เล่มที่ 69
ส่วนที่ 388
หมวด: พระไตรปิฎก ฝ่าย: ลำดับ: 388 อ้างอิง: Book 69, Section 388 ประเภท: section
เนื้อหา
บทว่า กุสลกมฺมสฺส ชวนกฺขเณ ในขณะแล่นไปแห่งกุศลกรรม คือในขณะแล่นไปแห่งกุศลกรรมอันเป็นติเหตุกกามาวจรอันยังติเหตุกปฏิสนธิ ให้เกิดในอดีตชาติ ๗ วาระ ด้วยอำนาจการเกิดบ่อย ๆ ในชวนวิถีจิต ความว่า ในกาลอันเป็นไป. บทว่า ตโย เหตู กุสลา เหตุ ๓ ประการเป็นกุศล คือ อโลภะ อโทสะ อโมหะ เป็นกุศลเหตุ. บทว่า ตสฺมึ ขเณ ชาต- เจตนาย แห่งเจตนาที่เกิดในขณะนั้น คือ แห่งกุศลเจตนาที่เกิดในขณะ ดังกล่าวแล้วนั้น. บทว่า สหชาตปจฺจยา โหนฺติ เป็นสหชาตปัจจัย คือ เมื่อเกิดย่อมเป็นอุปการะโดยความเกิดร่วมกัน. บทว่า เตน วุจฺจติ ด้วย เหตุนั้นท่านจึงกล่าว คือกล่าวด้วยความเป็นสหชาตปัจจัยนั้นนั่นแล. บทว่า กุสลมูลปจฺจยาปิ สงฺขารา แม้เพราะกุศลมูลเป็นปัจจัยก็เกิดสังขาร ท่าน กล่าวโดยนัยแห่งปัจจยาการอันเป็นไปในขณะจิตดวงเดียว. อนึ่ง พึงทราบว่า ท่านสงเคราะห์เจตสิกทั้งหมด อันสงเคราะห์ด้วยสังขารขันธ์ในบทนั้นด้วย พหุวจนะว่า สงฺขารา สังขารทั้งหลาย. ท่านกล่าวว่า กุสลมูลานิ บ้าง แม้เพราะเป็นปัจจัยให้เกิดสังขารด้วย อปิ ศัพท์. บทว่า นิกฺกนฺติกฺขเณ ในขณะความพอใจแห่งสังขาร อันเกิดขึ้นในกรรมที่ปรากฏเฉพาะหน้าเพื่อให้ วิบากของตน ในกรรมนิมิตหรือในคตินิมิตอันปรากฏด้วยกรรมที่ปรากฏแล้ว อย่างนั้น. บทว่า นิกนฺติ ความพอใจ คือ ความใคร่ ความปรารถนา. จริงอยู่ เพราะใกล้จะตายมีจิตวุ่นวายด้วยโมหะ ความพอใจย่อมเกิดขึ้นแม้ใน ข่ายแห่งอเวจีมหานรก ส่วนในนิมิตที่เหลือจะเป็นอย่างไร. บทว่า เทฺว เหตู เหตุ ๒ ประการ คือ โลภะ โมหะเป็นอกุศลเหตุ. ส่วนความพอใจในภพปรารภ ขันธสันดานของตนเพียงออกไปจากภวังควิถี อันเป็นไปแล้วในลำดับแห่ง ปฏิสนธิ ย่อมเกิดขึ้นแม้แก่สังขารทั้งปวง. บทมีอาทิอย่างนี้ว่า ก็หรือว่า อกุศลธรรมไม่เคยเกิดขึ้นแก่บุคคลใด ในภูมิใด กุศลธรรมทั้งหลายก็ไม่เคยเกิด แก่บุคคลนั้น ในภูมินั้นหรือ ? มีคำตอบว่า ใช่ ดังนี้ท่านกล่าวหมายถึงความพอ ใจนี้นั่นแล. บทว่า ตสฺมึ ขเณ ชาตเจตนาย แห่งเจตนาที่เกิดในขณะนั้น คือ อกุศลเจตนา. บทว่า ปฏิสนฺธิกฺขเณ ในขณะแห่งปฏิสนธิ คือ ในขณะแห่ง ปฏิสนธิที่ถือเอาแล้วด้วยกรรมนั้น. บทว่า ตโต เหตู เหตุ ๓ ประการ คือ อโลภะ อโทสะ อโมหะเป็นอัพยากตเหตุ. บทว่า ตสฺมึ ขเณ ชาตเจตนาย แห่งเจตนาที่เกิดในขณะนั้น คือ อัพยากตเจตนาอันเป็นวิบาก. ในบทนี้ว่า นามรูปปจฺจยาปิ วิญฺาณํ แม้เพราะนามรูปเป็นปัจจัย ก็มีวิญญาณในขณะ ปฏิสนธินั้น วิบากเหตุ ๓ และเจตสิกที่เหลือเป็นนาม หทยวัตถุ เป็นรูป แม้แต่ นามรูปเป็นปัจจัยนั้นปฏิสนธิวิญญาณย่อมเป็นไป. นามแม้ในบทว่า วิญฺาณ- ปจฺจยาปิ นามรูปํ แม้เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยก็มีนามรูปนี้ มีประการดัง ได้กล่าวแล้ว. ส่วนรูปในบทนี้ได้แก่ รูป ๓๐ คือ วัตถุทสกะ กายทสกะ ภาวทสกะ ของสัตว์ผู้อยู่ในครรภ์ เพราะท่านประสงค์เอามนุษย์ ปฏิสนธิพร้อม ด้วยเหตุ. อนึ่ง ได้แก่ รูป ๗๐ คือ จักขุทสกะ โสตทสกะ ฆานทสกะ ชิวหาทสกะ (และรูป ๓๐ ข้างต้น) ของสังเสทชะ โอปปาติกะซึ่งมีอายตนะครบ นามรูปมีประการดังนี้แล้วนั้น ย่อมเป็นไปเพราะปฏิสนธิวิญญาณเป็นปัจจัยใน ขณะปฏิสนธิ.
หมายเหตุ: เนื้อหาจัดระเบียบตามโครงสร้างแบบดั้งเดิม รักษาการอ้างอิงและลำดับตามต้นฉบับ