เล่มที่ 68
ส่วนที่ 269
หมวด: พระไตรปิฎก ฝ่าย: ลำดับ: 269 อ้างอิง: Book 68, Section 269 ประเภท: section
เนื้อหา
อาเสวนาภาวนาเป็นไฉน ? ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อม เสพเป็นอันมากซึ่งสมาธิที่ถึงความชำนาญ ตลอดเวลาเช้าก็ดี ตลอด เวลาเที่ยงก็ดี ตลอดเวลาเย็นก็ดี ตลอดเวลาก่อนภัตก็ดี ตลอดเวลา หลังภัตก็ดี ตลอดยามต้นก็ดี ตลอดยามหลังก็ดี ตลอดคืนก็ดี ตลอด วันก็ดี ตลอดคืนและวันก็ดี ตลอดกาฬปักษ์ก็ดี ตลอดชุณหปักษ์ก็ดี ตลอดฤดูฝนก็ดี ตลอดฤดูหนาวก็ดี ตลอดฤดูร้อนก็ดี ตลอดส่วนวัยต้น ก็ดี ตลอดส่วนวัยกลางก็ดี ตลอดส่วนวัยหลังก็ดี ภาวนานี้ชื่อว่า อาเสวนาภาวนา ภาวนา ๔ ประการนี้. ภาวนา ๔ อีกประการหนึ่ง คือ ภาวนา ด้วยอรรถว่า ไม่ล่วงกันและกันแห่งธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้น ๑ ภาวนาด้วย อรรถว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน ๑ ภาวนาด้วยอรรถว่า นำไปซึ่งความเพียรอันเข้าถึงธรรมนั้น ๆ ๑ ภาวนาด้วยอรรถว่าเสพเป็น อันมาก ๑ ภาวนา ด้วยอรรถว่าไม่ล่วงกันและกันแห่งธรรม ทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้น อย่างไร. เมื่อพระโยคาวจรละกามฉันทะ ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถ เนกขัมมะย่อมไม่ล่วงกันและกัน เพราะฉะนั้น ชื่อว่าภาวนา ด้วย อรรถว่าไม่ล่วงกันและกันแห่งธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้น เมื่อ พระโยคาวจรละพยาบาท ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถความไม่ พยาบาท ย่อมไม่ล่วงกันและกัน...เมื่อละถีนมิทธะ ธรรมทั้งหลายที่เกิด ด้วยสามารถอาโลกสัญญา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน . . . เมื่อละอุทธัจจะ ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถความไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมไม่ล่วงกันและ กัน ...เมื่อละวิจิกิจฉา ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถการกำหนด ธรรม ย่อมไม่ล่วงกันและกัน...เมื่อละอวิชชา ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วย สามารถแห่งญาณ ย่อมไม่ล่วงกันและกัน . . . เมื่อละอวิชชา ธรรมทั้งหลาย ที่เกิดด้วยสามาร ความปราโมทย์ ย่อมไม่ล่วงกันและกัน . . . เมื่อละ นิวรณ์ทั้งหลาย ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถปฐมฌาน ย่อมไม่ ล่วงกันและกัน ... เมื่อละวิตกและวิจารธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถ ทุติยฌาน ย่อมไม่ล่วงกันและกัน. . .เมื่อละปีติ ธรรมทั้งหลายที่เกิด ด้วยสามารถตติยฌาน ย่อมไม่ล่วงกันและกัน . . . เมื่อละสุขและทุกข์ ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถจตุตถฌาน ย่อมไม่ล่วงกันและกัน . . . เมื่อละรูปสัญญา ปฏิฆสัญญา นานัตตสัญญา ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วย สามารถอากาสานัญจายตนสมาบัติ ย่อมไม่ล่วงกันและกัน . . . เมื่อละ อากาสานัญจายตนสัญญา ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถวิญญาณัญ- จายตนสมาบัติย่อมไม่ล่วงกันและกัน. . . เมื่อละวิญญาณัญจายตนสัญญา ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถอากิญจัญญายตนสมาบัติ ย่อมไม่ล่วงกัน และกัน ... เมื่อละอากิญจัญญายตนสัญญา ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วย สามารถเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ย่อมไม่ล่วงกันและกัน...เมื่อ ละนิจสัญญา ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถอนิจจานุปัสนา ย่อม ไม่ล่วงกันและกัน ...เมื่อละสุขสัญญา ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถ ทุกขานุปัสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน...เมื่อละอัตตสัญญา ธรรม ทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถอนัตตานุปัสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน... เมื่อละความเพลิดเพลิน ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถนิพพิทานุ- ปัสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน...เมื่อละราคะ ธรรมทั้งหลายที่เกิด ด้วยสามารถวิราคานุปัสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ...เมื่อละมนสัญญา ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถขยานุปัสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน... เมื่อละสมุทัย ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถนิโรธานุปัสนา ย่อมไม่ ล่วงกันและกัน ...เมื่อละความถือมั่น ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถ ปฏินิสสัคคานุปัสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละอายูหนะ - การ ทำความเพียรเพื่อประโยชน์แก่สังขาร ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถ วยานุปัสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน... เมื่อละธุวสัญญา - ความสำคัญ ว่ายั่งยืน ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถวิปริณามานุปัสนา ย่อมไม่ ล่วงกันและกัน ...เมื่อละนิมิต ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถอนิมิต- ตานุปัสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ...เมื่อละปณิธิ ธรรมทั้งหลายที่เกิด ด้วยสามารถอัปปณิหิตานุปัสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละอภิ- นิเวส - ความยึดมั่นว่ามีตัวตน ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถ สุญญตานุปัสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ...เมื่อละสาราทานาภินิเวส - ความยึดมั่นด้วยการถือว่าเป็นแก่นสาร ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วย สามารถอธิปัญญาธรรมวิปัสสนา - ความเห็นแจ้งซึ่งธรรมด้วยปัญญาอัน ยิ่ง ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละสัมโมหาภินิเวส - ความยึดมั่น ด้วยความหลงใหล ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถยถาภูตญาณทัสนะ ย่อมไม่ล่วงกันและกัน...เมื่อละอาลยาภินิเวส - ความยึดมั่นด้วยความ อาลัย ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถอาทีนวานุปัสนา ย่อมไม่ล่วง กันและกัน ...เมื่อละอัปปฏิสังขา - ความไม่พิจารณา ธรรมทั้งหลาย ที่เกิดด้วยสามารถปฏิสังขานุปัสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน...เมื่อละ สัญโญคาภินิเวส - ความยึดมั่นด้วยกิเลสเครื่องประกอบสัตว์ ธรรมทั้ง หลายที่เกิดด้วยสามารถวิวัฏฏนานุปัสนา - ความตามเห็นกามเป็นเครื่อง ควรหลีกไป ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละกิเลสที่ตั้งอยู่ร่วมกันกับ ทิฏฐิ ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถโสดาปัตติมรรค ย่อมไม่ล่วงกัน และกัน ... เมื่อละกิเลสอย่างหยาบ ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถ สกทาคามิมรรค ย่อมไม่ล่วงกันและกัน . . . เมื่อละกิเลสอย่างละเอียด ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยความสามารถอนาคามิมรรค ย่อมไม่ล่วงกัน และกัน . . .เมื่อละกิเลสทั้งปวง ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถอรหัต- มรรค ย่อมไม่ล่วงกันและกัน เพราะฉะนั้น ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถ ว่าธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยความไม่ล่วงกันและกัน ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้นไม่ล่วงกันและกัน อย่าง นี้.
หมายเหตุ: เนื้อหาจัดระเบียบตามโครงสร้างแบบดั้งเดิม รักษาการอ้างอิงและลำดับตามต้นฉบับ