การศึกษาความสามารถในการขึ้นรูปและประสิทธิภาพในการเป็นวัสดุกันกระแทกจากผักตบชวา

ชื่อนักเรียนผู้จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

วรรณลภย์ เพ็งพินิจ, ธัญชนก บัวอุดมเลิศ, สุกัญญา พุทธรักษา

อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์

วาธิณี เมณฑ์กูล, ศิยามล เปียคำ

โรงเรียนที่กำกับดูแลโครงงานวิทยาศาสตร์

โรงเรียนไพศาลีพิทยา

ปีที่จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

พ.ศ. 2566

บทคัดย่อโครงงานวิทยาศาสตร์

ปัจจุบันตลาดการซื้อขายออนไลน์ในประเทศไทย ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ส่งผลให้ธุรกิจด้านการขนส่งพัสดุเติบโตตามควบคู่กันไปด้วย ซึ่งขั้นตอนที่มีความสำคัญที่สุดขั้นตอนหนึ่งในธุรกิจการขนส่งพัสดุ ก็คือขั้นตอนของการขนส่งสินค้า เพื่อให้การขนส่งสินค้าเป็นไปอย่างปลอดภัย ไม่เกิดปัญหาการแตกหักและเกิดความเสียหายกับสินค้า จึงนิยมใช้วัสดุกันกระแทกเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับบรรจุภัณฑ์และสินค้า แต่วัสดุกันกระแทกที่นิยมใช้ในการขนส่งนั้นส่วนใหญ่เป็นวัสดุที่ผลิตจากโฟมพอลีเมอร์ ซึ่งวัสดุกันกระแทกบางประเภทมีกระบวนการผลิตที่อยู่ภายใต้ลิขสิทธิ์ของต่างประเทศ ส่งผลให้มีมูลค่าสูงและมีขั้นตอนการผลิตที่ยุ่งยากเป็นอันตราย และนอกจากนี้วัสดุกันกระแทกประเภทโฟมโฟมพอลีเมอร์ ยังเป็นวัสดุมีย่อยสลายได้ยากและบางชนิดไม่สามารถนำกลับเข้าสู่กระบวนการหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ได้ และหากใช้วิธีการเผาทำลายก็จะก่อให้เกิดมลพิษและเกิดปัญหาทางสิ่งแวดล้อมมากมาย จากปัญหาดังกล่าว ทางคณะผู้จัดทำจึงมีแนวคิดที่จะศึกษาวัสดุกันกระแทกจากผักตบชวา ซึ่งเป็นวัสดุจากธรรมชาติ ที่มีความแข็งแรง ทนทานและสามารถย่อยสลายเองได้ตามธรรมชาติ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและมีประสิทธิภาพเช่นเดียวกับวัสดุกันกระแทกจาก โฟมพอลีเมอร์ โดยการนำผักตบชวาขนาดเล็ก กลางและใหญ่ มาผสมกับตัวประสานที่ต่างกัน คือแป้งเปียกและน้ำเมล็ดแมงลัก ซึ่งจากผลการดำเนินงานพบว่าว่าผักตบชวาขนาดกลางเมื่อผสมกับตัวประสานคือน้ำเมล็ดแมงลักสามารถขึ้นรูปเป็นวัสดุกันกระแทกจากธรรมชาติได้ เนื่องจากในเมล็ดแมงลักมีสารเมือกมิวซิเลจซึ่งเป็นสารที่ให้ความคงตัว จึงเป็น ตัวประสานที่ดี ทำให้สามารถขึ้นรูปวัสดุกันกระแทกได้ และเมื่อนำมาใช้งานในสภาพจริงพบว่าพัสดุไปรษณีย์ที่ใส่แผ่นวัสดุกันกระแทกจากผักตบชวาสามารถลดความเสียหายของวัสดุภายในกล่องไปรษณีย์ได้ดีเพราะสามารถดูดซับพลังงานหรือรับแรงกระแทกได้ และวัสดุกันกระแทกจากธรรมชาตินี้ยังเป็นการนำผักตบชวาเป็นซึ่งวัชพืชที่สร้างปัญหาสิ่งแวดล้อมมาใช้ให้เกิดประโยชน์ และยังช่วยลดปริมาณการใช้วัสดุประเภทโฟมพอลีเมอร์ได้อีกด้วย