๑๒.๑ บทสรุป

เศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาชี้ถึงแนวการดำรงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนทุกระดับ ตั้งแต่ครอบครัว ชุมชน จนถึงรัฐทั้งในการพัฒนาและการบริหารประเทศ ให้ดำเนินไปในทางสายกลางโดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์ ความพอเพียงหมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควรต่อการมีผลกระทบใดๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายใน ทั้งนี้ จะต้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวังอย่างยิ่งในการนำวิชาการต่างๆ มาใช้ในการวางแผน และการดำเนินงานทุกขั้นตอน ในขณะเดียวกันจะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักทฤษฎีและนักธุรกิจในทุกระดับ ให้มีสำนึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์ สุจริตและมีความรอบรู้ที่เหมาะสม ดำเนินชีวิตด้วยความอดทน มีความเพียร มีสติปัญญา และความรอบคอบ เพื่อให้เกิดความสมดุลและพร้อมต่อการรองรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง ทั้งด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี

ด้วยเหตุนี้ การเกิดขึ้นของกระแสการพัฒนาที่นำไปสู่เศรษฐกิจพอเพียงนั้น จึงเป็นปรากฏการณ์สำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่าสังคมไทยได้เข้าสู่จุดเปลี่ยนผ่านสำคัญ ซึ่งจะมีผลเชื่อมโยงถึงการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์และแนวทางการพัฒนาทั้งหมด อันจะเป็นความหวังใหม่ในการคืนอำนาจให้แก่สังคมไทย ที่จะเลือกทิศทางและวิถีการพัฒนาของตนเองได้อย่างมีอิสระและมีศักดิ์ศรี อย่างไรก็ตาม สภาพของโลกยุคโลกาภิวัตน์และระบบการค้าเสรีที่แวดล้อมสังคมและชนบทไทยอยู่นั้นเป็นเงื่อนไขสำคัญที่มิอาจละเลยได้ ด้วยเหตุนี้ เศรษฐกิจพอเพียงในปัจจุบันจึงคงมิใช่การหันกลับไปมีชีวิตความเป็นอยู่แบบดั้งเดิมในลักษณะของเศรษฐกิจแบบยังชีพ (Subsistence economy) หากต้องเป็นเศรษฐกิจพอเพียงที่สามารถยืดหยุ่นและปรับตัวได้อย่างเหมาะสมสอดคล้องโดยมี "อำนาจการต่อรองอย่างเสมอภาค" กับสภาพโลกาภิวัตน์ที่แวดล้อมอยู่ไปพร้อม ๆ กัน