ปีใหม่

ปีใหม่ เป็นเรื่องของวันเดือนหมุนเวียนมาบรรจบครบรอบ ๓๖๕ วัน หรือ ๑๒ เดือน เราสมมติกันว่าปีหนึ่งหมดไป ขึ้นวันเดือนใหม่ของอีกปี หนึ่ง เราก็เรียกกันว่าปีใหม่แล้วเปลี่ยนนักษัตรประจำปีใหม่ เป็นชวดหรือ เราแก่ไปอีกปีหนึ่งแล้ว ยังทำให้เรานึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากัน อีกครั้งหนึ่งว่า กาลตั้งแต่พระองค์ดับขันธ์ปรินิพพานมาได้ล่วงไปอีกปีหนึ่ง แล้วทำพระพุทธคุณนั้นให้เป็นอารมณ์ ความจริงสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้พระองค์นิพพานไปนานแล้ว เรายังไม่วายที่จะนึกถึงท่าน เพื่อ ให้การรำลึกถึงท่านติดต่ออยู่กับใจเราเสมอ จึงได้จัดปีตั้งแต่พระองค์นิพพาน เป็นพุทธศักราชหรือ พ.ศ. ขึ้น ดังที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้ ที่ต้องนึกถึงท่านเสมอ ก็เพราะท่านทำดีไว้มากมาย ธรรมอันเป็นมรดกที่ท่านมอบไว้แก่เรา ก็เหมาะ แก่กาลสมัยไม่เก่าอยู่จนบัดนี้ ใครปฏิบัติตามก็ได้รับผลดีตอบ ใครไม่ปฏิบัติ ตามก็ได้รับผลตรงกันข้าม ดังนี้ เป็นความจริงที่เห็น ๆ กันอยู่ เรื่องของ ปีใหม่ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับพระพุทธองค์ด้วยดังกล่าวแล้ว

เรื่องปีใหม่นี้เราได้เปลี่ยนกันมาหลายครั้ง ครั้งแรกเราถือวันแรม ๑ ค่ำ เดือนอ้ายเป็นวันขึ้นปีใหม่ ตามคติทางพระพุทธศาสนา ซึ่งถือฤดูเข้าพรรษา เป็นการเริ่มต้นปี ต่อมาถือวันขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๕ เป็นวันขึ้นปีใหม่ตามคติ พราหมณ์ ภายหลังถือวันที่ ๑ เมษายน เป็นวันขึ้นปีใหม่ เริ่มใช้ตั้งแต่ พุทธศักราช ๒๔๓๒ ทั้งนี้เพราะทางราชการนิยมใช้สุริยคติ ในบัดนี้เราถือ วันที่ ๑ มกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่ตามสากลที่ประเทศทั้งหลายใช้อยู่ในบัด นี้ ได้เริ่มใช้ตั้งแต่พุทธศักราช ๒๔๘๓ เป็นต้นมาตามประกาศดังต่อไปนี้,-

ประกาศ

ให้ใช้วันที่ ๑ มกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่

ในพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล

คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

(ตามประกาศประธานสภาผู้แทนราษฎร ลงวันที่ ๔ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๘๓)

อาทิตย์ทิพอาภา

พล.อ. พิชเยนทรโยธิน

โดยที่จารีตประเพณีของไทยแต่โบราณมา ได้ถือวันแรม ๑ ค่ำ เดือน อ้ายเป็นวันขึ้นปีใหม่ เป็นการสอดคล้องกับคติแห่งพระพุทธศาสนา ซึ่ง ถือฤดูเหมันต์เป็นการเริ่มต้นปี ต่อมาจารีตอันนี้ ได้เปลี่ยนแปลงไปตามคติ พราหมณ์ ซึ่งใช้วันขึ้น ๑ ค่ำ เดือนห้า เป็นวันขึ้นปีใหม่ ครั้นภายหลังเมื่อ ทางราชการนิยมใช้สุริยคติ จึงได้ถือวันที่ ๑ เมษายน เป็นวันขึ้นต้นปีมาตั้ง แต่พุทธศักราช ๒๔๓๒

แต่ในนานาอารยประเทศทั้งปวง ตลอดถึงประเทศใหญ่ ๆ ทางปลาย บุรพทิศนี้ ได้นิยมใช้วันที่ ๑ มกราคม เป็นวันขึ้นต้นปี การนิยมใช้วันที่ ๑ มกราคมนี้มิ ได้เกี่ยวข้องกับลัทธิศาสนา จารีตประเพณี หรือการเมืองของ ชาติใดประเทศใด แต่เป็นการคำนวณโดยวิทยาการทางดาราศาสตร์ และ นิยมใช้กันมาเป็นเวลากว่าสองพันปี เมื่อประเทศไทยได้นิยมถือสุริยคติตาม อย่างนานาประเทศแล้ว ก็เป็นการสมควรอย่างยิ่งที่จะใช้วันที่ ๑ มกราคม เป็นวันขึ้นต้นปีเหมือนอย่างประเทศทั้งหลาย เพราะวันที่ ๑ มกราคม ก็ใกล้ เคียงกับวันแรม ๑ ค่ำของไทย และเป็นการใช้ฤดูหนาวเริ่มต้นปี การใช้วัน ที่ ๑ มกราคมเป็นวันขึ้นปีใหม่ จะเป็นการสอดคล้องต้องตามจารีตประเพณี โบราณของไทย ต้องตามคติแห่งบวรพุทธศาสนา และได้ระดับกับนานา อารยประเทศทั้งมวล

อนึ่ง ได้มีพระบรมราชโองการ ให้ตราพระราชบัญญัติประดิทิน พุทธศักราช ๒๔๘๓ โดยคำแนะนำและยินยอมของสภาผู้แทนราษฎรและได้ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตั้งแต่วันที่ ๑๗ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๘๓ และพระราชบัญญัตินั้นก็เป็นอันใช้ ได้ ตั้งแต่วันที่ ๑๗ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๘๓ เป็นอันว่าทางรัฐนั้นได้ใช้วันที่ ๑ มกราคม เป็นวันเริ่มปีใหม่แล้ว

จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้พระบรมวงศานุวงศ์ คณะสงฆ์ และอาณาประชาราษฎร์ทั้งมวล นิยมถือวันที่ ๑ มกราคมเป็นวันขึ้นปีใหม่ ให้ถือเป็นจารีตประเพณีของชาติตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปและขอให้ปี ใหม่อันเริ่ม ขึ้นในวันที่ ๑ มกราคม พุทธศักราช ๒๔๘๔ นี้ จงเป็นวันรุ่งอรุณแห่งชีวิต ให้ชาติไทยได้รับความเจริญและก้าวหน้าขึ้นสู่ความรุ่งโรจน์ใหญ่หลวง ให้ อาณาประชาราษฎร์ทั้งปวงได้รับความร่มเย็นเป็นสุขทั่วกัน เทอญ

ประกาศมา ณ วันที่ ๒ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๘๓ เป็นปีที่ ๗ ในรัชกาลปัจจุบัน

อนึ่ง ในอภิลักขิตสมัยขึ้นปีใหม่ ทางราชการเคยจัดให้มีการทำบุญ ใส่บาตร และอังคาสพระที่ท้องสนามหลวงในกรุงเทพฯ โดยนิมนต์ภิกษุ สามเณรจากวัดต่าง ๆ มารับและฉัน ส่วนชาวบ้านก็จัดอาหารคาวหวานไป ใส่บาตรเป็นการเอิกเกริกสนุกสนานน่าเลื่อมใสยิ่งนัก ต่อมากระทรวงทบวง- กรมต่าง ๆ ได้จัดสำรับคาวหวานไปอังคาสพระสงฆ์ ณ ระเบียงพระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดารามโดยรอบ กับทั้งได้จัดให้มีมหรสพฉลองวันปีใหม่ ใน วันที่ ๓๑ ธันวาคม และวันที่ ๑ มกราคม อนึ่งวันที่ ๓๑ ธันวาคม ได้นิมนต์ พระสงฆ์สวดมนต์ ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย จำนวนพระสงฆ์ที่สวดนั้น เท่าพระบรมอัฐิและพระอัฐิ วันที่ ๑ มกราคม พระสงฆ์ฉันแล้วสดับปกรณ์ วันที่ ๒ มกราคม สดับปกรณ์พระบรมอัฐิกรมพระราชวังบวร อนึ่ง ในวันที่ ๓๑ ธันวาคม และวันที่ ๑ มกราคมนั้น พระมหากษัตริย์ ได้ทรงบาตรพระ สงฆ์วันละ ๑๕๐ รูป ที่ประตูฉนวนวัดพระศรีรัตนศาสดาราม

การทำบุญใส่บาตรเนื่องในวันขึ้นปีใหม่นี้ เท่ากับเป็นการฉลองอายุที่ กันก็ให้พรกัน คำให้ศีลให้พรก็มีข้อความอยู่ว่า "ขอให้มีความสุขสบายตลอด ปีใหม่ เป็นพื้น ยิ่งกว่านั้น ยังมีการให้ของขวัญปีใหม่กันอีกด้วย

เมื่อมีปีใหม่ก็ต้องมีปีเก่า อันที่จริงปีจะเก่าหรือจะใหม่ก็วันหนึ่งคืนหนึ่งนั้นเอง แต่เรามากำหนดกันเอาว่า เท่านั้นวันเป็นเดือน เท่านั้นเดือนเป็นปี เพื่อสะดวกในการกำหนดวันเวลา ถ้าเราจะนึกเพียงปีเก่าไป ปีใหม่มาเท่านั้น ก็ไม่เห็นเป็นความสำคัญอะไร สำหรับปีเก่าปีใหม่ และจะต้องมีเก่า ๆ ใหม่ ๆ กันอยู่เรื่อยไป ดูไม่เป็นของประหลาดอะไร ความจริงเวลาที่ล่วงไปนั้นเป็นสำคัญ สำหรับเวลาที่จะมาถึง เพราะเป็นทางให้ตรวจดูตัวเราว่า เวลาที่ล่วงไปนั้น เราทำอะไรไปบ้าง ดีอย่างไร ชั่วอย่างไร จะได้รู้กัน เช่นเดียวกับการงบบัญชีประจำเดือนหรือประจำปี จะได้รู้ว่า ที่แล้วมาขาดทุนหรือกำไรเท่าไร รายรับรายจ่ายพอดีกันหรือไม่ ถ้ารายจ่ายมาก ก็จะได้หาทางตัดลงไป ถ้ารายได้มาก ก็จะขยายกิจการให้กว้างขวางต่อไป ดังนี้เป็นต้นฉันใด อันเวลาที่ล่วงไปสำหรับชีวิตของแต่ละคนก็เป็นฉันนั้น ถ้าเราคอยตรวจดูชีวิตที่ผ่านพ้นไปวันหนึ่ง เดือนหนึ่ง ปีหนึ่ง ว่าทำอะไรลงไปบ้าง วันที่แล้ว เดือนที่แล้ว ปีที่แล้ว เราได้ทำคุณงามความดีอะไรอันเป็นประโยชน์แก่ตน แก่หมู่คณะ แก่ประเทศชาติไว้บ้าง หากได้ทำไว้ก็จะเกิดปลื้มปิติโสมนัส เพิ่มพูนกำลังใจให้ทำดียิ่ง ๆ ขึ้นในโอกาสต่อไป เท่ากับได้กำไรงาม ๆ แล้ว หรือว่าที่แล้วมาเราได้ฉกชิงวิ่งราว ยักยอก ฉ้อโกง รับสินบนเขามาเท่าไร ทำชั่วอื่นใดไว้บ้าง ทำให้เพื่อนมนุษย์เดือดร้อนไว้อย่างไร ถ้าทำไว้ หากใจไม่ด้านพอก็อาจงดได้ ในกาลต่อไป เพราะการทำเช่นนั้น เท่ากับงบบัญชีขาดทุนไปแล้ว ต้องตัดรายจ่ายลง ทำ วัน เดือน ปีที่จะมาถึงใหม่ ให้เกิดประโยชน์ขึ้น

ปีใหม่นอกจากจะทำให้ชีวิตของเราเพิ่มอายุขึ้นใหม่อีกหนึ่งปี ก็น่าจะให้มีอะไร ๆ ใหม่ ๆ เกิดขึ้นในจิตใจบ้างโดยเฉพาะผู้ที่มีใจเสีย ใจทราม ควรปรับปรุงตัวเองให้หมดจากความชั่วร้ายทำชีวิตให้เป็นของใหม่ขึ้น ถ้าปล่อยให้จิตใจชั่ว ความชั่วร้ายอันนั้นก็จะประหัตประหารตนเองให้พินาศไป เหมือนสนิมเหล็กที่กัดเนื้อเหล็กให้กร่อนไปฉะนั้น

ปีเก่ากอบโทษไว้ เพียงไร
ปีเปลี่ยนเล่ห์เปลี่ยนใจ จากร้าย
ปีเก่าโทษเก่าไฉน จักกลับมีเฮย
ปีใหม่ใจใหม่ย้าย ยักให้ตนเจริญ

(จากโคลงเลี้ยงโต๊ะปีใหม่ รัชกาลที่ ๔)