เล่มที่ 60

ส่วนที่ 11

หมวด: พระไตรปิฎก ฝ่าย: ลำดับ: 11 อ้างอิง: Book 60, Section 11 ประเภท: section


เนื้อหา

ภายหลังวันหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัส ว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราเป็นผู้แก่แล้ว ภิกษุบางพวก เมื่อเรากล่าวว่า จะไปทางนี้ แล้วพากันไปเสียทางอื่น บางพวกทิ้งบาตรและจีวรของเราไว้ที่ พื้นดิน พวกเธอจงรู้ภิกษุรูปหนึ่ง ผู้จะเป็นอุปัฏฐากประจำตัวเรา ทรงห้าม พระสารีบุตรเถระเป็นต้น ที่พากันลุกขึ้นกระทำอัญชลีด้วยเศียรเกล้าว่า ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ จักอุปัฏฐาก ข้าพระองค์ จักอุปัฏฐาก ดังนี้ ด้วยพระดำรัสว่า ความปรารถนาของพวกเธอ ถึงที่สุดแล้วพอละ. ลำดับนั้น ภิกษุทั้งหลาย จึงกล่าวกะท่านพระอานนทเถระว่า อาวุโส ท่านจงวิงวอนการ อุปัฏฐากเถิด. พระเถระขอพร ๘ ประการ คือ ปฏิเสธ ๔ และข้อวิงวอน ๔ เหล่านี้คือ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า จักไม่ประทานจีวร ที่พระองค์ได้แล้วแก่ข้าพระองค์ จักไม่ให้บิณฑบาต จักไม่ให้อยู่ในพระคันธกุฎี เดียวกัน จักไม่พาข้าพระองค์ไปยังที่ที่นิมนต์ ก็ถ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า จักไป ยังที่นิมนต์ ที่ข้าพระองค์รับไว้ ถ้าข้าพระองค์จักได้เพื่อให้บริษัทที่มา จาก นอกแว่นแคว้น นอกชนบท เพื่อเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ขอให้ได้เข้าเฝ้าใน ขณะที่มาแล้วทีเดียว ขอให้ข้าพระองค์จักได้เฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ในขณะที่ ข้าพระองค์เกิดความสงสัย ถ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมอันใด ในที่ ลับหลังข้าพระองค์กลับมาแล้ว ขอได้แสดงธรรมนั้น แก่ข้าพระองค์อีก ด้วย อาการอย่างนี้ ข้าพระองค์จึงจักอุปัฏฐากพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น. ฝ่ายพระผู้มี พระภาคเจ้า ก็ได้ประทานแก่เธอแล้ว. ตั้งแต่นั้นมา พระอานนทเถระก็ได้ เป็นอุปัฏฐากประจำ เป็นเวลา ๒๕ ปี. พระเถระได้รับสถาปนาในเอตทัคคะ ในฐานะ ๕ ประกอบด้วยสัมปทา ๗ เหล่านี้ คือ อาคมสัมปทา อธิคม- สัมปทา ปุพพเหตุสัมปทา อัตถัตถปริปุจฉาสัมปทา ติฏฐวาสสัมปทา โยนิโสมนสิการสัมปทา และ พุทธุปนิสสยสัมปทา ได้รับมรดกคือพร ๘ ประการ ในสำนักของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ได้ปรากฏชัดในพระพุทธศาสนา ได้ปรากฏเหมือนพระจันทร์ลอยเด่นในท้องฟ้า. ภายหลังวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย สนทนากันในโรงธรรมสภาว่า อาวุโส พระตถาคตได้ให้พระอานนท์เถระ อิ่มหนำด้วยการประทานพร. พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไรหนอ เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูล ให้ทรงทราบ จึงตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย มิใช่ในบัดนี้อย่างเดียวเท่านั่นเอง แม้ใน กาลก่อน เราก็ให้พระอานนท์อิ่มหนำด้วยพรแล้ว ในกาลก่อนนั่นเอง เราก็ ได้ให้สิ่งที่เธอขอร้องเหมือนกัน ดังนี้แล้ว จึงนำอดีตนิทานมาตรัสว่า ในอดีตกาล เมื่อ พระเจ้าพรหมทัต เสวยราชสมบัติ ใน กรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์ได้เป็นพระราชโอรสของท้าวเธอ ทรงพระนามว่า ชุณหกุมาร ทรงศึกษาศิลปะในกรุงตักกศิลา ให้การประกอบเนือง ๆ แก่อาจารย์ ในเวลา มืดค่ำตอนกลางคืน ออกจากเรือนของอาจารย์ รีบไปที่อยู่ของตน เมื่อไม่ เห็นพราหมณ์คนใดคนหนึ่ง ผู้เที่ยวภิกษาจารไปยังที่อยู่ของตน จึงตีตุ่มภัตร ของพราหมณ์นั้นแตกไป. พราหมณ์ล้มลงร้องไห้. กุมารกลับได้ความกรุณา จึงจับมือพราหมณ์นั้นให้ลุกขึ้น. พราหมณ์กล่าวว่า เธอมาทำลายภาชนะภิกษา องเราทำไม จงให้ค่าภัตตาหารแก่เรา. กุมารกล่าวว่า พราหมณ์ บัดนี้ เรา ไม่อาจจะให้ค่าภัตตาหารนั้นแก่ท่านได้ ก็เราแลเป็นโอรสของพระเจ้ากาสี มี นามว่า ชุณหกุมาร เมื่อเราดำรงอยู่ในรัชสมบัติ ท่านพึงมาขอทรัพย์เราได้ จบการศึกษาแล้ว ไหว้อาจารย์แล้วไปยังกรุงพาราณสี แสดงศิลปะแก่พระบิดา. พระบิดาทรงคิดว่า เราเมื่อยังมีชีวิตอยู่ได้เห็นบุตรแล้ว เราจักเห็นบุตรนั้น ได้เป็นพระราชา ดังนี้แล้ว จึงอภิเษกไว้ในรัชสมบัติ. พระองค์เป็นพระราชา มีพระนามว่า ชุณหะ ครองราชสมบัติโดยธรรม, พราหมณ์ทราบเรื่องนั้นแล้ว จึงคิดว่า บัดนี้เราจักให้พระราชานำค่าภัตตาหารมาแก่เรา จึงไปยังกรุงพาราณสี มองเห็นพระราชากำลังทำประทักษิณพระนครที่ตบแต่งไว้นั่นแล จึงยืนอยู่ใน ที่สูงแห่งหนึ่งแล้ว เหยียดมือออกไปให้ชัยชนะ. พระราชาเสด็จเลยไป โดย ไม่เหลียวดูเลย. พราหมณ์รู้ว่าท้าวเธอมิได้เห็น เมื่อจะยกเรื่องขึ้น จึงกล่าว คาถาที่ ๑ ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมแห่งชน ขอพระองค์ จงทรงสดับคำของข้าพระองค์ ข้าพระองค์มาถึงในที่นี้ ด้วยประโยชน์ในพระเจ้าชุณหะ ข้าแต่พระองค์ผู้ ประเสริฐกว่าสัตว์สองเท้าทั้งหลาย เมื่อพราหมณ์เดิน ทางไกลยืนอยู่ บัณฑิตทั้งหลายไม่ควรพูดว่า พระราชา ควรเสด็จเลยไป.


หมายเหตุ: เนื้อหาจัดระเบียบตามโครงสร้างแบบดั้งเดิม รักษาการอ้างอิงและลำดับตามต้นฉบับ