เล่มที่ 69
ส่วนที่ 669
หมวด: พระไตรปิฎก ฝ่าย: ลำดับ: 669 อ้างอิง: Book 69, Section 669 ประเภท: section
เนื้อหา
อิทธิบาทมีอรรถดังได้กล่าวไว้แล้วในญาณกถา บทว่า ฉนฺทํ เจ ภิกฺขุ นิสฺสาย หากภิกษุอาศัยฉันทะคือถ้าภิกษุอาศัยฉันทะแล้วทำฉันทะให้เป็นใหญ่. บทว่า ลภติ สมาธึ ย่อมได้สมาธิ คือย่อมได้เฉพาะทำให้สมาธิเกิด แม้ใน บทที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน ในบทนั้นพึงทราบบท คือ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา พึงทราบบท ๓ อย่างนี้คือสมาธิ ๔ สัมปยุตด้วยบทนั้น บททั้งหลาย ๔ อนึ่ง เพราะฉันทะคือความใคร่เพื่อให้ฤทธิ์เกิดประกอบโดยความเป็นอันเดียว กันกับสมาธิ ย่อมเป็นไปเพื่อได้สมาธิ วิริยะเป็นต้นก็อย่างนั้น ฉะนั้นพึงทราบว่า ท่านกล่าวถึงบท ๘ นี้. พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงแสดงถึงโยควิธีที่พระโยคาวรใคร่จะยัง อภิญญาให้เกิด จึงตรัสถึงความไม่หวั่นไหวแห่งจิตว่า พระโยคาวรจรนั้นเมื่อจิต ตั้งมั่นบริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลสเครื่องยียวน ปราศจากอุปกิเลส เป็นจิต อ่อน ควรแก่การงานดำรงมั่นถึงความไม่หวั่นไหวอย่างนี้ดังนี้ พระเถระเมื่อ แสดงถึงความไม่หวั่นไหวนั้นจึงกล่าวคำมีอาทิว่า โสฬสมูลานิ มูล ๑๖ ดังนี้. ในบทเหล่านั้น บทว่า อโนนตํ จิตไม่ฟุบลง คือไม่ฟุบลงด้วยความ เกียจคร้าน อธิบายว่าไม่เร้นลับ. บทว่า อนุนฺนตํ จิตไม่ฟูขึ้นคือไม่ขึ้น เบื้องบนด้วยความฟุ้งซ่าน อธิบายว่า จิตไม่ฟุ้งซ่าน. บทว่า อนภินตํ จิตไม่น้อมไป คือ ไม่น้อมไปด้วยความโลภ ความว่า ไม่ติดแน่น. ท่านอธิบาย ว่า จิตน้อมไป น้อมไปยิ่ง เพราะความใคร่อย่างยิ่ง เพราะเหตุนั้น จิตไม่เป็น เช่นนั้น. บทว่า ราเคน ด้วยราคะคือด้วยความโลภอันมีสังขารเป็นที่ตั้ง. บทว่า อนปนตํ จิตไม่มุ่งร้าย คือ ไม่มุ่งร้ายด้วยโทสะ ความว่า ไม่กระทบ กระทั่ง. บทว่า นตํ นติ โดยอรรถเป็นอย่างเดียวกัน คือ น้อมไป. ท่าน อธิบายว่า จิตปราศจากความน้อมไป ชื่อว่า อปนตํ คือมุ่งร้าย จิตนี้ไม่เป็น เช่นนั้น. บทว่า อนิสฺสิตํ จิตอันทิฏฐิไม่อาศัย คือ ไม่อาศัยอย่างใดอย่างหนึ่ง ว่าเป็นตัวตน หรือเป็นสิ่งเนื่องด้วยตัวตน ด้วยอำนาจทิฏฐิ เพราะเห็นโดย ความไม่เป็นตัวตน. บทว่า อปฺปฏิพทฺธํ จิตไม่พัวพัน คือ ไม่พัวพันด้วย หวังอุปการะตอบ. บทว่า ฉนฺทราเคน เพราะฉันทราคะ คือ เพราะความโลภ มีสัตว์เป็นที่ตั้ง. บทว่า วิปฺปมุตฺตํ จิตหลุดพ้น คือ หลุดพ้นจากกามราคะ ด้วยวิกขัมภนวิมุตติ. อีกอย่างหนึ่ง หลุดพ้นจากกามราคะด้วยวิมุตติ ๕. อีก อย่างหนึ่ง หลุดพ้นจากความเป็นปฏิปักษ์นั้น ๆ ด้วยวิมุตติ ๕. บทนี้ท่านกล่าว ด้วยกำหนดอย่างอุกฤษฏ์โดยนัยดังกล่าวแล้วว่า ด้วยญาณจริยา ๑๖ ในนิโรธ- สมาบัติญาณ เพราะยังอภิญญาให้เกิดแก่พระเสขะผู้เป็นปุถุชนและพระอเสขะ แต่ควรถือเอาตามมีตามได้. บทว่า กามราเคน เพราะกามราคะ คือ เพราะ ความกำหนัดในเมถุน. บทว่า วิสญฺญุตํ จิตไม่เกาะเกี่ยว คือ ไม่เกาะเกี่ยว ด้วยกิเลสที่เหลือเพราะข่มไว้ได้ หรือไม่เกาะเกี่ยว เพราะตัดขาดได้ด้วยความ อุกฤษฏ์. บทว่า กิเลเส คือกิเลสที่เหลือ. บทว่า วิปริยาทิกตํ จิตปราศจาก เครื่องครอบงำ คือ จิตกระทำให้ปราศจากขอบเขตของกิเลส ด้วยอำนาจ ขอบเขตกิเลสที่ควรข่ม หรือด้วยอำนาจขอบเขตกิเลสที่ควรละด้วยมรรคนั้นๆ. บทว่า กิเลสปริยาเท เพราะความครอบงำของกิเลส คือ เพราะขอบเขต ของกิเลสที่ละได้แล้วนั้น ๆ. บทว่า เอกคฺคตํ คือจิตมีอารมณ์เดียว. บทว่า นานตฺตกิเลเสหิ เพราะกิเลสต่าง ๆ คือ เพราะกิเลสอันเป็นไปอยู่ในอารมณ์ ต่าง ๆ. บทนี้ท่านกล่าวเพ่งถึงอารมณ์ แต่บทว่า โอโนนตํ จิตไม่ฟุบลง เป็นอาทิ ท่านกล่าวเพ่งถึงกิเลสทั้งหลายนั่นเอง. บทว่า โอภาสคตํ จิตที่ ถึงความสว่างไสว คือ จิตที่ถึงความสว่างไสวเพราะปัญญาด้วยความเป็นไปแห่ง ความฉลาดเพราะปัญญา. บทว่า อวิชฺชนฺธกาเร เพราะความมืดคืออวิชชา คือ เพราะอวิชชามีกำลัง ท่านกล่าวภูมิ ๔ มูล ๑๖ ด้วยเป็นส่วนเบื้องต้นของ ฤทธิ์. ท่านกล่าวบาท ๔ และบท ๘ ด้วยเป็นส่วนเบื้องต้นและด้วยการประกอบ พร้อม.
หมายเหตุ: เนื้อหาจัดระเบียบตามโครงสร้างแบบดั้งเดิม รักษาการอ้างอิงและลำดับตามต้นฉบับ