมประกอบพิธีและงานสำคัญต่าง ๆ ของชาว เชียงใหม่สืบต่อมาโดยตลอด จนกระทั่งในปี พ.ศ. ๓๑6 เมืองเชียงใหม่ได้ตกเป็นเมืองร้าง เป็นเหตุให้วัดพระสิงห์กลายเป็นวัดร้างไปด้วย

ถึงปี พ.ศ. ๒๓๘๕ พระยากาวิละในราชวงศ์ทิพย์ช้าง ได้เป็นเจ้าผู้ครองนครตรงกับสมัย รัชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ วัดพระสิงห์ได้เจริญรุ่งเรืองขึ้นอีกครั้งหนึ่ง มีการเขียนภาพ จิตรกรรมที่ผนังพระวิหารลายคำ ในรัชสมัยของเจ้าหลวงช้างเผือก (ธรรมลังกา) ต่อมาประมาณปี พ.ศ. ๒๔๖๑ วัดพระสิงห์กลับเป็นวัดร้างอีกครั้งหนึ่ง และวัดอื่น ๆ มีวัดเจดีย์หลวง วัดสวนดอก และวัดเจ็ดยอด มีสภาพเป็นวัดร้างเหมือนกันหมด

ต่อมาประมาณปี พ.ศ. ๒๔๒๗ เจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่อันดับที่ ๖ ใน ราชวงศ์ทิพย์ช้าง กับเจ้าคารัชมี พระราชชายาในรัชกาลที่ ๔ ได้ทำการบูรณะปฏิสังขรณ์วัด พระสิงห์ขึ้นใหม่ โดยมีกรูบาศรีวิชัย หรือ ตุ๊เจ้าวัดบ้านปาง จังหวัดวัดลำพูน เป็นประธาน ดำเนินการ ได้ก่อสร้างถาวรวัตถุและอาคารเสนาสนะต่าง ๆ ขึ้นเป็นหลักฐานมั่นคง มีพระ ภิกษุสามเณรอยู่จำพรรษาเพิ่มมากขึ้น

วัดพระสิงห์ได้รับเจริญรุ่งเรืองขึ้นเป็นลำดับ และได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นพระอาราม หลวงชั้นเอก ชนิดวรมหาวิหารเมื่อวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๘๓ ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์

ทรัพย์สิน

ที่ดินตั้งวัด มีที่ ๒๕ ไร่ งาน ๑๕ ตารางวา โฉนดเลขที่ ๔๐๕๑ เล่ม ๔๑ หน้า ๕๑ เลขที่ดิน ๑๘

ที่ธรณีสงฆ์ จำนวน ๑ แปลง ตั้งอยู่ตำบลช้างคลาน อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เนื้อที่ ๓ งาน ๕ ตารางวา โฉนดเลขที่ ๒๕๒๕๒ หน้าสำรวจ ๓๘๑ ปูชนียวัตถุ ถาวรวัตถุ และอาคารเสนาสนะต่าง ๆ มี พระพุทธสิหิงค์ ขนาดหน้าตักกว้าง ๓๒ นิ้ว

เป็นพระพุทธรูปประทับนั่งขัดสมาธิ เพชรปางมารวิชัย ประดิษฐานในพระวิหารลายคำ พระเจ้าทองทิพย์ ขนาดหน้าตักกว้าง ๑๔ นิ้ว เป็นพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์ ปาง มารวิชัยวัชรอาสน์ พระเจดีย์ หรือพระธาตุหลวง เป็นแบบลังกาทรงกลม ฐานเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้าง ด้านละ ๑๖ วา ๑ ศอก ๖ นิ้ว สูง ๒๕ วา พระอุโบสถ ขนาดกว้าง ๖ วา ๑๐ นิ้ว ยาว ๑๔๖๑ ศอก เป็นอาคารไม้ผสมปูน มีลวดลายแกะสลัก และปูนปั้นทั่วทั้งหลัง ซุ้มประตูและหน้าบันมีลวดลายงดงามแบบวิจิตร ศิลปโบราณของล้านนาไทย พระวิหารหลวง ขนาดกว้าง ๒๔ เมตร ยาว ๕๖ เมตร ทรงไทยล้านนา โครงสร้าง เป็นกอนกรีตเสริมเหล็กผสมด้วยไม้สัก มีมุขหน้าและหลัง มีช่อฟ้าใบระกาหางหงส์ ทำด้วยไม้ สักทั้งหมด พระวิหารลายคำ หรือวิหารพระสิงห์ ขนาดกว้าง ๔ วา ยาว ๑๕ วา มีภาพจิตรกรรม ฝาผนังด้านเหนือเป็นฝีมือช่างเชียงใหม่เขียนเรื่องสังข์ทอง ด้านใต้ฝีมือช่างกรุงเทพมหานคร เขียน เรื่องสุวรรณหงส์ กุฎิสงฆ์ จำนวน ๓๒ หลัง มีทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ หอไตรโบราณ กว้าง ๔ วา ๓ ศอก ๔ นิ้ว ยาว ๘ วา ๑๘ นิ้ว เป็นของเก่ามาแต่ โบราณ ศาลาการเปรียญ กว้าง ๒๐ เมตร ยาว ๔๔ เมตร เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กทรงไทย ๖๒ ชั้น หลังคามุงด้วยกระเบื้องเคลือบ ศาลาสมเด็จกิตติโสภณ กว้าง ๔ วา ศอก ยาว ๑๐ วา ศอก มีมุขเด็ดด้านหน้า พื้นปูด้วยกระเบื้องเคลือบ

ศาลาสหัทรงหงส์มหาคุณ กว้าง ๑๓ เมตร ยาว ๓๔ เมตร สูง ๒๒ เมตร ทรงไทยเบ็น คอนกรีตเสริมเหล็ก ๒ ชั้น มุขเด็ดช้อน ๓ ชั้นด้านหน้า อาคารเรียนโรงเรียนปริยัติธรรม กว้าง ๑๒ เมตร ยาว ๓๔ เมตร

เป็นตึกคอนกรีต เสริมเหล็กผสมด้วยไม้เนื้อแข็งมีบันไดขึ้นลง ข้าง อาคารเรียนโรงเรียนธรรมราชศึกษา กว้าง ๑๐ เมตร ยาว ๓๒ เมตร เป็นตึก ๑ ชั้น คอนกรีตเสริมเหล็กและเครื่องไม้เนื้อแข็ง นอกจากนี้ยังมีหอไตรใหม่ วิหารพระนอนและวิหารพระเจ้าทันใจ

การศึกษาและการสาธารณสงเคราะห์ วัดพระสิงห์ ได้เริ่มทำการสอนพระปริยัติธรรมทั้งแผนกนักธรรม และบาลี นับว่าเป็น ศูนย์กลางการศึกษาพระปริยัติธรรมใหญ่ที่สุดในจังหวัดเชียงใหม่ ปัจจุบันมีนักธรรม ๒๗๒ รูป นักเรียนบาลี ๑๑๕ รูป โรงเรียนภาษาไทยวิชาสามัญชื่อ โรงเรียนบรมราชศึกษา เป็นโรงเรียนราษฎร์ของวัด เปิดสอนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นถึงตอนปลาย ปัจจุบันมีนักเรียน ๑,๐๓๐ คน ครู ๔๗ คน โรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ได้เริ่มสอนประจำติดต่อกันมา สำหรับฤดูร้อนยังรับ นักเรียนผู้เยาว์มาบรรพชาเป็นสามเณรให้การอบรมด้วย นอกจากนี้ วัดพระสิงห์ยังเป็นศูนย์กลางจัดอบรมพระธรรมทูต พระธรรมพัฒนาและ พระสังฆาธิการในจังหวัดภาคเหนือ

การบริหารและการปกครอง เนื่องจากวัดพระสิงห์ เป็นวัดที่สำคัญและเก่าแก่ มีความสำคัญเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ และเป็นพระอารามหลวงมาแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ที่ยังคงความเป็นวัดที่สำคัญและมั่นคงอยู่ได้ นานเช่นนี้ก็ด้วยเจ้าอาวาสผู้ปกครองวัดที่ได้ดำเนินการบริหาร และปกครองวัดมาโดยความเป็น ระเบียบเรียบร้อย ยึดมั่นในกฎระเบียบ คำสั่งของทางคณะสงฆ์ และพระธรรมวินัยอย่าง เคร่งครัด ลำดับเจ้าอาวาส นับแต่ประมาณ พ.ศ. ๑๘๘๘ เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบันมีดังนี้ ๑. พระอภัยจุลเถระ ประมาณ พ.ศ. ๑๘๘๘ ๒. พระกัญจนามหาเถระ ประมาณ พ.ศ. ๒๔๐๒ ๓. พระคันธา (ครูบาค้นชา คนภโร) ประมาณ พ.ศ. ๒๔๕๓ ๔. พระศรีวิชัย รักษาการ พ.ศ. ๒๗ ๕. พระแก้ว รักษาการ พ.ศ. ๒๔๗๕ ๖. พระโพธิรังษ์ พ.ศ. ๒๔๘๑ ๗. พระอุบาลีคุณปมาจารย์ (ฟู อตุตสิวเกร) พ.ศ. ๒๕๓ ๘. พระราชสิทธาจารย์ (หนู ถาวโร) เป็นเจ้าอาวาสวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ.

เป็นต้นมา ปัจจุบันมีพระภิกษุจำพรรษา ๔๑ รูป สามเณร ๗๑ รูป