เล่มที่ 66
ส่วนที่ 85
หมวด: พระไตรปิฎก ฝ่าย: ลำดับ: 85 อ้างอิง: Book 66, Section 85 ประเภท: section
เนื้อหา
บทว่า อุเปกฺขโก มีอุเบกขา คือเป็นผู้ประกอบด้วยฉฬังคุเบกขา. บทว่า สโต มีสติ ได้แก่ประกอบด้วยสติในกายานุปัสสนาเป็นต้น. อะไรชื่อว่าธรรม คืออุเบกขามีองค์ ๖ ในบทว่า อุเปกฺขโกติ ฉฬงฺคุเปกฺขา สมนฺนาคโต นี้ คือญาณเป็นต้น. เมื่อกล่าวว่า ญาณ ก็ได้แก่กิริยาญาณสัมปยุต ๔. เมื่อกล่าวว่ามีธรรมเป็นเครื่องอยู่เนือง ๆ ก็ได้แก่มหาจิต ๘ ดวง. เมื่อกล่าวว่า ไม่มีกำหนัดและขัดเคือง ก็ได้แก่ จิต ๑๐ ดวง. โสมนัส ได้แก่อาเสวนะ. บทว่า จกฺขุนา รูปํ ทิสฺวา เห็นรูปด้วยจักษุแล้ว คือเห็นรูปด้วยจักขุวิญญาณ สามารถเห็นรูปที่ได้ ด้วยสิ่งที่ชื่อว่าจักษุโดยเหตุ. แต่โบราณาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่า จักษุย่อม ไม่เห็นรูปเพราะไม่มี แม้จิตก็ย่อมไม่เห็นรูป เพราะไม่มีจักษุ แต่ย่อม เห็นได้ด้วยจิตอัน มีประสาทเป็นวัตถุกระทบอารมณ์ทางทวาร ก็ในฐานะ เช่นนี้ ชื่อว่าเป็นการกล่าวรวมกัน ดุจในประโยคมีอาทิว่า บุรุษยิงด้วยธนู ดังนี้ เพราะฉะนั้น ความในบทนี้จึงมีว่า เห็นรูปด้วยจักขุวิญญาณดังนี้ บทว่า เนว สุมโน โหติ ไม่ดีใจ คือไม่มีโสมนัสด้วยเกิดโลภะ ด้วยเกิด ฉันทราคะ. บทว่า น ทุมฺมโน ไม่เสียใจ คือไม่มีจิตประทุษร้าย ด้วยเกิด ปฏิฆะ. บทว่า อุเปกฺขโก โหติ วางเฉย คือเห็นเพียงเกิด. เป็นผู้ไม่ตกไป ในฝักฝ่ายทำอิริยาบถให้ปกติ. บทว่า สโต สมฺปชาโน คือ มีสติสมบูรณ์ ด้วยญาณ. บทว่า มนาปํ นาภิคิชฺฌติ ไม่ติดใจ คือไม่อยากไม่ปรารถนา อารมณ์ที่น่าปรารถนาอันเจริญใจ. บทว่า นาภิหํสติ คือ ไม่ยินดี. บทว่า น ราคํ ชเนติ ไม่ให้ราคะเกิด คือไม่เกิดความกำหนัดในอารมณ์ที่น่า ปรารถนานั้น. บทว่า ตสฺส ิโตว กาโย โหติ กายของบุคคลนั้นก็ตั้งอยู่ คือกายมีจักษุเป็นต้นของพระขีณาสพนั้นก็ตั้งอยู่ คือไม่หวั่นไหว เพราะ เว้นจากความหวั่นไหวได้. บทว่า อมนาปํ ไม่ชอบใจ ได้แก่ อารมณ์ที่ ไม่น่าปรารถนา. บทว่า น มงกุ โหต ไม่เป็นผู้เก้อ คือไม่เสียใจ. บทว่า อปฺปติฏฺิตจิตฺโต ไม่โกรธ คือไม่มีใจตั้งอยู่ด้วยความโกรธ. บทว่า อาลีนนนโส คือ ไม่หดหู่. บทว่า อพฺยาปนฺนเจตโส ไม่พยาบาท คือมี จิตเว้นจากพยาบาท. บทว่า รชนีเย น รชฺชติ ไม่กำหนัดในอารมณ์เป็น ที่ตั้งแห่งความกำหนัด คือไม่เกิดราคะในวัตถุเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด. บทว่า โทสนีเย น ทุสฺสติ ไม่ขัดเคืองในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความขัดเคือง คือไม่เกิดโทสะในวัตถุอันทำให้เกิดโทสะ. บทว่า โมหนีเย น มุยฺหติ ไม่หลงในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความหลง คือไม่ให้โมหะเกิดในวัตถุเป็นที่ ตั้งแห่งโมหะ. บทว่า โกปนีเย น กุปฺปติ ไม่ขัดเคืองในอารมณ์เป็นที่ตั้ง แห่งความขัดเคือง คือไม่หวั่นไหวในวัตถุเป็นที่ตั้งแห่งความโกรธ. บทว่า มทนีเย น มชฺชติ ไม่มัวเมาในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความมัวเมา คือไม่ จมลงในวัตถุเป็นที่ตั้งแห่งความมัวเมา. บทว่า กิเลสนีเย น กิลิสฺสติ ไม่เศร้าหมอง คือไม่เข้าไปเดือดร้อนในวัตถุอันเป็นที่ตั้งแห่งความเข้าไป เดือดร้อน. บทว่า ทิฏฺเ ทิฏฺมตฺโต เป็นเพียงแต่เห็นในรูปที่เห็น คือ เป็นเพียงแต่เห็นในรูปารมณ์ด้วยจักขุวิญญาณ. บทว่า สุเต สุตมตฺโต เป็นแต่เพียงได้ยินในเสียงที่ได้ยินในสัททายตนะด้วยโสตวิญญาณ. บทว่า มุเต มุตมตฺโต เป็นเพียงแต่ทราบในสิ่งที่ทราบ คือเป็นเพียงแต่ยึดถือใน สิ่งที่ถึงแล้วยึดถือไว้ด้วยฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ และกายวิญญาณ. บทว่า วิญฺาเต วิญฺาตมตฺโต เป็นแต่เพียงรู้แจ้งในธรรมารมณ์ที่รู้แจ้ง คือเป็นแต่เพียงรู้ในธรรมารมณ์ที่รู้ด้วยมโนวิญญาณ. บทว่า ทิฏฺเ น ลิมฺปติ ไม่ติดในรูปที่เห็น คือไม่ติดในรูปารมณ์ ที่เห็นแล้วด้วยจักขุ- วิญญาณ ด้วยการติดด้วยตัณหาและทิฏฐิ. บทว่า ทิฏฺเ อนุปโย ไม่มี ตัณหาในรูปที่เห็น คือไม่มีตัณหาในรูปารมณ์นั้นเอง. บทว่า อนปาโย ได้แก่ ไม่มีจิตประทุษร้าย. บทว่า สํริชฺชติ ย่อมปรากฏ คือย่อมเข้าไป ได้. บทว่า ปสฺสติ คือ แลดู. บทว่า ฉนฺทราโค ความกำหนัดด้วย ความพอใจ คือความเยื่อใย. บทว่า รูปารามํ ชอบรูปารมณ์ ชื่อว่า รูปารามะ เพราะมีรูปเป็นที่ชอบ. บทว่า รูปรตํ คือ ยินดีในรูป. บทว่า รูปสมฺมุทิตํ คือ ชื่นชมในรูป.
หมายเหตุ: เนื้อหาจัดระเบียบตามโครงสร้างแบบดั้งเดิม รักษาการอ้างอิงและลำดับตามต้นฉบับ