การศึกษากระบวนการยับยั้งวิถีไกลโคไลซิสโดยใช้ phosphoenolpyruvate เพื่อยืดระยะเวลาการเก็บกลูโคสในหลอดเลือดฝาสีเขียว

ชื่อนักเรียนผู้จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

จิรนันท์ อภิกุศโลปกรณ์, ดนัยพร สุขตารมย์

อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์

ศุภลักษณ์ ห้วยหงษ์ทอง, ธารารัตน์ ขาวเขียว

โรงเรียนที่กำกับดูแลโครงงานวิทยาศาสตร์

โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ปทุมธานี

ปีที่จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

พ.ศ. 2562

บทคัดย่อโครงงานวิทยาศาสตร์

กลูโคสภายในหลอดเลือดฝาสีเขียวควรตรวจวิเคราะห์ภายในระยะเวลาที่กำหนด เนื่องจากหลอดเลือดฝาสีเขียวมีสารลิเทียมเฮปารินซึ่งมีคุณสมบัติในการยับยั้งการทำงาน thrombinIII หรือ anti-thrombinIII แต่มาตราฐานในการตรวจวัดน้ำตาลกลูโคสภายในหลอดเลือดฝาสีเขียวตามมาตราฐานสากล CLSI จำเป็นต้องตรวจวิเคราะห์ภายในระยะเวลา 2 ชั่วโมง เพื่อยับยั้งการเกิดวิถีไกลโคไลซิส(Glycolysis pathway) ซึ่ง Phosphoenolpyruvate (PEP) เป็นสารที่จะแข่งขันกับ Glucokinase ปฎิกิริยาแรกเป็นผลให้ไม่สามารถเกิดสารที่จะเป็นสารตั้งต้นในวิถีไกลโคไลซิสต่อไป ดังนั้นผู้จัดทำจึงต้องการทำศึกษากระบวนการยับยั้งวิถีไกลโคไลซิสโดยใช้PEPเพื่อยืดระยะเวลาการเก็บกลูโคสในหลอดเลือดฝาสีเขียว โดยการศึกษาความสามารถและอัตราส่วนที่เหมาะสมในการแข่งขันกับ Glucokinase ในวิถีไกลโคไลซิสโดยใช้ PEP ซึ่งผู้ทำการวิจัยได้กำหนดความเข้มของ PEP ให้แตกต่างกัน ดังนี้คือความเข้มข้นที่ 0.1 , 0.3 , 0.5 , 0.7 และ 0.9 mmol/dm3 ใส่ในหลอดเลือดฝาสีเขียว หลอดที่ 1-5 ตามลำดับ และหลอดที่ 6 จะใส่ลิเทียมเฮปาริน เพียงอย่างเดียว เนื่องจากผู้ทำการวิจัยกำหนดให้เป็นตัวแปรควบคุมตัวที่1 จากนั้นนำหลอดเลือดฝาสีเขียวทั้ง 6 หลอดเก็บในอุณหภูมิ 20-25 องศาเซลเซียสใส่ลงในเครื่องปั่นเหวี่ยง4000รอบ/นาที เป็นเวลา 4 นาที บันทึกผลการทดลองโดยวัดระดับน้ำตาลกลูโคสของหลอดเลือดฝาสีเขียวทั้ง 6 หลอดใน 4 ช่วงเวลาได้แก่ ในทันที,30นาที,1ชั่วโมง และ2ชั่วโมง โดย Fully Automate Chemistry ทำการทดลอง 3 ครั้ง ตามคัดเลือกเลือดกลุ่มตัวอย่างจากโรงพยาบาลศิริราช โดยเลือกผู้ป่วย 3 ลักษณะในการทำการทดลอง ได้แก่ ผู้ป่วยปกติ,ผู้ป่วยเป็นเบาหวาน และผู้ป่วยที่กำลังรักษาโรคเบาหวาน จากนั้นวิเคราะห์ข้อมูลและแสดงผลการวิเคราะห์โดยใช้หลักการ Fully Automate Chemistry และ Dixon plots