วัดบุปผาราม
สภาพฐานะและที่ตั้งวัด วัดบุปผาราม เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร ตั้งอยู่เลขที่ ๓๖ แขวงวัดกัลยาณ์ เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร อาณาเขตของวัด ทิศเหนือติดกับถนนเทศบาลสาย ๑ ทิศใต้ติดกับคลองวัดบุปผาราม ทิศตะวันออกติดกับตลาดนกกระจอก และทิศตะวันตกติดกับคลองบุปผาราม และถนนเทศบาล สาย ๒ ลักษณะพื้นที่เป็นที่ราบลุ่ม น้ำท่วมถึง ในเขตพุทธาวาสมีการปูพื้นด้วยหินแผ่นที่นำมา จากเมืองจินในสมัยรัชกาลที่ ๓ ส่วนเขตสังฆาวาสลาดพื้นคอนกรีตบางส่วน เพราะพื้นที่ส่วนมาก ปลูกต้นไม้นานาพันธุ์
ความเป็นมา วัดนี้เป็นวัดโบราณมีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี มีชื่อว่า "วัดดอกไม้" และ ต่อมาเป็นวัดร้างจนถึงสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ถึงมีการปฏิสังขรณ์ใหม่โดยท่านผู้หญิงจันทร์ ภรรยาเอกสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประตูวงศ์และบุตรของท่านคือ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ พร้อมด้วยบรรดากุลทายาทได้ร่วมกันปฏิสังขรณ์เป็นลำดับมา บางตำนานกล่าวว่า "วัดดอกไม้เป็นวัดโบราณ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์และเจ้าพระยาทิพากรวงศ์
ช่วยกันสร้างเป็น ๓ ส่วน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานนามใหม่ว่า "วัดบุปผาราม" ต่อมาเจ้าพระยาภาณุวงศ์ได้ปฏิสังขรณ์"
ในระยะนั้นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงตั้งคณะสงฆ์ฝ่ายธรรมยุติกนิกขึ้นและได้ขยายสาขาขึ้นไปยังวัดอื่น วัดบุปผารามเป็นวัดหนึ่งในระยะแรก ที่รับคณะสงฆ์ฝ่ายธรรมยุติกนิกายไว้
สำหรับการประกอบพิธีผูกพัทธสีมานั้น สันนิษฐานว่าคงจะมีในปลายรัชกาลที่ ๓
ทรัพย์สิน
ที่ดินของวัด ที่ตั้งวัดมีเนื้อที่ 8 ไร่ และมีที่ธรณีสงฆ์อีก ๒ แปลง อยู่ที่แขวงวัดกัลยาณ์ เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร โดยแปลงที่ 1 มีเนื้อที่ 4 ไร่ รูการงวา ตามโยคที่ ๒๕๖ เล่ม ตรง หน้า และแปลงที่ ๒ มีเนื้อที่ ๑ ไร่ ๑๕ ตารางวา ตามโฉนดที่ ๓๕๔ เล่ม ๓๖ หน้า ๔๗
เขตวัดและที่ธรณีสงฆ์ มีกำแพงอิฐถือปูนล้อม ๓ ด้าน กำแพงสูง 2.50 เมตร ด้านทิศเหนือและด้านทิศใต้ เป็นด้านยาว ๆ ด้านละ ๑๑๐ เมตร ส่วนกำแพงด้านทิศตะวันออกและด้านตะวันตกเป็นด้านกว้าง ๆ ด้านละ ๘๐ เมตร
ปูชนียวัตถุ และถาวรวัตถุของวัดได้แก่
พระอุโบสถ สร้างขึ้นใหม่หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ โดยพระธรรมวราลังการ ดำเนินการหาทุนการก่อสร้างแทนพระอุโบสถหลังเก่าที่ถูกภัยสงครามโลกครั้งที่สองทำลายไป เมื่อวันที่มิถุนายน ๒๔๘๗ พระอุโบสถหลังนี้มีขนาดยาว ๓๔ เมตร กว้าง ๑๔ เมตร มีลักษณะสวยงามมาก หลวงวิศาลศิลปกรรมเป็นผู้ออกแบบ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จฯ ทรงเป็นประธานในพิธีผูกพัทธสีมา เมื่อวันที่พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๐๗
พระวิหาร มิศิลปะแบบรูปทรงจืนผสมไทย ยาว ๑ เมตร กว้าง ๑๔ เมตร ช่อฟ้าเป็น รูปครุฑ หางหงส์เป็นรูปนาค หน้าบันเป็นลายเครือดอกไม้ มีตราสุริยมณฑล และฝาผนังมีภาพ จิตรกรรมพุทธประวัติและพระเจ้าสับชาติ
ในสงครามโลกครั้งที่ ๒ พระวิหารได้รับความเสียหายจากภัยทางอากาศมาก ทางวัดได้ ๑๐๐,๐๐๐ บาท
ศาลาการเปรียญ หรือศาลาสมเด็จ ยาว ๒๕ เมตร กว้าง ๑๔ เมตร สร้างโดยเจ้าจอมเจียม ในรับกาลที่ รวมทั้งสร้างตึกประยุรวงศ์ เป็นกุฏิ ๒ ชั้น ๑๐ ห้องด้วย นอกจากนี้ยังมีผู้มีจิต ศรัทธาสร้างกุฏิ ตึกบุรานนท์ ๓ ชั้น กุฏิเจ้าอาวาสและกุฏิตึกแบบโบราณอีก ๔ หลัง
วิหารคดของวัดนี้มี ๔ หลัง ชื่อว่าปั้นเพชร มาภัย ศรีจิตร์ และสามัคคีรังสฤษฏ์
พระประธานในพระอุโบสถ เป็นพระพุทธรูปเก่าปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง ๑.๑๕ เมตร สูงถึงยอดพระรัศมี ๑.๗๕ เมตร
พระประธานในพระวิหาร ปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง ๑.๑๒ เมตร สูงถึงยอดพระรัศมี ๑.๕๕ เมตร
พระประธานในศาลาสมเด็จเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย สร้างในสมัยเดียวกับศาลา
การศึกษาและการสาธารณสงเคราะห์
สำนักเรียนของวัดบุปผารามที่จัดขึ้นเพื่อการศึกษาของพระภิกษุสามเณรนั้นจัดมานานแล้ว ปัจจุบันมีโรงเรียนปฏิบัติธรรมสิน สุขะนิธิ เป็นอาคารไม้สัก ชั้น มีจำนวนนักเรียนบาลี x รูป และจำนวนนักธรรมอีก ๒๐ รูป
การบริหารและการปกครอง
ปัจจุบันพระธรรมวราลังการเป็นเจ้าอาวาสได้จัดการปกครองพระภิกษุสงฆ์ และสามเณร วัดบุปผารามมาด้วยความสงบเรียบร้อย ในปี พ.ศ. ๒๕๔ มีจำนวนพระภิกษุจำพรรษา ๒๓ รูป และสามเณร ๐ รูป นอกจากนี้ยังมีชื่ออีก < คน
วัดบุปผาราม เป็นวัดโบราณ ไม่สามารถลำดับเจ้าอาวาสตั้งแต่ต้นได้ เท่าที่พอจะลำดับ เจ้าอาวาสได้ดังนี้
๑. พระอมรโมลี (นพ) ๒. พระวิเชียรมุนี (ภู่) ๓. พระครูธรนันทมุนี (สามบ้าน) ๔. พระธรรมวราลังการ (กล่อม อนุภาโส ป.ธ. ๕) ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๔ เป็นต้นมา ถึงปัจจุบัน ในปลายปี พ.ศ. ๒๕๒๑ พระธรรมวราลังการอาพาธจนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่เจ้าอาวาส ได้ ทางคณะสงฆ์จึงได้ตั้งพระเทพรัตนดิลก (อาคม อุตุตโร ป.ธ. ๗) เป็นผู้รักษาการแทนเจ้า อาวาส ตั้งแต่วันที่ ๓๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๒๓ เป็นต้นมา