การศึกษาปัจจัยที่สามารถกระตุ้นการสร้างเมือกของหอยนวลเพื่อการนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์

ชื่อนักเรียนผู้จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

ชญาดา กาทำมา, ศุภิสรา สุจริต

อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์

ณัฐภัสสร เหล่าเนตร์

โรงเรียนที่กำกับดูแลโครงงานวิทยาศาสตร์

โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย พิษณุโลก

ปีที่จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

พ.ศ. 2562

บทคัดย่อโครงงานวิทยาศาสตร์

เมือกหอยทากคือ สารคัดหลั่งของหอยทากที่ผลิตมาเพื่อประโยชน์ สำหรับการปกป้องผิวของหอยทากขณะที่เคลื่อนที่ หอยทากจะปล่อยเมือกออกมาเสมือนมีพรมขณะเคลื่อนที่ ที่สำคัญเมือกที่ผลิตออกมายังช่วยสมานแผลบนเนื้อเยื่อของมันเองที่เกิดจากการขูดขีดเสียดสีกับพื้นผิวขรุขระ ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อเปลือกของหอยทาก ได้รับความเสียหายแตกออก หอยจะใช้น้ำเมือกในส่วนของแมนเทิล (Mantle) ที่อยู่ในชั้นถัดจากฝากระดองหอย ซึ่งถือเป็นเมือกหอยทากส่วนที่ดีที่สุดมาช่วยซ่อมแซมและสร้างเปลือกใหม่ให้ตัวเอง และในปัจจุบันได้มีการนำเมือกหอยทากมาใช้ประโยชน์ทางด้านเวชสำอางอย่างแพร่หลาย เนื่องจากสารสกัดในเมือกหอยทากมีสารสกัดสำคัญ เช่น สารอัลลันโทอิน (Allantoin)เป็นสารต้านการอักเสบของผิว ฟื้นฟูเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพ และเร่งในการผลิตเซลล์ใหม่,กรดไฮยาลูโรนิก มีคุณสมบัติในการดูดน้ำและช่วยพยุงเนื้อเยื่อให้แข็งแรง ,กรดไกลโคลิก และเปปไทด์ที่ช่วยออกฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา (สมศักดิ์ ปัญหา และคณะ.2556) ซึ่งสารเหล่านี้มีคุณสมบัติที่มีประโยชน์ต่อการบำรุงผิว โดยผู้จัดทำได้สนใจหอยนวล(Hemiplecta Distincta) ซึ่งเป็นหอยทากสายพันธุ์ไทย เป็นหอยทากบก มีเปลือกสีน้ำตาลเข้มที่มีรอยขดรอบจนเป็นทรงครึ่งวงกลม และเนื่องจากการที่มันเป็นหอยทากพันธุ์ไทย ทำให้เมือกที่ผลิตออกมาเหมาะกับสภาพผิวของคนไทย และคนเอเชียมาก นอกจากนั้นแล้วปริมาณเมือกของหอยนวล มีปริมาณเมือกที่มากเมื่อนำไปเทียบกับหอยทากพันธุ์อื่นๆ โดยที่หอยนวล1ตัว เก็บเมือกได้1มิลลิลิตร โดยที่เมือก1ลิตรสามารถขายได้ประมาณ 15,000 บาท

จากคุณสมบัติของเมือกหอยทาก ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ทางด้านเวชสำอางและได้มีการนำไปใช้ทางการแพทย์ได้ ทำให้ผู้จัดทำจึงมีแนวคิดในการที่จะนำหอยทากนวลซึ่งเป็นหอยทากสายพันธุ์ไทย ที่มีเมือกเหมาะกับสภาพผิวของคนเอเชียมากที่สุด มาทดสอบกับปัจจัยต่างๆ เพื่อหาปัจจัยนั้นๆที่เหมาะสมต่อการสร้างเมือกของหอยนวลมากที่สุด เพื่อที่จะได้เมือกหอยทากในปริมาณที่มากที่สุดต่อการเก็บในหนึ่งครั้ง ทำให้สามารถได้ปริมาณเมือกในการผลิตเพื่อที่จะนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ได้มากโดยไม่ต้องเสียเวลาเก็บหลายครั้ง