เล่มที่ 69
ส่วนที่ 215
หมวด: พระไตรปิฎก ฝ่าย: ลำดับ: 215 อ้างอิง: Book 69, Section 215 ประเภท: section
เนื้อหา
ในบทมีอาทิว่า ปสฺสมฺภยํ พึงทราบการประกอบว่า ลมอัสสาสะ ปัสสาสะ ท่านกล่าวว่า ระงับกายสังขาร คือ กาย หรือลมอัสสาสปัสสาสะ ในบทนี้ว่า ระงับกายสังขาร คือกาย. เมื่อพระโยคาวจรมีความคิดคำนึงว่า เมื่อกายสังขารแม้ระงับไปด้วยภาวนาวิสุทธิ (ความหมดจดแห่งภาวนา)เราจะ ระงับกายสังขารอย่างหยาบ ดังนี้ ชื่อว่าระงับอย่างยิ่ง ด้วยความเอาใจใส่นั้น ความหายใจอย่างสุขุมก็ยังไม่ปรากฏ. บทว่า อฏอนุปสฺสเน าณานิ ญาณในการพิจารณา ๘ ได้แก่ อนปัสสนาญาณ ๘ คือ เมื่อกล่าววัตถุ ๔ ว่า เป็นผู้รู้แจ้งกองลมทั้งปวง ยาว สั้น ระงับกายสังขาร ด้วยอำนาจลมอัสสาสะ ๔ ด้วยอำนาจลมปัสสาสะ ๔. บทว่า อฏฺ จ อุปฏฺานานุสสติโย อนุสติที่ปรากฏ ๘ ได้แก่ อุปัฏฐานานุสติ ๘ คือ เมื่อท่านกล่าวถึงวัตถุ ๔ โดยนัยมีอาทิว่า เมื่อรู้ความ ที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยอำนาจแห่งลมหายใจเข้ายาว สติย่อมตั้งมั่น ด้วยอำนาจแห่งลมอัสสาสะ ๔ ด้วยอำนาจแห่งลมปัสสาสะ ๔. บทว่า จตฺตาริ สุตฺตนฺติกวตฺถูนิ เรื่องอันมีมาในพระสูตร ๔ คือ สุตตันติกวัตถุ ๔ ด้วยสามารถแห่งจตุกะที่ ๑ เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส ไว้แล้วในอานาปานสติสูตร. จบอรรถกถาปฐมจตุกนิเทศ จบภาณวาร พึงทราบวินิจฉัยในปีติปฏิสังเวทินิเทศแห่งจตุกะที่ ๒ ดังต่อไปนี้ ใน บทว่า อุปฺปฺชชติ ปีติปามุชฺชํ ปีติและปราโมทย์ย่อมเกิดนี้. บทว่า ปีติ เป็นมูลบท. บทว่า ปามุชฺชํ เป็นบทขยายความ คือความปราโมทย์. ใน บทมีอาทิว่า ยา ปีติ ปามุชฺชํ ท่านกล่าวว่า ปีติย่อมได้ชื่อมีอาทิอย่างนี้ว่า ปีติและปราโมทย์. ในบทเหล่านั้น บทว่า ปีติ เป็นบทแสดงสภาวะ. ความ เป็นแห่งความปราโมทย์ ชื่อว่า ปามุชฺชํ . อาการแห่งความเบิกนาน ชื่อว่า อาโมทนา . อาการแห่งความบันเทิง ชื่อว่า ปโมทนา . อีกอย่างหนึ่งการทำ เภสัช น้ำมัน หรือน้ำร้อนน้ำเย็นให้รวมเป็นอันเดียวกัน ท่านเรียกว่า โมทนา ฉันใด แม้ด้วยการทำธรรมทั้งหลายให้รวมเป็นอันเดียวกัน ก็เรียกว่า โมทนา ฉันนั้น. ท่านกล่าวว่า อาโมทนา ปโมทนา เพราะเพิ่มบทอุปสรรคลงไป. ชื่อว่า หาโส เพราะอรรถว่า ความหรรษา. ชื่อว่า ปหาโส เพราะอรรถว่า ความรื่นเริง. บทนี้เป็นชื่อของความหรรษาร่าเริง. ชื่อว่า วิตฺติ เพราะความ ปลื้มใจ. บทนี้เป็นชื่อของทรัพย์. อนึ่ง ชื่อว่า วิตฺติ เพราะเป็นปัจจัยแห่ง โสมนัส เพราะทำให้เกิดความสบายใจ. เหมือนอย่างว่า ความโสมนัสย่อมเกิด แก่คนมีทรัพย์ เพราะอาศัยทรัพย์ ฉันใด ความโสมนัสย่อมเกิดแม้แก่คนมี ปีติ เพราะอาศัยปีติฉันนั้น เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า วิตฺติ ความปลื้มใจ จริงอยู่ บทนี้เป็นชื่อของปีติอันดำรงสภาวะแห่งความยินดีไว้. อนึ่ง บุคคลผู้มี ปีติท่านเรียกว่า อุทคฺโค ผู้ยินดี เพราะเป็นผู้มีกายและใจสูง สูงยิ่ง. ส่วน แห่งความเป็นผู้มีใจสูง ชื่อว่า โอทคฺยํ . ความเป็นผู้มีใจเป็นของตน ชื่อว่า อตฺตมนตา ความดีใจ. จริงอยู่ ใจของผู้ไม่ยินดี เพราะมีทุกข์เป็นเหตุ ไม่ ชื่อว่า มีใจของตน. ใจของผู้ยินดี เพราะสุขเป็นเหตุ ชื่อว่า มีใจของตน. ความเป็นผู้มีใจเป็นของตน ชื่อว่า อตฺตมนตา ด้วยประการฉะนี้. อนึ่ง เพราะความเป็นผู้มีใจเป็นของตน ไม่ใช่ของใคร ๆ อื่น ความเป็นแห่งจิต นั่นแล ชื่อว่า เจตสิกธรรม ฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่า อตฺตมนตา จิตฺตสส ความที่จิตเป็นของตน. บทที่เหลือพึงทราบประกอบโดยนัยที่ท่านกล่าวไว้แล้ว ในที่นี้ ในตอนก่อนและตอนหลัง.
หมายเหตุ: เนื้อหาจัดระเบียบตามโครงสร้างแบบดั้งเดิม รักษาการอ้างอิงและลำดับตามต้นฉบับ