เอทานอลและปุ๋ย EM จากเส้นผมขนุน

ชื่อนักเรียนผู้จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

พิชชาพร เรืองนุ้ย, ปรีชญา ช่วยประสม, วิสสุตา ป้อมกระสันต์

อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์

มนทิชา บัววรรณ, ยศวดี ศศิธร

โรงเรียนที่กำกับดูแลโครงงานวิทยาศาสตร์

โรงเรียนมหาวชิราวุธ จังหวัดสงขลา ในพระอุปถัมภ์ฯ

ปีที่จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

พ.ศ. 2561

บทคัดย่อโครงงานวิทยาศาสตร์

บทคัดย่อ

โครงงานวิทยาศาสตร์ เรื่อง เอทานอล และปุ๋ย EMจากเส้นผมขนุน มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระยะเวลาที่เหมาะสม เพื่อศึกษาอัตราส่วนที่เหมาะสม เพื่อศึกษาปริมาณยีสต์ที่เหมาะสมในการหมักเส้นผมขนุนต่อน้ำที่จะนำมากลั่นเป็นเอทานอลให้ได้ปริมาณมากที่สุด เพื่อศึกษาการนำเอทานอลที่กลั่นได้มาใช้ประโยชน์ เพื่อศึกษาลักษณะปุ๋ย EM (Effective Microorganisms) จากกากเส้นผมขนุนเปรียบเทียบกับปุ๋ย EM ที่ทำจากผลไม้ชนิดอื่น เพื่อนำปุ๋ย EM จากกากเส้นผมขนุนไปฉีดพ่นกล้าไม้เปรียบเทียบกับปุ๋ย EM จากผลไม้อื่น

ผลการศึกษาพบว่าระยะเวลาที่เหมาะสมในการหมักเส้นผมขนุนคือ 4 วัน อัตราส่วนที่เหมาะสมระหว่างเส้นผมขนุนต่อน้ำคือ 800:200 ปริมาณยีสต์ที่เหมาะสมคือ 0.4g/ชุด เมื่อนำไปกลั่นลำดับส่วนโดยควบคุมอุณหภูมิการกลั่นที่ 78 องศาเซลเซียส จะได้ปริมาณเอทานอลมากที่สุด 36.83 cm3 วัดความเข้มข้นด้วยแอลกอฮอล์มิเตอร์ได้ 82% เอทานอลที่ได้นำมาใส่ในตะเกียงจุดไฟติดให้เปลวไฟสีส้ม ทดลองต้มน้ำ 100 cm3 เดือดภายในเวลา 5 นาที และเป็นตัวทำละลายที่ดีมากเมื่อทดลองสกัดสีจากดอกอัญชัน สกัดสารจากยาเส้น ใบสะเดา และตะไคร้หอม

เมื่อนำกากเส้นผมขนุนส่วนที่เหลือจากการกลั่นเอทานอล นำมาหมักผสมเข้ากับ เชื้อจุลินทรีย์ EM กากน้ำตาล และน้ำสะอาดเป็นเวลา 14 วัน ของเหลวที่ได้จากการหมักจะมีสีน้ำตาลเข้มอมดำ ขุ่น และกลิ่นเหม็นฉุนเล็กน้อย ซึ่งของเหลวที่ได้จะมีลักษณะทั่วไปที่ใกล้เคียงกับ ปุ๋ย EM จากมะละกอ และปุ๋ย EM จากฟักทอง เมื่อนำไปผสมน้ำในอัตราส่วนที่พอเหมาะ ฉีดพ่นต้นกล้าไม้ พบว่า การเจริญเติบโตของต้นกล้าเจริญเติบโต มีคุณภาพเทียบเคียงกับต้นกล้าที่รดด้วยปุ๋ย EM จากมะละกอ และฟักทอง

ประโยชน์ที่ได้รับ สามารถแปรรูปเส้นผมขนุน ซึ่งเป็นส่วนที่ไม่มีประโยชน์ถูกทิ้งให้เป็นขยะ เป็นเอทานอลที่มีราคาแพง ใช้ใส่ตะเกียง ในห้องปฏิบัติการทดลอง ใช้ฆ่าเชื้อโรค และใช้เป็นตัวทำละลายสกัดสารต่างๆเพื่อผลิตสารฆ่าแมลงใช้เอง อีกทั้งสามารถนำมาผลิตเป็นปุ๋ย EM เร่งการเจริญเติบโตของกล้าไม้เป็นการช่วยลดต้นทุนจากการซื้อปุ๋ยเคมีทางการเกษตร