การเตรียมสารสกัดจากมะเขือเทศในรูปแบบนาโนอิมัลชันจากสารลดแรงตึงผิวชนิดต่างๆ เพื่อประยุกต์ใช้ในเวชสำอางที่ช่วยรักษาผิว

ชื่อนักเรียนผู้จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

กฤตพร ชัยชุมพร, สิริกร ศรีบรรเทา

อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์

จารุวรรณ จงทอง

โรงเรียนที่กำกับดูแลโครงงานวิทยาศาสตร์

โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย พิษณุโลก

ปีที่จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

พ.ศ. 2564

บทคัดย่อโครงงานวิทยาศาสตร์

มะเขือเทศเป็นพืชที่อุดมไปโภชนาการ หนึ่งในสารสำคัญที่พบมากคือสารไลโคปีน ที่มีส่วนช่วยในการต้านอนุมูลอิสระและชะลอการเสื่อมของผิว งานวิจัยนี้จึงมีจุดประสงค์ในการศึกษาปริมาณสารสกัดไลโคปีนจากมะเขือเทศ ศึกษาอัตราส่วนที่เหมาะสมและประสิทธิภาพของนาโนอิมัลชันที่ผลิตจากสารลดแรงตึงผิวชนิดต่างๆ ผลการศึกษา พบว่า การสกัดสารไลโคปีนจากมะเขือเทศด้วยสารละลายที่ผสมด้วยสารละลายอะชีโตนที่มี BHT 0.05% (w/v) : เอทานอล : เฮกเซน (1:1:2) ได้ค่าความเข้มข้นของสารสกัดไลโคปีนจากมะเขือเทศเท่ากับ 1.485 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตรโดยมีค่า R-square อยู่ที่ 0.995 และในสารสกัดหยาบ 6 กรัมจะพบปริมาณของ สารไลโคปีนเท่ากับ 1.485 % w/w สารลดแรงตึงผิวชนิด Tween 20 และ Tween 80 มีความเหมาะสมที่จะใช้ในผลิตนาโนอิมัลชันเนื่องจากสามารถทำให้น้ำกับสารไลโคปีนรวมเป็นเนื้อเดียวกันได้ และยังสามารถกรองผ่าน Syringe filter pore size 220 นาโนเมตรได้ทั้งหมด โดยนาโนอิมัลชันที่ผลิตด้วย Tween 20 อัตราส่วน 1:1 1:2 และ 1:3 มีค่าความหนืดอยู่ที่ 1,150 1,120 และ 1,270 และมี pH เท่ากับ 6.93 7.13และ 6.65 ตามลำดับซึ่งน้อยกว่า Tween 80 ที่มีค่าความหนืดอยู่ที่ 1,690 1,700 และ 1,900 และมี pH 7.34 7.60 และ 7.55 ตามลำดับ เมื่อเทียบในอัตราส่วนที่เท่ากัน ซึ่งจากผลการศึกษาทำให้สามารถสรุปได้ว่า ชนิดของสารลดแรงตึงผิวและอัตราส่วนมีผลต่อประสิทธิภาพของนาโนอิมัลชันสารสกัดไลโคปีนจากมะเขือเทศที่แตกต่างกัน จากการศึกษานี้สามารถเป็นแนวทางในการศึกษาเกี่ยวกับสารสกัดจากมะเขือเทศเพื่อพัฒนาในรูปแบบอื่นในเชิงพาณิชย์ได้และเป็นแนวทางการศึกษาพัฒนาสารนาโนอิมัลชันจากสารสกัดไลโคปีนจากมะเขือเทศเพื่อประยุกต์ ใช้ในเวชสำอางหรืออุตสาหกรรมอื่นๆ