เล่มที่ 79

ส่วนที่ 13

หมวด: พระไตรปิฎก ฝ่าย: ลำดับ: 13 อ้างอิง: Book 79, Section 13 ประเภท: section


เนื้อหา

อายตนะ ๑๒ สงเคราะห์ได้ด้วยขันธ์ อายตนะ ธาตุ เท่าไร ? อายตนะ ๑๒ ยกเว้นนิพพานโดยความเป็นขันธ์แล้ว สงเคราะห์ได้ด้วยขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘. สงเคราะห์ไม่ได้ด้วยขันธ์ อายตนะ ธาตุ เท่าไร ? ไม่มีขันธ์ อายตนะ ธาตุ อะไร ๆ ที่สงเคราะห์ไม่ได้. ในนิทเทสทั้งหลาย มีอายตนปทนิทเทสเป็นต้น พึงทราบ อายตนปทนิทเทส ก่อน. คำว่า " จกฺขฺวายตนํ เอเกน ขนฺเธน " ความว่า จักขวายตนะ พึงทราบว่า นับสงเคราะห์ได้ด้วยรูปขันธ์ ๑ ด้วยจักขวายตนะ ๑ ด้วยจักขุธาตุ ๑. แม้ในโสตายตนะเป็นต้นก็พึงทราบการนับสงเคราะห์ได้ และ สงเคราะห์ไม่ได้ โดยนัยนี้เทียว. แต่ในคำว่า " อสงฺขตํ ขนฺธโต €เปตฺวา " นี้เพราะอสังขตะ คือ นิพพาน ชื่อว่า ธัมมายตนะ ก็ธัมมายตนะ คือ นิพพาน นั้น ไม่ถึงซึ่งการนับสงเคราะห์ว่าเป็นขันธ์ ฉะนั้น จึงตรัสว่า " ขนฺธโต €เปตฺวา " ยกเว้นโดยความเป็นขันธ์ ดังนี้. สองบทว่า " จตูหิ ขนฺเธหิ " ได้แก่ (สงเคราะห์ได้)ด้วยขันธ์สี่คือ รูป เวทนา สัญญา และสังขารขันธ์. เพราะ ว่าธัมมายตนะเว้นนิพพานแล้ว นับสงเคราะห์ได้ด้วยขันธ์ทั้งหลาย มีรูปขันธ์เป็น ต้น เหล่านี้. ส่วนอายตนะนั้น เว้นธัมมายตนะ และธัมมธาตุแล้ว นับสงเคราะห์ ไม่ได้ด้วยวิญญาณขันธ์ อายตนะและธาตุที่เหลือ. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสไว้ว่า " ธัมมายตนะ นับสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยขันธ์ ๑ (คือ วิญญาณขันธ์) ด้วย อายตนะ ๑๑ (คือ โอฬาริกายตนะ ๑๐ และมนายตนะ ๑) ด้วยธาตุ ๑๗ (คือ โอฬาริกธาตุ ๑๐ และวิญญาณธาตุ ๗)" ดังนี้. ก็นัยทั้งหลายที่มีรูปขันธ์ เป็นมูลในหนหลัง ฉันใด พึงทราบนัยทั้งหลาย ที่มีจักขวายตนะเป็นมูลแม้ ในที่นี้ ฉันนั้น. ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงแสดงบาลีทุกะ (คือ เภทสุทธะ และเภทเอกมูลาทิ) พอควรแล้ว จึงทำคำปุจฉาวิสัชนาโดย อเภทะ ว่า " ทฺวาทสายตนานิ " ดังนี้ แม้ในธาตุนิทเทสก็นัยนี้นั่นแหละ.


หมายเหตุ: เนื้อหาจัดระเบียบตามโครงสร้างแบบดั้งเดิม รักษาการอ้างอิงและลำดับตามต้นฉบับ