เล่มที่ 67
ส่วนที่ 466
หมวด: พระไตรปิฎก ฝ่าย: ลำดับ: 466 อ้างอิง: Book 67, Section 466 ประเภท: section
เนื้อหา
บทว่า เยน พุทฺโธ คือ ควรเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าโดยทิศาภาค ใด ไม่ไปโดยทิศาภาคนั้น. อีกอย่างหนึ่ง. บทว่า เยน เป็นคติยาวิภัตติ ลงในอรรถแห่งสัตตมีวิภัตติ เป็น ยตฺถ ความว่า พระพุทธเจ้าประทับ ณ ที่ใด ไม่ไป ณ ที่นั้น. บทว่า น วชติ คือ ไม่ไปข้างหน้า. บทว่า น คจฺฉติ คือ ไม่เป็นไป. บทว่า นาภิกฺกมติ คือ ไม่เข้าไปหา. บทว่า ปงฺเก สยาโน คือ นอนในเปือกตมคือกาม. บทว่า ทีปา ทีปํ อุปลฺลวึ แล่นไปแล้วสู่ที่พึ่งแต่ที่พึ่ง คือไปหาศาสดาเป็นต้น แต่ ศาสดาเป็นต้น. บทว่า อถทฺทสาสึ สมฺพุทฺธํ ภายหลังได้เห็นพระสัมมา- สัมพุทธเจ้า คืออาตมานั่นถือทิฏฐิผิดอย่างนี้ท่องเที่ยวไป คราวนั้นได้เห็น พระพุทธเจ้า ณ ปาสาณกเจดีย์. ในบทเหล่านั้น บทว่า เสมาโน คือ นอนอยู่. บทว่า สยมาโน คือ สำเร็จการนอน. บทว่า อาวสมาโน คือ อยู่. บทว่า ปริวสมาโน คือ พักอยู่เป็นนิจ. บทว่า ปลฺลวึ คือ ยิ่ง. บทว่า อุปลฺลวึ แล่นไป แล้ว คือถึงฝั่ง. บทว่า สมุปลฺลวึ คือ เลื่อนไปแล้ว. เพิ่มอุปสัคลงไป. บทว่า อทฺทสํ ได้เห็นแล้ว เป็นบทยกขึ้นเพื่อขยายความ. บทว่า อทฺทกฺขึ คือ ได้พบแล้ว. บทว่า อปสฺสึ คือ ได้ประสบแล้ว. บทว่า ปฏิวชฺฌึ คือ แทงตลอดแล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นจบพระคาถานี้ทรงทราบว่า ท่านปิงคิยะ และพาวรีพราหมณ์มีอินทรีย์แก่กล้าแล้ว ประทับยืนอยู่ ณ กรุงสาวัตถี นั่นเอง เปล่งพระรัศมีสีทองออกไป. ท่านปิงคิยะนั่งพรรณนาพระพุทธคุณ แก่พาวรีพราหมณ์ เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า ดุจประทับยืนอยู่ข้างหน้าตน จึงบอกแก่พาวรีพราหมณ์ว่า พระพุทธเจ้าเสด็จมาแล้ว. พราหมณ์ลุกจาก ที่นั่งยืนประคองอัญชลี. แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงแผ่พระรัศมีไป แสดงพระองค์แก่พราหมณ์ ทรงทราบธรรมเป็นที่สบายของชนแม้ทั้งสอง เมื่อจะตรัสเรียกท่านปิงคิยะเท่านั้น จึงตรัสพระคาถานี้ว่า ยถา อหุ วกฺกลิ ดังนี้เป็นต้น.
หมายเหตุ: เนื้อหาจัดระเบียบตามโครงสร้างแบบดั้งเดิม รักษาการอ้างอิงและลำดับตามต้นฉบับ