การศึกษาและเปรียบเทียบการใช้สารสกัดจากใบหว้า ใบฝรั่ง และใบชมพู่มะเหมี่ยว เพื่อป้องกันการเหม็นหืนในน้ำมันงา

ชื่อนักเรียนผู้จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

พิมพ์ชนก กันใจ, ปพิชญา วงศ์น้อย

อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์

อัธยา​ เกลี้ยกล่อม

โรงเรียนที่กำกับดูแลโครงงานวิทยาศาสตร์

โรงเรียนแม่สะเรียง(บริพัตรศึกษา)

ปีที่จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

พ.ศ. 2564

บทคัดย่อโครงงานวิทยาศาสตร์

น้ำมันงาที่เก็บ ณ อุณหภูมิปกติจะเกิดกลิ่นเหม็นหืน (oxidizing flavor) จากปฏิกิริยาออกซิเดชัน ซึ่งไม่เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคทำให้มีคุณภาพต่ำและสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจ ปัจจุบันมีการใช้สารเคมีสังเคราะห์หลายชนิดเพื่อป้องกันการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน ดังนั้นจึงไม่เหมาะสมกับการผลิตน้ำมันงาในครัวเรือน จากการศึกษาพบว่าพืชหลายชนิดมีสารต้านปฏิกิริยาออกซิเดชัน (antioxidant) หากนำมาใช้กับน้ำมันงาแล้วน่าจะมีความปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าสารเคมี โครงงานนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลของสารสกัดจากใบพืชในวงศ์ชมพู่ จำนวน 3 ชนิด คือ หว้า (Syzygium cumini) ฝรั่ง (Psidium guajava Linn) และชมพู่มะเหมี่ยว (Syzygium malaccense) เพื่อป้องกันการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันของน้ำมันงาที่ผลิตในครัวเรือน โดยใช้น้ำผสมเอทิลแอลกอฮอล์ในอัตราส่วน 50:50 เป็นตัวทำละลาย ประเมินการเกิดออกซิเดชันด้วยการวัดค่าเปอร์ออกไซด์ด้วยวิธี Iodometric titration ผลการทดลองพบว่าน้ำมันงาที่ใส่สารสกัดจากใบฝรั่งในปริมาณ 0.5 กรัม หลังการเก็บ ณ อุณหภูมิปกติเป็นเวลา 5 วัน มีการเกิดออกซิเดชันน้อยที่สุด รองลงมาคือ สารสกัดจากใบหว้า และสารสกัดจากใบชมพู่มะเหมี่ยวตามลำดับ โดยมีค่าเปอร์ออกไซด์ไม่เกิน 10 meq oxygen / kg oi ตามมาตรฐานของ FAO/WHO (Codex)

จากการทดลองสรุปได้ว่า ชนิดของสารสกัดจากใบพืชวงศ์ชมพู่มีผลต่อการป้องกันการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันของน้ำมันงาที่ผลิตในครัวเรือนแตกต่างกัน โดยสารสกัดจากใบฝรั่งป้องกันการออกซิเดชันของน้ำมันงาได้ดีที่สุด