เล่มที่ 59
ส่วนที่ 104
หมวด: พระไตรปิฎก ฝ่าย: ลำดับ: 104 อ้างอิง: Book 59, Section 104 ประเภท: section
เนื้อหา
พระเจ้าเจติยราชนั้น แต่ก่อนเคยเสด็จ เที่ยวไปได้ในอากาศ ภายหลังถูกพระฤๅษีสาบ แล้ว เสื่อมจากอำนาจ ถึงกำหนดเวลาของตน แล้ว ก็ถูกแผ่นดินสูบ. เพราะเหตุนั้นแหละ บัณฑิตทั้งหลายจึง ไม่สรรเสริญฉันทาคติ บุคคลไม่พึงเป็นผู้มีจิต ถูกฉันทาคติเป็นต้นประทุษร้าย พึงกล่าวแต่ คำสัตย์เท่านั้น. จบ เจติยราชชาดกที่ ๖ อรรถกถาเจติยราชชาดกที่ ๖ พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ พระเทวทัตตอนถูกแผ่นดินสูบ จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า ธมฺโม หเว หโต หนฺติ ดังนี้. ความย่อมีว่า วันนี้ ภิกษุทั้งหลายสนทนากันในโรงธรรมสภาว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย พระเทวทัตทำมุสาวาท ถูกแผ่นดินสูบ มีอเวจี เป็นที่ไปในเบื้องหน้า. พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งสนทนากันถึงเรื่องอะไร ? เมื่อภิกษุเหล่านั้น กราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ใน บัดนี้เท่านั้นที่พระเทวทัตทำมุสาวาทแล้วถูกแผ่นดินสูบ แม้ในกาลก่อน พระเทวทัตก็ทำมุสาวาท แล้วถูกแผ่นดินสูบเหมือนกันดังนี้ แล้วทรง นำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :- ในอดีตกาล ครั้งปฐมกัป มีพระราชาทรงพระนามว่า มหาสัมมตะ ทรงมีพระชนมายุได้หนึ่งอสงไขย. พระโอรสของพระองค์มีพระนามว่า โรชะ พระโอรสของพระเจ้าโรชะ มีพระนามว่า วรโรชะ โอรสของ พระเจ้าวรโรชะ มีพระนามว่า กัลยาณะ โอรสของพระเจ้ากัลยาณะ มีพระนามว่า วรกัลยาณะ โอรสของพระเจ้าวรกัลยาณะ มีพระนามว่า อุโบสถ โอรสของพระเจ้าอุโบสถ มีพระนามว่า วรอุโบสถ โอรสของ พระเจ้าวรอุโบสถ มีพระนามว่า มันธาตุ โอรสของพระเจ้ามันธาตุ มีพระนามว่า วรมันธาตุ โอรสของพระเจ้าวรมันธาตุ มีพระนามว่า วระ โอรสของพระเจ้าวระ มีพระนามว่า อุปวระ แต่บางคนก็เรียกว่า อุปริจระ. พระเจ้าอุปจิรราชนั้น ครองราชสมบัติ อยู่ ณ โสตถิยนคร ใน เจติยรัฐ พระองค์ประกอบด้วยฤทธิ์ ๔ อย่าง มักเสด็จไปเบื้องบน คือ เสด็จไปโดยอากาศ มีเทพบุตร ๔ องค์ ถือพระขรรค์รักษาอยู่ทั้ง ๔ ทิศ มีกลิ่นจันทน์หอมฟุ้งออกจากพระวรกาย มีกลิ่นอุบลหอมฟุ้งออกจาก พระโอฐ์. พระองค์มีพราหมณ์ชื่อว่ากปิลเป็นปุโรหิต. กปิลพราหมณ์ มีน้องชายชื่อโกรกลัมพกะ เป็นพาลสหาย เคยเล่าเรียนศิลปะในสำนัก อาจารย์เดียวกันกับพระราชา. ในสมัยที่พระราชายังเป็นพระราชกุมาร พระองค์ได้ทรงปฏิญญากะโกรกลัมพกพราหมณ์ไว้ว่า เมื่อเราได้ครอง- ราชสมบัติแล้ว จักให้ตำแหน่งปุโรหิตกับท่าน. ครั้นพระองค์ขึ้นครอง- ราชสมบัติแล้ว ก็ไม่อาจถอดกปิลพราหมณ์ ซึ่งเป็นปุโรหิตของพระชน ออกจากตำแหน่งปุโรหิตได้. ก็เมื่อกปิลปุโรหิตเข้าเฝ้า พระองค์ก็ทรง แสดงความยำเกรง ด้วยความเคารพในปุโรหิตนั้น. พราหมณ์สังเกตุ อาการนั้นแล้วคิดว่า ธรรมดาการครองราชสมบัติ ต้องบริหารกับผู้ที่มี วัยเสมอกันจึงจะดี เราจักทูลลาพระราชาบวช ดังนี้แล้วจึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ข้าพระองค์เป็นคนแก่ ที่เรือนมีกุมารอยู่คน หนึ่ง ขอพระองค์จงตั้งกุมารนั้นให้เป็นปุโรหิต ข้าพระองค์จับบวช ขอ พระราชทานพระบรมราชานุญาตแล้วตั้งบุตรไว้ในตำแหน่งปุโรหิต เข้า พระราชอุทยาน บวชเป็นฤาษี ยังฌานและอภิญญาให้เกิดแล้ว อยู่ ในพระราชอุทยานนั้นเอง โดยอาศัยบุตรเป็นผู้บำรุง. โกรกลัมพกพราหมณ์ ผูกอาฆาตพี่ชายว่า พี่ชายของเรานี้แม้ บวช ก็ยังไม่ให้ฐานันดรแก่เรา วันหนึ่งขณะที่สนทนากัน พระราชา ตรัสถามว่า โกรกลัมพกะ ท่านไม่ได้ตำแหน่งปุโรหิตดอกหรือ ? เขา กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ พระเจ้าข้า ข้าพระองค์ไม่ได้ ทำ พี่ชายของข้าพระองค์ทำ. พระราชารับสั่งว่า ก็พี่ชายของท่านบวชแล้ว มิใช่หรือ ? เขาทูลว่า พระเจ้าข้า เขาบวชแล้ว แต่เขาได้ให้พระองค์ประ- ทานฐานันดรแก่บุตรของเขา. ถ้าเช่นนั้น ท่านจะให้เราทำอย่างไร ? ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ข้าพระองค์ไม่อาจให้พระองค์ถอดพี่ ชายเสียจากฐานันดร อันสืบเนื่องมาตามประเพณี แล้วแต่งตั้งข้าพระ- องค์เป็นปุโรหิต. เมื่อเป็นเช่นนั้น เราจักแต่งตั้งท่านให้เป็นใหญ่ แล้วทำพี่ชาย ของท่านให้เป็นน้องชาย. พระองค์จักทำได้อย่างไร ? เราทำได้โดยมุสาวาท. ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ พระองค์ไม่ทรงทราบดอกหรือ แต่ ไรมา พี่ชายของข้าพระองค์มีวิชาประกอบด้วยธรรมน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก เขาจักลวงพระองค์ด้วยอุบายที่ไม่จริง เช่นจักทำเป็นเทพบุตรสี่องค์หาย ตัว จักทำกลิ่นหอมที่ฟุ้งจากพระวรกาย และพระโอฐให้เป็นเหมือนกลิ่น เหม็น จักทำพระองค์ให้เป็นเหมือนพลัดตกจากอากาศ ยืนอยู่บนพื้นดิน พระองค์จักเป็นเหมือนลูกแผ่นดินสูบที่นั้น พระองค์จักไม่อาจดำรง พระวาจาอยู่ได้. ท่านอย่าได้เข้าใจอย่างนั้นเลย เราสามารถทำเช่นนั้นได้. ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ พระองค์จักทรงทำเมื่อไร ? นับแต่นี้ไปเจ็ดวัน. พระราชดำรัสนั้นได้แพร่สะพัดไปทั่วพระนคร. มหาชนเกิดปริวิตกขึ้นอย่างนี้ว่า ได้ยินว่าพระราชาจักทรงทำ มุสาวาท ทำเด็กให้เป็นใหญ่ จักให้ผู้ใหญ่คืนฐานันดรให้แก่เด็ก ขึ้น ชื่อว่ามุสาวาทเป็นอย่างไรหนอ มีสีเขียว หรือสีเหลืองเป็นต้น สีอะไร กันแน่. เขาว่ากันว่า ในครั้งนั้น เป็นเวลาที่โลกพูดความสัตย์ คน ทั้งหลายจึงไม่รู้ว่า มุสาวาทนี้เป็นอย่างนี้. แม้บุตรปุโรหิต พอได้ฟังคำนั้นแล้ว ก็ไปบอกบิดาว่า พ่อเขา ว่า พระราชาจักทำมุสาวาท ทำพ่อให้เป็นเด็ก แล้วพระราชทาน ฐานันดรของฉันให้แก่อา. ปุโรหิตกล่าวว่า ลูกรัก ถึงพระราชาทรงทำ มุสาวาท ก็ไม่อาจพระราชทานฐานันดรของเราแก่อาเจ้าได้. ก็พระ- ราชาจักกระทำมุสาวาทในวันไหน ? ได้ยินว่า แต่วันนี้ไปเจ็ดวัน. ถ้าเช่นนั้น เมื่อถึงวันนั้น เจ้าพึงบอกแก่เรา. ครั้นถึงวันที่เจ็ด มหาชนคิดว่า จักดูมุสาวาท จึงไปประชุมกัน ที่พระลานหลวง ผูกเตียงซ้อน ๆ กันขึ้นยืนดู. กุมารก็ได้ไปบอกแก่ บิดา. พระราชแต่งพระองค์แล้ว เสด็จออกจากประทับอยู่ในอากาศหน้า พระลานหลวงท่ามกลางมหาชน. พระดาบสได้เหาะมาแล้วลาดหนังรอง นั่งตรงพระพักตร์พระราชา นั่งบัลลังก์ในอากาศ ทูลถามว่า ดูก่อน มหาบพิตร ได้ยินว่าพระองค์ประสงค์จะทำมุสาวาท ทำเด็กให้เป็นผู้ ใหญ่ แล้วพระราชทานฐานันดรแก่เขา จริงหรือ ? พระราชาตรัสว่า ถูกแล้ว ท่านอาจารย์ ข้าพเจ้าได้กล่าวอย่างนี้จริง. ลำดับนั้น พระ- ดาบสเมื่อจะกล่าวสอนพระราชา ได้กล่าวว่า ดูก่อนมหาบพิตร ขึ้นชื่อว่า มุสาวาทเป็นบาปหนัก กำจัดคุณความดี ทำให้เกิดในอบายทั้ง ๔ ธรรมดา พระราชา เมื่อทรงทำมุสาวาท ย่อมชื่อว่าทำลายธรรม ครั้นทำลาย ธรรมเสียแล้ว ย่อมได้ชื่อว่าทำลายตนนั่นเอง ดังนี้แล้วกล่าวคาถาที่ ๑ ความว่า :- เชฏฐาปจายนธรรม อันบุคคลใดทำลาย แล้ว ย่อมทำลายบุคคลนั้นเสียโดยแท้ เชฏ- ฐาปจายนธรรนอันบุคคลใดไม่ทำลายแล้ว ย่อม ไม่ทำลายบุคคลนั้นสักน้อยหนึ่ง เพราะเหตุ นั้นแล พระองค์ไม่ควรทำลายเชฏฐาปจายน- ธรรมเลย เชฏฐาปจายนธรรมที่พระองค์ทำลาย แล้ว อย่าได้กลับมาทำลายพระองค์เลย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺโม พระดาบสหมายถึงเชฏฐา- ปจายนธรรม. พระดาบสเมื่อจะกล่าวสอนพระราชาให้ยิ่งขึ้นไปอีก. จึงกล่าวว่า ดูก่อนมหาบพิตร ถ้าพระองค์จักทรงทำมุสาวาทไซร้ ฤทธิ์ ๔ อย่างของ พระองค์ก็จักอันตรธานไป ดังนี้แล้ว กล่าวคาถาที่ ๒ ความว่า :- เมื่อพระองค์ยังตรัสคำกลับกลอกอยู่ เทวดาทั้งหลายก็จะพากันหลีกหนีไปเสีย พระ- โอษฐ์จักมีกลิ่นบูดเน่าเหม็นฟุ้งไป ผู้ใดรู้อยู่ เมื่อถูกถามปัญหาแล้ว แกล้งแก้ปัญหานั้น ไปเสียอย่างอื่น ผู้นั้นย่อมพลัดพรากจากฐานะ ของตน แล้วถูกแผ่นดินสูบ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปกฺกมนฺติ เทวตา ความว่า พระดาบสกล่าวคำนี้ไว้ โดยประสงค์ว่า ดูก่อนมหาบพิตร ข้าพระองค์ ยังตรัสกลับกลอกอยู่ไซร้ เทพบุตรทั้ง ๔ องค์ ก็จักละทิ้งหน้าที่หลีกหนี ไปเสีย. บทว่า ปูติกญฺจ มุขํ วาติ ความว่า พระดาบสกล่าวว่า กลิ่น บูดเน่า ทั้งสองคือทั้งทางพระโอฐ และทั้งพระวรกาย ของพระองค์จัก ฟุ้งไปดังนี้หมายถึงพระราชา. บทว่า สกฏฺานาว ธํสติ ความว่า พระดาบสเมื่อจะแสดงว่า ย่อมตกลงจากอากาศ แล้วถูกแผ่นดินสูบ. จึงกล่าวอยางนี้. พระเจ้าอุปริจรราช ได้สดับโอวาทแล้ว มีพระหทัยกลัว ทอด. พระเนตรดูโกรกลัมพกพราหมณ์. ลำดับนั้น โกรกลัมพกพราหมณ์ จึงกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ขอพระองค์อย่าทรงกลัวเลย ข้าพระ- องค์ ได้กราบทูลเรื่องนี้แก่พระองค์ไว้ก่อนแล้ว มิใช่หรือ ? พระ- ราชาถึงจะได้ทรงสดับคำของกปิลปุโรหิตแล้วก็ตาม แต่เพื่อจะรักษา พระดำรัสของพระองค์ไว้ จึงได้ตรัสว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ท่านเป็น น้องชายโกรกลัมพกะเป็นพี่ชาย. ทันใดนั้น เทพบุตรทั้ง ๔ องค์กล่าว ว่า พวกเราจักไม่อารักขาคนมุสาวาทเช่นท่าน แล้วได้ทิ้งพระขรรค์ไว้ ใกล้บาทพระราชา อันตรธานไปพร้อมกันที่พระราชาได้ตรัสมุสาวาท. พระโอฐก็มีกลิ่นเหม็นเหมือนฟองไข่เน่าแตก พระวรกายก็มีกลิ่นเหม็น เหมือนเวจกุฎีที่เปิดไว้ ฟุ้งตลบไป. พระราชาก็ตกจากอากาศ ประทับ อยู่บนแผ่นดิน ฤทธิ์ทั้ง ๔ ได้เสื่อมไปแล้ว. ลำดับนั้น มหาปุโรหิตได้ กราบทูลพระราชาว่า ข้าแต่พระราชาผู้เป็นใหญ่ ขอพระองค์อย่าได้ทรง กลัวเลย ถ้าพระองค์ตรัสสัจวาจาไซร้ ข้าพระองค์จักทำสิ่งทั้งปวงให้ กลับเป็นปกติแด่พระองค์ แล้วกล่าวคาถาที่ ๓ ความว่า :- ข้าแต่พระเจ้าเจติยราช ถ้าพระองค์ตรัส สัจวาจา พระองค์ก็จะประทับอยู่ในพระราชวัง ตามเดิมได้ ถ้ายังตรัสมุสาวาทอยู่ พระองค์ก็ จะดำรงอยู่ได้เพียงบนพื้นดิน ไม่สามารถจะ ลอยขึ้นสู่อากาศได้อีก. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภูมิยํ ติฏฺ บทว่า ข้าแต่พระ- องค์ผู้สมมติเทพ ถ้าพระองค์ยังตรัสมุสาวาทอยู่ พระองค์จะดำรงอยู่ได้ เพียงบนพื้นดิน ไม่สามารถลอยขึ้นสู่อากาศได้อีก. แม้กปิลดาบสได้ทูลเตือนว่า จงดูเอาเถิดมหาบพิตร เพียงมุสา- วาทครั้งแรกเท่านั้น ฤทธิ์ ๔ อย่างของพระองค์ก็อันตรธานไปแล้ว พระ- องค์จงกำหนดดูเถิด แม้บัดนี้ ข้าพระองค์ก็อาจทำให้กลับเป็นปกติได้ ดังนี้ พระเจ้าอุปริจรราชนั้นตรัสว่า กปิลดาบสกล่าวอย่างนี้ ประสงค์ จะลวงท่านทั้งหลาย แล้วกล่าวมุสาวาทเป็นครั้งที่สอง ได้ถูกแผ่นดินสูบ ลงไปแค่ข้อพระบาท. ลำดับนั้น พราหมณ์ได้กราบทูลพระราชาอีกว่า ขอพระองค์จงทรงกำหนดดูเถิด แม้บัดนี้ ข้าพระองค์ก็อาจทำให้กลับ เป็นปกติได้ พระเจ้าข้า ดังนี้แล้วกล่าวคาถานี้ ๔ ความว่า :- พระราชาพระองค์ใดทรงทราบอยู่ ถูกเขา ถามปัญหาแล้ว แกล้งทำมุสาวาท พยากรณ์ ปัญหานั้นไปเสียอย่างอื่น ในแว่นแคว้นของ พระราชาพระองค์นั้น ฝนย่อมตกในเวลาไม่ใช่ ฤดูกาล ย่อมไม่ตกต้องตามฤดูกาล. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตสฺส ความว่า พระราชาพระองค์ ใดทรงทราบอยู่ แสร้งกล่าวเท็จ พยากรณ์ปัญหาที่เขาถามแล้วไปเสีย อย่างอื่น ในแว่นแคว้นของพระราชาพระองค์นั้น ฝนย่อมไม่ตกในเวลา ที่ควรตก แต่ตกในเวลาที่ไม่ควรตก. ลำดับนั้น กปิลดาบสทูลเตือนต่อไปอีกว่า มหาบพิตร ด้วยผล แห่งมุสาวาท พระองค์ถูกแผ่นดินสูบไปแต่พระชงฆ์แล้ว ขอพระองค์ จงทรงกำหนดดูเถิด แล้วกล่าวคาถาที่ ๕ ความว่า :- ข้าแต่พระเจ้าเจติยราช ถ้าพระองค์ตรัส สัจวาจา พระองค์ก็จะประทับอยู่ในพระราช- วังตามเดิมได้ ถ้าพระองค์ตรัสมุสาวาทอยู่ ก็จะแผ่นดินสูบลงไปอีก. พระเจ้าอุปริจรราช ได้ทรงทำมุสาวาทเป็นครั้งที่สามว่า ข้าแต่ ท่านผู้เจริญท่านเป็นน้องชาย โกรกลัมพกะเป็นพี่ชายดังนี้แล้ว ถูก แผ่นดินสูบลงไปแต่พระชานุ. ลำดับนั้น กปิลดาบสได้ทูลพระราชาอีก ว่า ขอพระองค์จงทรงกำหนดดูเถิด มหาบพิตร แล้วกล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า :- ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นใหญ่ในทิศ พระ- ราชาพระองค์ใดทรงทราบอยู่ ถูกเขาถามปัญหา แล้ว แกล้งตรัสแก้ปัญหานั้นไปเสียอย่างอื่น พระชิวหาของพระราชาพระองค์นั้น จะแตก เป็นสองแฉกเหมือนลิ้นงู. ข้าแต่พระเจ้าเจติยราช ข้าพระองค์ตรัส สัจวาจา พระองค์ก็จะประทับอยู่ในพระราช. วังตามเดิมได้ ถ้าพระองค์ยังตรัสมุสาวาทอยู่ ก็จะถูกแผ่นดินสูบลึกยิ่งลงไปอีก. พระดาบสครั้นกล่าวคาถาสองคาถานี้แล้ว ทูลว่า แม้จนบัดนี้ พระองค์ก็ยังไม่อาจที่จะกลับทำให้เป็นปกติได้. พระราชามิได้ถือเอา ถ้อยคำของพระดาบสนั้น ยังทรงทำมุสาวาทเป็นครั้งที่ ๔ ว่า ข้าแต่ท่าน ผู้เจริญ ท่านเป็นน้องชาย โกรกลัมพกะเป็นพี่ชาย ดังนี้แล้ว ถูก แผ่นดินสูบลงไปแค่บั้นพระองค์. ลำดับนั้น ปิลพราหมณ์ได้ทูลพระ- ราชาว่า ขอพระองค์จงทรงกำหนดดูเถิดมหาบพิตร แล้วกล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า :- ข้าแต่พระราชาผู้เป็นใหญ่ในทิศ พระ- ราชาพระองค์ใดทรงทราบอยู่ เมื่อถูกถามปัญหา แล้ว แกล้งตรัสแก้ปัญหานั้นไปเสียอย่างอื่น พระชิวหาของพระราชาพระองค์นั้น จะไม่มี เหมือนปลาฉะนั้น. ข้าแต่พระเจ้าเจติยราช ถ้าพระองค์ตรัส สัจวาจา พระองค์ก็จะประทับอยู่ในพระราช- วังตามเดิมได้ ถ้าพระองค์ยังตรัสมุสาวาทอยู่ ก็จะถูกแผ่นดินสูบลึกยิ่งลงไปกว่านี้อีก. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มจฺฉสฺเสว ความว่า พระชิวหา ของพระราชานั้นจะไม่มี คือพระราชาที่กล่าวมุสาวาท จะเกิดในชาติ ใดก็ตาม จะเป็นใบ้อาจทำเสียงได้เหมือนปลา. พระเจ้าอุปริจราช ได้ทำมุสาวาทเป็นครั้งที่ ๕ ว่า ข้าแต่ท่าน ผู้เจริญ ท่านเป็นน้องชาย โกรกลัมพกะเป็นพี่ชาย ดังนี้ แล้วถูก แผ่นดินสูบลงไปแค่พระนาภี. ลำดับนั้นกปิลดาบส ได้ทูลพระราชาอีก ว่า ขอพระองค์จงทรงกำหนดดูเถิด มหาบพิตร แล้วกล่าวคาถา ๒ คาถาความว่า :- พระราชาพระองค์ใด ทรงทราบอยู่ เมื่อ ถูกถามปัญหาแล้ว แกล้งตรัสแก้ปัญหานั้นไป เสียอย่างอื่น พระราชาพระองค์นั้น จะมีแต่ พระธิดาเท่านั้นมาเกิด หามีพระราชโอรสมา เกิดในราชสกุลไม่. ข้าแต่พระเจ้าเจติยราช ถ้าพระองค์ตรัส สัจวาจา พระองค์ก็จะประทับอยู่ในพระราช- วังตามเดิมได้ ถ้าพระองค์ยังตรัสมุสาวาทอยู่ ก็จะถูกแผ่นดินสูบลึกไปยิ่งกว่านี้อีก. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ถิโยว ความว่า พระราชาผู้มีปกติ ตรัสมุสาวาทนั้น จะเกิดในภพใดก็ตาม จะมีแต่พระธิดาเท่านั้น หามี พระราชโอรสไปเกิดไม่. พระราชามิได้ทรงเชื่อถือถ้อยคำ ตรัสมุสาวาทเช่นนั้นอีกเป็น ครั้งที่ ๖ ถูกแผ่นดินสูบลงไปแต่พระถัน. กปิลดาบสได้ทูลพระราชาอีก ว่า ขอพระองค์จงทรงกำหนดดูเถิด มหาบพิตร แล้วกล่าวคาถา ๒ คาถาความว่า :- พระราชาพระองค์ใด ทรงทราบอยู่ เมื่อ ถูกถามปัญหาแล้ว แกล้งตรัสแก้ปัญหานั้น ไปเสียอย่างอื่น พระราชาพระองค์นั้น จะไม่มี พระราชโอรส ถ้ามีก็จะพากันหลีกหนีไป ยัง ทิศน้อยทิศใหญ่. ข้าแต่พระเจ้าเจติยราช ถ้าพระองค์ตรัส สัจวาจา พระองค์ก็จะประทับอยู่ในพระราช- วังตามเดิมได้ ถ้าพระองค์ยังตรัสมุสาวาทอยู่ จะถูกแผ่นสูบลึกยิ่งกว่านั้นลงไปอีก. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปกฺกมนฺติ ความว่า ถ้าพระราชา ผู้มีปกติตรัสคำเท็จ มีพระราชโอรสไซร้ พระราชโอรสเหล่านั้น ก็จะ ไม่ทำอุปการะแก่พระชนกชนนี จะพากันหลีกหนีไปยังทิศน้อยทิศใหญ่. พระเจ้าอุปริจะราชมิได้ทรงเชื่อถือถ้อยคำของพระดาบส เพราะ โทษคือการคบคนชั่วเป็นมิตร ได้ทรงคำมุสาวาทเช่นนั้นอีกเป็นครั้งที่ ๗. ทันใดนั้น แผ่นดินได้แยกออกเป็นสองช่อง. มีเปลวไฟจากอเวจี พลุ่งขึ้นไหม้พระราชา. มีสัมพุทธคาถา ๒ คาถา ดังต่อไปนี้ :- พระเจ้าเจติยราชนั้น แต่ก่อนเคยเสด็จ เที่ยวไปได้ในอากาศ ภายหลังถูกพระฤๅษีสาบ แล้ว เสื่อมจากอำนาจ ถึงกำหนดเวลาของตน แล้ว ก็ถูกแผ่นดินสูบ. เพราะเหตุนั้นแหละ บัณฑิตทั้งหลายจึง ไม่สรรเสริญฉันทาคติ บุคคลไม่พึงเป็นผู้มีจิต ถูกฉันทาคติเป็นต้นประทุษร้าย พึงกล่าวแต่ คำสัตย์เท่านั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ส ราชา ความว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย พระเจ้าเจติยราชนั้น แต่ก่อนเคยสัญจรไปได้ในอากาศ ครั้น ภายพลังถูกพระฤาษีสาบแล้วก็เสื่อมอำนาจถึงกำหนดเวลา คือกาลวิป- โยคของตน ก็ถูกแผ่นดินสูบ. บทว่า ตสฺมา ความว่า เพราะพระ- เจ้าเจติยราชลุอำนาจอคติมีฉันทาคติเป็นต้น จึงต้องไปอเวจี เหตุนั้น. บทว่า อทุฏฺจิตฺโต ความว่า ผู้ที่มีจิตไม่ถูกฉันทาคติเป็นต้นประทุษ ร้าย พึงกล่าว คำสัตย์เท่านั้น. มหาชนพากันตกใจกลัวว่า พระเจติยราชด่าพระฤาษี กล่าว มุสาวาท ตกนรกอเวจีแล้ว. พระโอรส ๕ องค์ ของพระเจ้าเจติยราช พากันหมอบลงที่เท้าของพระดาบสกล่าวว่า ขอท่านจงเป็นที่พึ่งของพวก ข้าพเจ้าเถิด. พระดาบสทูลว่า พระชนกของพระองค์ยังธรรมให้พินาศ กล่าวมุสาวาท ด่าพระฤาษีจึงตกนรกอเวจี ขึ้นชื่อว่าธรรมนี้ อันบุคคล ทำลายแล้ว ย่อมทำลายบุคคลนั้น พวกพระองค์ไม่สามารถจะพากัน อยู่ในที่นี้ได้ ดังนี้แล้ว เรียกพระโอรสองค์ใหญ่มาทูลว่า ขอพระองค์ จงออกทางประตูด้านทิศปราจีน เสด็จตรงไปนั่นแหละ เมื่อเสด็จไปจัก พบช้างแก้วเผือกล้วน พระองค์จงสร้างพระนครอยู่ ณ ที่นั้น ตามสัญ- ญาณนั้น พระนครนั้นจักมีชื่อว่า หัตถิปุระ. เรียกพระโอรสที่สองมา ทูลว่า พระองค์จงออกทางประตูด้านทิศทักษิณ เสด็จตรงไปนั่นแหละ เมื่อเสด็จไปจะพบม้าแก้วขาวล้วน พระองค์จงสร้างพระนครอยู่ ณ ที่ นั้น ตามสัญญาณนั้น พระนครนั้นจักมีชื่อว่า อัสสปุระ. แล้วเรียก พระโอรสองค์ที่สามมาทูลว่า พระองค์จงเสด็จออกทางประตูด้านทิศปัจ- ฉิม เสด็จตรงไปนั่นแหละ เมื่อเสด็จไปจักพบไกรสรราชสีห์ พระองค์ จงสร้างพระนครอยู่ ณ ที่นั้น ตามสัญญาณนั้น พระนครนั้นจักมีชื่อว่า สีหปุระ. แล้วเรียกพระโอรสองค์ที่สี่มาทูลว่า พระองค์จงเสด็จออกทาง ประตูด้านทิศอุดร เสด็จตรงไปนั่นแหละ เมื่อเสด็จไปจักพบจักรบัญชร ที่ทำด้วยแก้วล้วน พระองค์จงสร้างพระนครอยู่ ณ ที่นั้น ตามสัญญาณ นั้น พระนครนั้นจักมีชื่อว่า อุตตรบัญชร. แล้วเรียกพระโอรสองค์ที่ ห้ามาทูลว่า พระองค์ไม่อาจจะอยู่ในที่นี้ได้ จงสร้างพระสถูปใหญ่ไว้ ในพระนครนี้ แล้วเสด็จออกตรงไปทางทิศพายัพ เมื่อเสด็จไปจักพบ ภูเขาของลูก โอนยอดเข้ากระทบกัน ส่งเสียงดังว่า ทัทธะ. พระองค์ จงสร้างพระนครอยู่ ณ ที่นั้น ตามสัญญาณนั้น พระนครนั้นจักมีชื่อว่า ทัทธปุระ. พระราชโอรสทั้งห้าองค์ได้ไปสร้างนครอยู่ในที่นั้น ๆ ตาม สัญญาณนั้น. พระบรมศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ตรัส ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายมิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่พระเทวทัตทำมุสาวาท แล้วถูกแผ่นดินสูบ แม้ในกาลก่อน พระเทวทัตก็ทำมุสาวาท แล้วถูก แผ่นดินสูบเหมือนกัน ดังนี้แล้วทรงประชุมชาดกว่า พระเจ้าเจติยราช ในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระเทวทัต ส่วนกปิลพราหมณ์ ได้มาเป็นเรา ผู้ตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาเจติยราชชาดกที่ ๖ ๗. อินทริยชาดก ว่าด้วยดี ๔ ชั้น [๑๑๗๑] ดูก่อนนารทะ บุรุษใดตกอยู่ในอำนาจ แห่งอินทรีย์ เพราะกาม บุรุษนั้นละโลกทั้งสอง ไปแล้ว ย่อมเกิดในอบายมีนรกเป็นต้น แม้ เมื่อยังเป็นอยู่ ก็ย่อมซูบซีดไป. ทุกข์เกิดในลำดับแห่งสุข สุขเกิดใน ลำดับแห่งทุกข์ ส่วนเธอนั้นประสบทุกข์มาก กว่าสุข เธอจงหวังความสุข อันประเสริฐเถิด. ในเวลาเกิดความลำบาก บุคคลใดอดทน ความลำบากได้ บุคคลนั้นย่อมไม่เป็นไปตาม ความลำบาก บุคคลนั้นเป็นนักปราชญ์ ย่อม บรรลุสุขปราศจากเครื่องประกอบ อันเป็นที่ สุดแห่งความลำบาก. เธอไม่ควรเคลื่อนจากธรรม เพราะ ปรารถนากามทั้งหมด เพราะเหตุใช่ประโยชน์ เพราะเหตุเป็นประโยชน์ ถึงเธอจะทำสุขใน
หมายเหตุ: เนื้อหาจัดระเบียบตามโครงสร้างแบบดั้งเดิม รักษาการอ้างอิงและลำดับตามต้นฉบับ