ไฮโดรออร์เเกนิกส์: การปลูกผักไฮโดรโพนิกส์ด้วยน้ำหมักชีวภาพจากเเหนเเดง เพื่อทดแทนการใช้สารละลายอนินทรีย์

ชื่อนักเรียนผู้จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

พิทยุตม์ จงสมจิตต์, ณัฐชนน อินทะไชย, อัทรินทร์ แสงแก่

อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์

ธนาศักดิ์ กองโกย

โรงเรียนที่กำกับดูแลโครงงานวิทยาศาสตร์

โรงเรียนนารีรัตน์จังหวัดแพร่

ปีที่จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

พ.ศ. 2564

บทคัดย่อโครงงานวิทยาศาสตร์

การปลูกผักแบบไฮโดรโปนิกส์เป็นที่นิยมในปัจจุบัน แต่ยังมีข้อกังวลว่าอาจพบสารไนเตรทตกค้าง ซึ่งหนึ่งในวิธีการแก้ปัญหาคือ การใช้สารอินทรีย์แทนสารละลายมาตรฐานอนินทรีย์ โดยมีงานวิจัยที่ใช้น้ำหมักชีวภาพจากกากถั่วเหลืองและน้ำหมักชีวภาพจากมูลไส้เดือนร่วมกับสมุนไพรต่างๆในการปลูกแทนสารอนินทรีย์ แต่ยังไม่สามารถทำให้ผลผลิตมีคุณภาพได้เท่ากับการใช้สารอนินทรีย์มาตรฐาน เพราะธาตุอาหารไม่เพียงพอ งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์ที่จะผลิตน้ำหมักชีวภาพที่ให้คุณภาพของผลผลิตของผักกาดหอมทานใบพันธุ์เรดโอ๊คและกรีนโอ๊คใกล้เคียงกับการใช้สารอนินทรีย์มาตรฐาน งานวิจัยนี้เลือกผลิตน้ำหมักชีวภาพจากแหนแดง เนื่องจากมีองค์ประกอบของธาตุไนโตรเจนค่อนข้างสูง ผลที่ได้คือน้ำหมักชีวภาพมีกลิ่นเหม็นเปรี้ยว มีสภาพเป็นกรดสูง เนื่องจากการใส่กากน้ำตาลที่ไม่เพียงพอ จากนั้นนำไปทดลองปลูกกับพืชในอัตราส่วนต่างๆ โดยเลือกอัตราส่วนที่พืชเจริญเติบโตและอยู่รอดได้ดีที่สุด ก็คือ น้ำหมักชีวภาพจากแหนแดงผสมกับสารละลายมาตรฐานอนินทรีย์ในอัตราส่วน 1 : 3 จากนั้นนำอัตราส่วนดังกล่าว (ชุดทดลอง) มาใช้ทดลองปลูกบนรางปลูกผักไฮโดรโพนิกส์ระบบ NFT เพื่อเปรียบเทียบกับการใช้สารละลายมาตรฐานอนินทรีย์ (ชุดเปรียบเทียบ) ผลของผักอายุ 23 วันคือ ทั้งกรีนโอ๊คและเรดโอ๊คมีค่าเฉลี่ยความสูงของพืชในชุดทดลองและชุดเปรียบเทียบไม่แตกต่างกัน (2.95 – 3.53 เซนติเมตร) มีจำนวนใบไม่แตกต่างกัน แต่มีความยาวรากของชุดทดลอง ต่ำกว่าของชุดเปรียบเทียบ ซึ่งอาจเกิดจาก การที่น้ำหมักชีวภาพที่ผลิตขึ้นเกิดกระบวนการหมักที่ไม่สมบูรณ์และรากชของพืชต้องแช่อยู่กับสารละลายโดยตรง จึงส่งผลต่อประสิทธิภาพในการเจริญของรากพืชโดยตรง และทั้งสองชุดการทดลองยังมีคุณภาพผลผลิตต่ำกว่าค่ามาตรฐาน ซึ่งอาจเกิดจาก ตัวแปรอื่นๆที่ส่งผลกระทบต่อผลการทดลอง เช่น สภาพแวดล้อม อุณหภูมิ ปริมาณแสงแดด เป็นต้น จึงสรุปได้ว่าน้ำหมักชีวภาพจากแหนแดงผสมกับสารละลายมาตรฐานอนินทรีย์ อัตราส่วน 1 : 3 มีศักยภาพที่ใช้ทดแทนการใช้สารละลายมาตรฐานอนินทรีย์เพียงอย่างเดียวได้ โดยหากมีระยะเวลาปลูกที่ยาวนานขึ้น และควบคุมสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ระหว่างผลิตน้ำหมักและระหว่างปลูก จะช่วยทำให้เห็นแนวโน้มคุณภาพผลผลิตที่ชัดเจนขึ้น