เล่มที่ 79
ส่วนที่ 428
หมวด: พระไตรปิฎก ฝ่าย: ลำดับ: 428 อ้างอิง: Book 79, Section 428 ประเภท: section
เนื้อหา
๑. บุคคล ผู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นไฉน ? บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมตรัสรู้สัจจะทั้งหลายด้วยตนเองในธรรม ทั้งหลายที่คนมิได้เคยสดับมาแล้วในกาลก่อน บรรลุความเป็นพระสัพพัญญูใน ธรรมนั้น ๆ และบรรลุความเป็นผู้มีความชำนาญในธรรมเป็นกำลังทั้งหลาย บุคคลนี้เรียกว่า ผู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า. ๒. บุคคล ผู้เป็นพระปัจเจกสัมพุทธเจ้า เป็นไฉน ? บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมตรัสรู้สัจจะทั้งหลายด้วยตนเองในธรรม ทั้งหลายที่คนมิได้เคยสดับมาแล้วในกาลก่อน แต่มิได้บรรลุความเป็นพระ- สัพพัญญูในธรรมนั้น ทั้งไม่ถึงความเป็นผู้มีความชำนาญในธรรมอันเป็นกำลัง ทั้งหลาย บุคคลนี้เรียกว่า ผู้เป็นพระปัจเจกสัมพุทธเจ้า. ๓. บุคคล ผู้เป็นอุภโตภาควิมุต เป็นไฉน ? บุคคลบางคนในโลกนี้ ถูกต้องวิโมกข์ ๘ ด้วยกาย สำเร็จอิริยาบถอยู่ ทั้งอาสวะของผู้นั้นก็หมดสิ้นแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา บุคคลนี้เรียกว่า ผู้ เป็นอุภโตภาควิมุต. บุคคลบางคนในโลกนี้ มิได้ถูกต้องวิโมกข์ ๘ ด้วยกาย สำเร็จอิริยาบถ อยู่แต่อาสวะของผู้นั้นหมดสิ้นแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา บุคคลนี้เรียกว่า ผู้เป็นปัญญาวิมุต. ๕. บุคคล ผู้เป็นกายสักขี เป็นไฉน ? บุคคลบางคนในโลกนี้ ถูกต้องวิโมกข์ ๘ ด้วยกาย สำเร็จอิริยาบถอยู่ ทั้งอาสวะบางอย่างของผู้นั้นก็หมดสิ้นแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา บุคคลนี้ เรียกว่า ผู้เป็นกายสักขี. ๖. บุคคล ผู้เป็นทิฏฐิปัตตะ เป็นไฉน ? บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ อนึ่งธรรมทั้งหลายที่พระตถาคตประกาศแล้ว ผู้นั้นเห็นชัดด้วยปัญญา ดำเนินไปด้วยดีแล้วด้วยปัญญา อนึ่ง อาสวะบางอย่าง ของผู้นั้น ก็หมดสิ้นแล้วเพราะเห็นด้วยปัญญา บุคคลนี้เรียกว่า ผู้เป็น ทิฏฐิปัตตะ. ๗. บุคคล ผู้เป็นสัทธาวิมุต เป็นไฉน ? บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ อนึ่ง ธรรมทั้งหลายที่พระตถาคตประกาศแล้ว ผู้นั้นเห็นชัดด้วยปัญญา ดำเนินไปด้วยดีด้วยปัญญา อนึ่ง อาสวะบางอย่างของ ผู้นั้นก็หมดสิ้นแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา แต่มิใช่เหมือนบุคคลผู้เป็นทิฏฐิปัตตะ บุคคลนี้เรียกว่า ผู้เป็นสัทธาวิมุต. ๘. บุคคล ผู้เป็นธัมมานุสารี เป็นไฉน ? ปัญญินทรีย์ของบุคคลใด ผู้ปฏิบัติแล้ว เพื่อทำให้แจ้งโสดาปัตติผล มีประมาณยิ่ง บุคคลนั้นย่อมอบรมอริยมรรค อันมีปัญญาเป็นตัวนำ อันมี ปัญญาเป็นประธาน บุคคลนี้เรียกว่า ผู้เป็นธัมมานุสารี บุคคลผู้ปฏิบัติแล้ว เพื่อทำให้แจ้งโสดาปัตติผล ชื่อว่า ธัมมานุสารี. บุคคลผู้ตั้งอยู่แล้วในผล ชื่อว่า ทิฏฐิปัตตะ. ๙. บุคคล ผู้เป็นสัทธานุสารี เป็นไฉน ? สัทธินทรีย์ของบุคคลใดผู้ปฏิบัติแล้ว เพื่อทำให้แจ้งโสดาปัตติผล มี ประมาณยิ่งย่อมอบรมอริยมรรค อันมีศรัทธาเป็นตัวนำ อันมีศรัทธาเป็น ประธาน บุคคลนี้เรียกว่า ผู้เป็นสัทธานุสารี บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งโสดา ปัตติผล ชื่อว่าสัทธานุสารี. บุคคลผู้ตั้งอยู่แล้วในผล ชื่อว่า สัทธาวิมุต. จบบุคคล ๙ จำพวก อรรถกถาอัฎฐก - นวกนิทเทส อธิบายบุคคล ๘ และ ๙ จำพวก แม้ในนิทเทสแห่ง บุคคล ๘ และบุคคล ๙ จำพวก บัณฑิตพึงทราบ โดยนัยที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้แล้วในหนหลัง นั่นแล. อธิบายบุคคล ๘ และ ๙ จำพวกจบเพียงเท่านี้ ทสกนิทเทส ว่าด้วยบุคคล ๑๐ จำพวก ความสำเร็จ ในกามาวจรภูมินี้ ของพระอริยบุคคล ๕ เจ้าพวกนี้ เหล่าไหน ? ความสำเร็จในกามาวจรภูมินี้ ของพระอริยบุคคล จำพวก เหล่านี้ คือ. ๑. พระอริยบุคคลประเภท สัตตักขัตตุปรมะ ๒. พระอริยบุคคลประเภท โกลังโกละ ๓. พระอริยบุคคลประเภท เอกพีชี ๔. พระอริยบุคคลประเภท สกทาคามี ๕. ผู้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ในอัตภาพนี้ ความละอัตภาพในกามาวจรนี้ไปแล้ว จึงสำเร็จ ของพระ- อริยบุคคล ๕ จำพวก เหล่าไหน ? ความละอัตภาพในกามาวจรนี้ไปแล้ว จึงสำเร็จของพระอริย- บุคคล ๕ จำพวกเหล่านี้ คือ ๑. พระอริยบุคคลประเภท อันตราปรินิพพายี ๒. พระอริยบุคคลประเภท อุปหัจจปรินิพพายี ๓. พระอริยบุคคลประเภท อสังขารปรินิพพายี ๔. พระอริยบุคคลประเภท สสังขารปรินิพพายี ๕. พระอริยบุคคลประเภท อุทธังโสโต อกนิฏฐคามี การบัญญัติจำพวกบุคคลทั้งหลาย ย่อมมีด้วยบัญญัติ เพียงเท่านี้. จบบุคคล ๑๐ จำพวก บุคคลบัญญัติปกรณ์ ฉ ภาณวาร จบ อรรถกถาทสกนิทเทส อธิบายบุคคล ๑๐ จำพวก คำว่า "อิธ" ได้แก่ ในกามาวจรภูมิ. ก็พระอริยบุคคลทั้งหลายมี สัตตักขัตตุปรมบุคคลเป็นต้น ที่อยู่ในกามาวจรภูมิ ท่านย่อมสำเร็จในกามาว- วรภูมินี้นั่นแหละ หมายความว่า การบรรลุพระอรหัตก็ดี การบรรลุ อนุปาทิเสสนิพพานก็ดี ย่อมมีในอัตภาพที่ท่านเกิดอยู่ในกามาวจรภูมินั่นเทียว. บทว่า "อิธ วิหาย" อธิบายว่า พระอนาคามีบุคคล ท่านละอัตภาพ ในกามาวจรภูมินี้แล้ว จึงสำเร็จเป็นพระอรหันต์ในอัตภาพ ณ ชั้นสุทธาวาสภูมิ. ก็พระอนาคามี ๕ ประเภท มีอันตราปรินิพพายีเป็นต้นท่านบรรลุอนาคามิผล ในกามภูมินี้ ครั้นจุติจากกามภูมิแล้วก็บังเกิดขึ้นในสุทธาวาสภูมิ จึงบรรลุ พระอรหัต และ อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ. เพราะเหตุนั้น พระองค์จึงตรัสว่า "อิเมสํ ปญฺจนฺนํ วิหาย นิฏา" เป็นต้น ซึ่งแปลว่า พระอนาคามี ๕ จำพวกเหล่านี้ ละอัตภาพในกามมาวจรภูมินนี้แล้ว จึงจะสำเร็จพระอรหัต ในสุทธาวาสภูมิ แล. อธิบายบุคคล ๑๐ จำพวก จบเท่าเพียงนี้ นิคมคาถา ก็ด้วยคำมีประมาณเท่านี้ พระศาสดาผู้หาบุคคล ในโลกเปรียบมิได้ ทรงแสดงแล้วซึ่งคัมภีร์ปุคคล- ปัญญัติใดแล โดยมิได้ย่อนัก ในที่อยู่แห่งเทวดา ชาวไตรทส. ข้าพเจ้าถืออรรถกถาแห่งคัมภีร์นั้น ที่ท่านแต่ง ย่อไว้ด้วยภาษาชาวเกาะสิงหล และอรรถกถาอันมีที่มา ทั้งหลายโดยไม่เหลือ. เนื้อความใด ๆ ที่ท่านจำแนกไว้ดีแล้วไม่กระจัด กระจายมีอยู่ในคัมภีร์ใด ๆ ข้าพเจ้าละข้อความที่พิศดาร เกินไปแล้ว จึงถือเอาเนื้อความนั้น จากคัมภีร์นั้น ๆ. ก็คำใด ที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้แล้วในปกรณ์วิสุทธิ- มรรค ข้าพเจ้ามิได้นำมากล่าวไว้ในที่นี้อีก และได้ แต่งคัมภีร์อรรถกถาปุคคลปัญญัตินี้ไว้ โดยข้อความที่ ไม่ย่อ และไม่พิศดารเกินไป. ได้แต่งไว้โดยแบบแผนมีประมาณ ๗ ภาณวาร เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรมตลอดกาลนาน. อนึ่ง กุศลใดที่ข้าพเจ้าบรรลุแล้ว ด้วยเดชะกุศล ผลบุญนั้น ขอให้สัตว์ทั้งหลายจงแลดู พระสัทธรรม อันสุขุมลึกซึ้ง อันเป็นศิริมงคล ด้วยธรรมจักษุอัน- บริสุทธิ์เทอญ. จบ อรรถกถาแห่งปุคคลปัญญัติปกรณ์
หมายเหตุ: เนื้อหาจัดระเบียบตามโครงสร้างแบบดั้งเดิม รักษาการอ้างอิงและลำดับตามต้นฉบับ