ศึกษากลไกการป้องกันตัวในฤดูแล้งของปลา และพัฒนานวัตกรรมดูแลท่อนพันธุ์พืชในสภาวะขาดน้ำ เนื่องจากฝนทิ้งช่วง

ชื่อนักเรียนผู้จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

ซาย นน เลิน, พิชชาพร การขยัน, เอกฉัตร ตันเฮง

อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์

สาธิกา โกติรัมย์, พัชรินทร์ เทียมสุวรรณ

โรงเรียนที่กำกับดูแลโครงงานวิทยาศาสตร์

โรงเรียนพนมสารคาม "พนมอดุลวิทยา"

ปีที่จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

พ.ศ. 2566

บทคัดย่อโครงงานวิทยาศาสตร์

ในการศึกษากลไกการป้องกันตัวในฤดูแล้งของปลา และพัฒนานวัตกรรมดูแลท่อนพันธุ์พืชในสภาวะขาดน้ำ เนื่องจากฝนทิ้งช่วง เพื่อแก้ปัญหาการปลูกท่อนพันธุ์พืชในสภาวะแห้งแล้งของเกษตรกร

จากแรงบันดาลใจที่ผู้จัดทำได้ศึกษากลไกการป้องกันตัวในช่วงแล้งของปลาชนิดต่าง ๆ และสนใจกลไกการสร้างถุงหุ้มตัวปลาขณะจำศีลของปลาปอด ที่จะปล่อยเมือกปริมาณมากมาปกคลุมตัวเอง เมื่อเมือกผสมกับดินโคลนโดยรอบ จึงเกิดการขึ้นรูปเป็นถุงหุ้ม หรือโคคูน (Cocoon) ที่มีคุณสมบัติในการกักเก็บความชื้น และป้องกันเชื้อแบคทีเรียให้ปลาปอด จึงมีแนวคิดในการเลียนแบบ (Biomimetic) กลไกการสร้างถุงหุ้มตัวปลาขณะจำศีลของปลาปอด สำหรับพัฒนาเป็นนวัตกรรมดูแลท่อนพันธุ์พืชในสภาวะขาดน้ำ เนื่องจากฝนทิ้งช่วง โดยเริ่มเปรียบเทียบอัตราส่วนระหว่าง ดินเหนียว และเมือกปลา (1:1 2:1 และ 3:1)

เพิ่มประสิทธิภาพโดยการชุบน้ำยางพารา และเปรียบเทียบปริมาณมูลโค (10 15 และ 20 กรัม) พบว่า ส่วนผสมวัสดุเคลือบระหว่างดินเหนียว และ เมือกปลา อัตราส่วน 2:1 ชุบด้วยน้ำยางพาราข้น เติมมูลโคปริมาณ 10 กรัม/ส่วนผสม 150 กรัม สามารถกักเก็บความชื้นให้กับดินคงเหลือ 10.79±1.17% ขณะที่กลุ่มทดลองอื่นไม่เหลือความชื้นเลย และมีระยะเวลาการรอดชีวิตเพิ่มขึ้น คิดเป็น 1.83 เท่า ซึ่งมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับความเชื่อมั่น 95% เมื่อเทียบ กับกลุ่มควบคุม ในส่วนของการกำจัดเพลี้ยแป้ง ได้เปรียบเทียบชนิดของใบพืช (ใบพริก ใบสะเดา และใบ น้อยหน่า) และความเข้มข้น (30 40 และ50%v/v) ของน้ำหมักสมุนไพร พบว่า น้ำหมักจำกใบพริกความเข้มข้น 50% v/v สามารถกำจัดเพลี้ยแป้งได้ 96±5.48% ซึ่งมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับความเชื่อมั่น 95% เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม และยังมีคุณสมบัติในการเร่งรากให้กับพืชส่งผลต่อระยะเวลาการรอดชีวิตที่เพิ่มขึ้นถึง 2.37 เท่า เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม ดังนั้นวิธีการแก้ปัญหาข้างต้น เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเพื่อแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรในการปลูกพืชในภัยแล้งและยังเป็นการนำวัสดุจากธรรมชาติมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด