เล่มที่ 58

ส่วนที่ 52

หมวด: พระไตรปิฎก ฝ่าย: ลำดับ: 52 อ้างอิง: Book 58, Section 52 ประเภท: section


เนื้อหา

ข้าแต่ท่านผู้มีความเพียรมาก ผู้ใดให้ตัด มือเท้า หูและจมูกของท่าน ท่านจงโกรธผู้ นั้นเถิด อย่าได้ทำรัฐนี้ให้พินาศเสียเลย. พระราชาพระองค์ใดรับสั่งให้ตัดมือ เท้า หู และจมูกของอาตมภาพ ขอพระราชา พระองค์นั้นจงทรงพระชนม์ยืนนาน บัณฑิต ทั้งหลาย เช่นกับอาตมภาพย่อมไม่โกรธ เคืองเลย. สมณะผู้สมบูรณ์ด้วยขันติ ได้มีมาใน อดีตกาลแล้ว พระเจ้ากาสีรับสั่งให้ตัดมือ เท้า หู และจมูกของสมณะผู้ตั้งอยู่ในขันติ. พระเจ้ากาสีหมกไหม้อยู่ในนรกได้เสวย วิบากอันเผ็ดร้อนของกรรมที่หยาบช้านั้น. จบ ขันติวาทิชาดกที่ ๓ อรรถกถาขันติวาทิชาดกที่ ๓ พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภ ภิกษุผู้มักโกรธรูปหนึ่ง จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า โย เต หตฺเถ จ ปาเท จ ดังนี้. เรื่องได้กล่าวไว้แล้วในหนหลังนั่นแล. ก็ในที่นี้ พระ- ศาสดาตรัสกะภิกษุนั้นว่า เธอบวชในพระศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้ ไม่โกรธ เพราะเหตุไร จึงกระทำความโกรธเล่า โบราณกบัณฑิต ทั้งหลาย เมื่อเครื่องประหารตั้งพันตกลงบนร่างกาย เมื่อถูกเขาตัดมือ เท้า หู และจมูก ก็ยังไม่กระทำความโกรธแก่คนอื่น แล้วทรงนำเอา เรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :- ในอดีตกาล พระเจ้ากาสีพระนามว่ากลาปุทรงครองราชสมบัติ อยู่ในนครพาราณสี ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูล พราหมณ์มีทรัพย์สมบัติ ๘๐ โกฏิ เป็นมาณพชื่อว่ากุณฑลกุมาร เจริญวัยแล้ว ได้เล่าเรียนศิลปะทุกอย่างในนครตักกศิลา แล้วรวบราม ทรัพย์สมบัติตั้งตัว เมื่อบิดามารดาล่วงลับไป. จึงมองดูกองทรัพย์แล้ว คิดว่า ญาติทั้งหลายของเราทำทรัพย์ให้เกิดขึ้นแล้วไม่ถือเอาไปเลย แต่เราควรจะถือเอาทรัพย์นั้นไป จึงจัดแจงทรัพย์ทั้งหมด ให้ทรัพย์แก่ คนที่ควรให้ ด้วยอำนาจการให้ทาน แล้วเข้าไปยังป่าหิมพานต์ บวช ยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยผลาผลไม้ อยู่เป็นเวลาช้านาน เพื่อต้องการ จะเสพรสเค็มและรสเปรี้ยว จึงไปยังถิ่นมนุษย์ ถึงนครพาราณสีโดย ลำดับ แล้วอยู่ในพระราชอุทยาน. วันรุ่งขึ้น เที่ยวภิกขาจารไปใน นคร ถึงประตูนิเวศน์ของเสนาบดี. เสนาบดีเลื่อมใสในอิริยาบถของ พระโพธิสัตว์นั้น จึงให้เข้าไปยังเรือนโดยลำดับ ให้บริโภคโภชนะที่ เขาจัดไว้เพื่อตน ให้รับปฏิญญาแล้วให้อยู่ในพระราชอุทยานนั้นนั่นเอง. อยู่มาวันหนึ่ง พระเจ้ากลาปุทรงมึนเมาน้ำจัณฑ์ มีนางนักสนมห้อมล้อม เสด็จไปยังพระราชอุทยานด้วยพระอิสริยยศอันยิ่งใหญ่ ให้ลาดพระที่ บรรทมบนแผ่นศิลาอันเป็นมงคล แล้วบรรทมเหนือตักของหญิงที่ทรง โปรดคนหนึ่ง หญิงนักฟ้อนทั้งหลายผู้ฉลาดในการขับร้อง การ ประโคม และการฟ้อนรำ ก็ประกอบการขับร้องเป็นต้น. พระเจ้า กลาปุได้มีสมบัติดุจของท้าวสักกเทวราช ก็ทรงบรรทมหลับไป. ลำดับ นั้น หญิงเหล่านั้น พากันกล่าวว่า พวกเราประกอบการขับร้อง เป็นต้น เพื่อประโยชน์แก่พระราชาใด พระราชานั้นก็ทรงบรรทม หลับไปแล้ว ประโยชน์อะไรแก่พวกเรา. ด้วยการขับร้องเป็นต้น จึง ทิ้งเครื่องดนตรีมีพิณเป็นต้นไว้ในที่นั้น ๆ เอง แล้วหลีกไปยังพระราช- อุทยาน ถูกดอกไม้ ผลไม้ และใบไม้เป็นต้นล่อใจ จึงอภิรมย์อยู่ใน พระราชอุทยาน. ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์นั่งอยู่ ดุจช้างซับมัน ตัวประเสริฐ. ยังเวลาให้ล่วงไปด้วยความสุขในบรรพชาอยู่ ณ โคน ต้นสาละมีดอกบานสะพรั่งในพระราชอุทยานนั้น. ลำดับนั้น หญิง เหล่านั้นหลีกไปยังพระราชอุทยานแล้วเที่ยวไปอยู่ ได้เห็นพระโพธิ- สัตว์นั้น จึงกล่าวกันว่า มาเถิดท่านทั้งหลาย พระผู้เป็นเจ้าของพวกเรา เป็นบรรพชิตนั่งอยู่ที่โคนไม้ต้นหนึ่ง พวกเราจักนั่งฟังอะไร ๆ ในสำนัก ของพระผู้เป็นเจ้านั้น ตราบเท่าที่พระราชายังไม่ทรงตื่นบรรทม จึงได้ ไปไหว้นั่งล้อมแล้วกล่าวว่า ขอท่านโปรดกล่าวอะไร ๆ ที่ควรกล่าว แก่พวกดิฉันเถิด. พระโพธิสัตว์จึงกล่าวธรรมแก่หญิงเหล่านั้น ครั้ง นั้น หญิงคนนั้นขยับตัวทำให้พระราชาตื่นบรรทม. พระราชาทรงตื่น บรรทมแล้วไม่เห็นหญิงพวกนั้น จึงตรัสว่า พวกหญิงถ่อยไปไหน. หญิงคนโปรด นั้นกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช หญิงเหล่านั้นไป นั่งล้อมดาบสรูปหนึ่ง. พระราชาทรงกริ้วถือพระขรรค์ได้รีบเสด็จไป ด้วยตั้งพระทัยว่า จักตัดหัวของชฎิลโกงนั้น. ลำดับนั้น หญิงเหล่านั้น เห็นพระราชาทรงกริ้วกำลังเสด็จมา ในบรรดาหญิงเหล่านั้น หญิงคน ที่โปรดมากไปแย่งเอาพระแสงดาบจากพระหัตถ์ของพระราชาให้พระ- ราชาสงบระงับ. พระราชานั้นเสด็จไปประทับยืนในสำนักของพระ- โพธิสัตว์แล้วตรัสถามว่า สมณะ แกมีวาทะว่ากระไร ? พระโพธิสัตว์ ทูลว่า มหาบพิตรอาตมามี ขันติวาทะ กล่าวยกย่องขันติ พระราชา ที่ชื่อว่าขันตินั้น คืออะไร ? พระโพธิสัตว์ คือความไม่โกรธในเมื่อเขา ด่าอยู่ ประหารอยู่ เย้ยหยันอยู่. พระราชาตรัสว่า ประเดี๋ยว เรา จักเห็นความมีขันติของแก แล้วรับสั่งให้เรียกเพชฌฆาตผู้ฆ่าโจรมา. เพชฌฆาตนั้นถือขวานและแซ่หนามตามจารีตของตน นุ่งผ้ากาสาวะ สวมพวงมาลัยแดง มาถวายบังคมพระราชาแล้วกราบทูลว่า ข้าพระองค์ จะทำอะไร พระเจ้าข้า ? พระราชาตรัสว่า เจ้าจงจับดาบสชั่วเยี่ยงโจร นี้ ฉุดให้ล้มลงพื้นแล้วเอาแซ่หนามเฆี่ยนสองพันครั้งในข้างทั้งสี่ คือ ข้างหน้า ข้างหลัง และด้านข้าง ๆ ทั้งสองด้าน เพชฌฆาตนั้นได้ กระทำเหมือนรับสั่งนั้น. ผิวของพระโพธิสัตว์ขา หนังขาด เนื้อขาด โลหิตไหล. พระราชาตรัสถามอีกว่า เจ้ามีวาทะว่ากระไร . พระโพธิ- สัตว์ทูลว่า มหาบพิตร อาตมามีวาทยกย่องขันติ ก็พระองค์สำคัญว่า ขันติมีในระหว่างหนังของอาตมา ขันติไม่ได้มีในระหว่างหนังของ อาตมา มหาบพิตร ก็ขันติของอาตมาตั้งอยู่เฉพาะภายในหทัย ซึ่งพระ- องค์ไม่อาจแลเห็น. เพชฌฆาตทูลถามอีกว่า ข้าพระองค์จะทำอะไร ? พระราชาตรัสว่า จงตัดมือทั้งสองข้างของดาบสโกงผู้นี้. เพชฌฆาตนั้น. จับขวานตัดมือทั้งสองข้างแต่ข้อมือ. ทีนั้น พระราชาตรัสกะเพชฌฆาต นั้นว่า จงตัดเท้าทั้งสองข้าง. เพชฌฆาตก็ตัดเท้าทั้งสองข้าง. โลหิต ไหลออกจากปลายมือและปลายเท้า เหมือนรดน้ำครั่งไหลออกจาก หม้อทะลุฉะนั้น. พระราชาตรัสถามอีกว่า เจ้ามีวาทะว่ากระไร ? พระ- โพธิสัตว์ทูลว่า มหาบพิตรอาตมามีวาทะยกย่องขันติ ก็พระองค์สำคัญ ว่า ขันติมีอยู่ที่ปลายมือปลายเท้าของอาตมา ขันตินั่นไม่มีอยู่ที่นี้ เพราะขันติของอาตมาตั้งอยู่เฉพาะภายในหทัยอันสถานที่ลึกซึ้ง. พระ- ราชานั้นตรัสว่า จงตัดหูและจมูกของดาบสนี้. เพชฌฆาตก็ตัดหู และจมูก. ทั่วทั้งร่างกายมีแต่โลหิต. พระราชาตรัสถามอีกว่า เจ้ามี วาทะกระไร ? พระโพธิสัตว์ทูลว่า มหาบพิตร อาตมามีวาทะยกย่อง ขันติ แต่พระองค์ได้สำคัญว่า ขันติตั้งอยู่เฉพาะที่ปลายหู ปลายจมูก ขันติของอาตมาตั้งอยู่เฉพาะภายในหทัยอันลึก. พระราชาตรัสว่า เจ้า ชฏิลโกง เจ้าเท่านั้นจงนั่งยกเชิดชูขันติของเจ้าเถิด แล้วเอาพระบาท กระทืบยอดยกแล้วเสด็จหลีกไป. เมื่อพระราชานั้นเสด็จไปแล้ว เสนา- บดีเช็ดโลหิตจากร่างกายของพระโพธิสัตว์ แล้วเก็บรวบรวมปลายมือ ปลายเท้า ปลายหู และปลายจมูกไว้ที่ชายผ้าสาฎกค่อย ๆ ประคองให้ พระโพธิสัตว์นั่งแล้วไหว้ ได้นั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่งแล้วกล่าวว่า ท่าน ผู้เจริญ ถ้าท่านจะโกรธ ควรโกรธพระราชาผู้ทำผิดในท่านไม่ควร โกรธผู้อื่น เมื่อจะอ้อนวอนจึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :- ข้าแต่ท่านผู้มีความเพียรมาก ผู้ใดให้ ตัดมือ เท้า หู และจมูกของท่าน ท่านจงโกรธ ผู้นั้นเถิด อย่าได้ทำรัฐนี้ให้พินาศเสียเลย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มหาวีร แปลว่า ผู้มีความเพียร ใหญ่หลวง. บทว่า มา รฏฺ€ํ วินสฺส อิทํ ความว่า ท่านอย่าทำ กาสิกรัฐอันหาความผิดมิได้นี้ให้พินาศ. พระโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :- พระราชาพระองค์ใดรับสั่งให้ตัดมือ เท้า หู และจมูกของอาตมภาพ ขอพระราชา พระองค์นั้นจงทรงพระชนม์ยืนนาน บัณฑิต ทั้งหลาย เช่นกับอาตมภาพย่อมไม่โกรธ เคืองเลย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มาทิสา ความว่า บัณฑิตทั้งหลาย ผู้ประกอบด้วยกำลังแห่งขันติเช่นกับอาตมา ย่อมไม่โกรธว่า ผู้นี้ด่า บริภาษ เย้ยหยัน ประหารเรา ตัดอวัยวะทำลายเรา. ในกาลที่พระราชาเสด็จออกจากพระราชอุทยาน ลับคลองจักษุ ของพระโพธิสัตว์เท่านั้น มหาปฐพีอันหนาสองแสนสี่หมื่นโยชน์นี้ก็ แยกออก ประดุจผ้าสาฎกทั้งกว้างทั้งแข็งแตกออกฉะนั้น. เปลวไฟ จากอเวจีนรก แลบออกมาจับพระราชาเหมือนห่มด้วยผ้ากัมพลแดงที่ ตระกูลมอบให้. พระราชาเข้าสู่แผ่นดินที่ประตูพระราชอุทยานนั่นเอง แล้วตั้งอยู่เฉพาะในอเวจีมหานรก. พระโพธิสัตว์ก็ได้ทำกาละในวัน นั้นเอง. ราชบุรุษและชาวนครทั้งหลายถือของหอม ดอกไม้ ประทีป และธูป มากระทำฌาปนกิจสรีระของพระโพธิสัตว์. ส่วนเกจิอาจารย์ กล่าวว่า พระโพธิสัตว์กลับไปยังหิมวันตประเทศนั่นเอง. คำของเกจิ- อาจารย์นั้นไม่จริง. มีอภิสัมพุทธคาถาทั้งสองคาถานี้อยู่ว่า :- สมณะผู้สมบูรณ์ด้วยขันติ ได้มีมาใน อดีตกาลนั้นแล้ว พระเจ้ากาสีได้รับสั่งให้ห้ำ หั่นสมณะนั้นผู้ดำรงอยู่เฉพาะในขันติธรรม. พระเจ้ากาสีหมกไหม้อยู่ในนรก เสวย วิบากอันเผ็ดร้อนของกรรมที่หยาบช้านั้น . บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อตีตมทฺธานํ แปลว่า ในอดีตกาล อันยาวนาน. บทว่า ขนฺติทีปโน ได้แก่ ผู้เพียบพร้อมด้วยอธิวาสน- ขันติ. บทว่า อเฉทยิ ได้แก่ รับสั่งให้ฆ่า. แต่พระเถระพวกหนึ่ง กล่าวว่า มือและเท้าของพระโพธิสัตว์ต่อติดได้อีก. คำนั้นไม่จริงเหมือน กัน. บทว่า สมปฺปิโต ได้แก่ ตั้งอยู่เฉพาะแล้ว. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรง ประกาศสัจจะแล้วทรงประชุมชาดก. ในเวลาจบสัจจะ ภิกษุผู้ขี้โกรธ บรรลุพระอนาคามิผล. พระเจ้ากาสีพระนามว่ากลาปุในครั้งนั้น ได้ เป็นพระเทวทัต เสนาบดีในครั้งนั้น ได้เป็นพระสารีบุตร ส่วนดาบส ผู้มีวาทะยกย่องขันติในครั้งนั้น ได้เป็นเราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาขันติวาทิชาดกที่ ๓ ๔. โลหกุมภีชาดก ว่าด้วยสัตว์นรกในโลหกุมภี เมื่อโภคะทั้งหลายมีอยู่ เราทั้งหลาย ไม่ได้ให้ทาน ไม่ได้ทำที่พึ่งให้แก่ตน เราจึง มีชีวิตเป็นอยู่ได้แสนยาก. เมื่อเราทั้งหลายหมกไหม้อยู่ในนรก ตลอดหกหมื่นปีบริบูรณ์โดยประการทั้งปวง เมื่อไรที่สุดจักปรากฏ. ดูก่อนชาวเราเอ๋ย ที่สุดไม่มี ที่สุดจัก มีแต่ที่ไหน ที่สุดจักไม่ปรากฏ ดูก่อนท่าน ผู้นิรทุกข์ เพราะในกาลนั้นทั้งเราและท่าน ได้กระทำบาปกรรมไว้มาก. เราไปจากที่นี้ ได้กำเนิดมนุษย์พอรู้จัก ภาษาแล้ว จักเป็นคนสมบูรณ์ไปด้วยศีล จักทำกุศลให้มากทีเดียว. จบ โลหกุมภีชาดกที่ ๔ อรรถกถาโลหกุมภีชาดกที่ ๔ พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ พระเจ้าโกศล จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า ทุชฺชีวิตม- ชีวิมฺหา ดังนี้. ได้ยินว่า ในครั้งนั้น พระเจ้าโกศลได้ทรงสดับเสียงของ สัตว์นรก ๔ ตน ในตอนกลางคืน คือสัตว์นรกตนหนึ่งกล่าวเฉพาะ ทุ อักษรเท่านั้น ตนหนึ่งกล่าว ส อักษร ตนหนึ่งกล่าว น อักษร ตนหนึ่งกล่าว โส อักษรเท่านั้น. นัยว่า ในอดีตภพ สัตว์นรก เหล่านั้นได้เป็นราชโอรสทำปรทาริกกรรม อยู่ในพระนครสาวัตถี นั่นเอง. พระราชโอรสเหล่านั้นผิดมาตุคามทั้งหลายที่คนอื่นรักษา คุ้มครอง เล่นเพลิดเพลินใจทำบาปกรรม ถูกกงจักรคือความตาย ตัดแล้ว บังเกิดในโลหกุมภี ๔ ขุม ณ ที่ใกล้พระนครสาวัตถี ไหม้ อยู่ในโลหกุมภีนั้น ๖ หมื่นปี ผุดขึ้นมา เห็นขอบปากโลหกุมภี ทั้ง ๔ ตนพากันร้องตามลำดับกันด้วยเสียงอันดังว่า เมื่อไรหนอ พวกเราจักพ้นทุกข์นี้. พระราชาได้ทรงสดับเสียงของสัตว์นรกเหล่านั้น ทรงสดุ้งกลัวต่อมรณภัย ประทับนั่งอยู่นั้นแหละจนอรุณขึ้น. ในเวลา รุ่งอรุณแล้ว พราหมณ์ทั้งหลายมาเฝ้าทูลถามพระราชาถึงสุขไสยาส. พระราชาตรัสว่า ท่านอาจารย์ทั้งหลาย เราจะนอนสบายมาแต่ไหน วันนี้ เราได้ยินเสียงน่าหวาดเสียว ๔ เสียงเห็นปานนี้. พราหมณ์ ทั้งหลายพากันสะบัดมือ. พระราชาตรัสถามว่า เป็นอย่างไรหรือ ท่านอาจารย์. พวกพราหมณ์กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช เสียงหยาบช้า สาหัสมาก พระเจ้าข้า. พระราชาตรัสว่า แก้ไขได้หรือไม่. พวก พราหมณ์กราบทูลว่า ถึงจะแก้ไขไม่ได้แต่พวกข้าพระองค์ได้ศึกษา มาดีแล้ว. พระราชาตรัสว่า ท่านทั้งหลายจักทำอย่างไรจึงจักห้ามได้. พวกพราหมณ์กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช พวกข้าพระองค์ไม่อาจทำ พิธีกรรมแก้ไขให้เป็นการใหญ่โต แต่พวกข้าพระองค์จักบูชายัญ ประกอบด้วยเครื่อง ๔ ทุกอย่างป้องกันไว้. พระราชาตรัสว่า ถ้า อย่างนั้น ท่านทั้งหลายจงรีบจับสัตว์มีชีวิตอย่างละ ๔ ตั้งต้นแต่ นกมูลไถไป คือ ช้าง ๔ ม้า ๔ โคผู้ ๔ มนุษย์ ๔ แล้วบูชายัญ ประกอบด้วยสิ่งทั้งปวงอย่างละ ๔ กระทำความสวัสดีแก่เราเถิด. พราหมณ์ทั้งหลายรับพระดำรัสว่า ดีละข้าแต่มหาราช แล้วถือเอาสิ่ง ที่ต้องการไปขุดหลุมยัญ นำสัตว์เป็นอันมากเข้าไปผูกไว้ที่หลัก ถึง ความอุตสาหะว่า พวกเราจักกินเนื้อปลามาก จักได้ทรัพย์มาก จึงกราบทูลว่า. ข้าแต่สมมติเทพ ได้สิ่งนี้ควร ได้สิ่งนี้ควร เที่ยว วุ่นวายอยู่. พระนางมัลลิกาเทวีเข้าไปเฝ้าพระราชาแล้วทูลถามว่า ข้าแต่มหาราช เหตุไรหนอพวกพราหมณ์จึงร่าเริงเหลือเกินเที่ยวไปอยู่. พระราชาตรัสว่า เทวี ประโยชน์อะไรด้วยเรื่องนี้แก่เธอ เธอประมาท มัวเมาอยู่ด้วยศอย่างของตน ส่วนความทุกข์ตกอยู่แก่เราเท่านั้น. พระนางมัลลิกาทูลถามว่า เรื่องอะไรเล่า มหาราชเจ้า. พระราชา ตรัสว่า ดูก่อนเทวี ฉันได้ยินเสียงที่ไม่เคยได้ยินชื่อเห็นปานนี้ แต่นั้น จึงได้ถามพราหมณ์ทั้งหลายว่า เพราะได้ยินเสียงเหล่านี้ เหตุการณ์ อะไรจักเถิดมี พวกพราหมณ์พากันกล่าวว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า อันตราย แห่งราชสมบัติ แห่งโภคทรัพย์ หรือแห่งชีวิต จักปรากฏแก่พระองค์ พวกข้าพระองค์จักบูชายัญด้วยสิ่งทั้งปวงอย่างละ ๔ แล้วจักมีความ สวัสดี พราหมณ์เหล่านั้นรับคำสั่งของฉันแล้ว ทำหลุมยัญแล้วพากัน มา เพราะเหตุแห่งของที่ต้องการนั้น. พระนางมัลลิกากราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ ก็พระองค์ทูลถามพราหมณ์ผู้เลิศในโลก พร้อมทั้ง เทวโลก ถึงความสำเร็จผลแห่งเสียงเหล่านี้แล้วหรือ ? พระราชา ตรัสว่า ดูก่อนเทวี ใครนั่น ? เป็นพราหมณ์ผู้เลิศในโลกพร้อมทั้ง เทวโลก. พระนางมัลลิกากราบทูลว่า พระมหาโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า พระราชาตรัสว่า พระเทวี ฉันยังไม่ได้ทูลถามพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนางมัลลิกากราบทูลว่า ถ้าอย่างนั้น ขอพระองค์จงเสด็จไปทูลถาม ท่านเถิด. พระราชาทรงเชื่อถือถ้อยคำของพระนางมัลลิกานั้น เสวย พระกระยาหารเข้าแล้วเสด็จขึ้นทรงรถอันประเสริฐ เสด็จไปยังพระ- วิหารเชตวัน ถวายบังคมพระศาสดาแล้วทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ ในตอนกลางคืนหม่อมฉันได้ยินเสียง ๔ เสียง ถามพวก พราหมณ์ดูแล้ว เขาบอกว่า จักบูชายัญด้วยสิ่งของทั้งปวงอย่างละ ๔ แล้วจักทำความสวัสดีให้เพราะได้ยินเสียงเหล่านั้น เหตุอะไรจักมีแก่ หม่อมฉัน พระเจ้าข้า. พระศาสดาตรัสว่า มหาบพิตร เหตุอะไร ๆ ไม่มีแก่พระองค์ สัตว์นรกทั้งหลายเสวยทุกข์อยู่จึงร้องอย่างนี้ เสียง เหล่านี้ พระองค์ได้ฟังอย่างนี้ เฉพาะในบัดนี้เท่านั้นก็หามิได้ พระราชาครั้งเก่าก่อนทั้งหลายก็ได้ทรงสดับมาแล้วเหมือนกัน ท้าวเธอ มีพระประสงค์จะทำยัญด้วยการฆ่าปศุสัตว์ เพราะตรัสถามพวก พราหมณ์ แต่ไม่ทรงกระทำ เพราะได้ฟังถ้อยคำของบัณฑิตทั้งหลาย บัณฑิตทั้งหลายกล่าวแถละเค้าเงื่อนแห่งเสียงเหล่านั้น ได้ให้ปล่อย มหาชนไป ได้กระทำความสวัสดีปลอดภัยให้แล้ว อันพระราชานั้น ทูลอาราธนาแล้ว จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :- ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ใน พระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ในกาสิก- คามแห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้วก็ละกามทั้งหลายบวชเป็นฤๅษี ทำฌานและ อภิญญาให้เกิดขึ้น เล่นฌานอยู่ในไพรสณฑ์อันน่ารื่นรมย์ ณ ประเทศ หิมพานต์. ในกาลนั้น พระเจ้าพาราณสี ได้สดับเสียง ๔ ประการนี้ ของสัตว์นรก ๔ ตน ทรงหวาดกลัวสดุ้งพระทัย เมื่อพราหมณ์ ทั้งหลายกราบทูลโดยทำนองนี้แหละว่า อันตราย ๓ อย่าง อย่างใด อย่างหนึ่งจักบังเกิดมี ข้าพระองค์ทั้งหลายจักทำอันตรายนั้นให้สงบลง ด้วยยัญ ประกอบด้วยสิ่งทั้งปวงอย่างละ ๔ จึงทรงรับเอา. ปุโรหิต พร้อมกับพวกพราหมณ์ให้ขุดหลุมสำหรับบูชายัญ. มหาชนถูกนำเข้า ไปที่หลัก. ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์กระทำเมตตาภาวนาให้เป็น ปุเรจาริก ตรวจดูชาวโลกด้วยทิพยจักษุ ได้เห็นเหตุนี้แล้วคิดว่า วันนี้ เราควรจะไป ความสวัสดีปลอดภัยจักมีแก่มหาชน จึงเหาะขึ้นยัง เวหาสด้วยกำลังฤทธิ์ แล้วลงที่พระราชอุทยานของพระเจ้าพาราณสี นั่งอยู่ที่แผ่นมงคลศิลาประดุจรูปทอง. ในกาลนั้น อันเตวาสิกผู้ใหญ่ ของปุโรหิต เข้าไปหาอาจารย์แล้วกล่าวว่า ท่านอาจารย์ ในเวทย์ ของเราทั้งหลาย ขึ้นชื่อว่าการฆ่าผู้อื่นแล้วกระทำความสวัสดีปลอดภัย ให้ย่อมไม่มี มิใช่หรือ. ปุโรหิตห้ามอันเตวาสิกนั้นว่า เจ้าจงพอใจ ราชทรัพย์ เราจักได้กินมัจฉมังสาหารเป็นอันมาก จักได้ทรัพย์ เจ้าจงนิ่งเสียเถิด. อันเตวาสิกนั้นคิดว่า เราจักไม่เป็นสหายในเรื่องนี้ จึงออกไปยังพระราชอุทยาน เห็นพระโพธิสัตว์แล้วจึงไหว้ กระทำ ปฏิสันถารแล้วนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง. พระโพธิสัตว์ถามว่า มาณพ พระราชาครองราชสมบัติโดยธรรมหรือ ? อันเตวาสิกนั้นกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ พระราชาทรงครองราชสมบัติโดยธรรม แต่ในตอน กลางคืน พระราชาได้ทรงสดับเสียง ๔ ประการจึงตรัสถามพราหมณ์ ทั้งหลาย พวกพราหมณ์กราบทูลว่า ข้าพระองค์ทั้งหลายจักบูชายัญ ด้วยสิ่งทั้งปวงอย่างละ ๔ แล้วจักกระทำความสวัสดีให้ พระราชา ทรงพระประสงค์จะทำกรรมคือฆ่าปศุสัตว์ แล้วกระทำความสวัสดีให้ แก่ตน มหาชนถูกนำเข้าไปไว้ที่หลัก ท่านผู้เจริญ การที่ผู้มีศีล เช่นกับท่านจะบอกความสำเร็จผลแห่งเสียงเหล่านั้น แล้วปลดปล่อย มหาชนจากปากแห่งความตาย ย่อมไม่ควรหรือหนอ. พระโพธิสัตว์ กล่าวว่า มาณพ พระราชาไม่ทรงรู้จักพวกเรา แม้พวกเราก็ไม่รู้จัก พระราชาพระองค์นั้น แต่เราทั้งหลายรู้จักความสำเร็จผลแห่งเสียง เหล่านี้ ถ้าพระราชาจะเสด็จมาหาเราแล้วถาม เราจะทูลถวายพระราชา ให้หมดความสงสัย. อันเตวาสิกนั้นกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ ถ้าอย่างนั้น ท่านจงอยู่ที่นี้แหละ สักครู่เราจักนำพระราชามา. พระโพธิสัตว์ กล่าวว่า ดีละมาณพ. อันเตวาสิกนั้นไปกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระราชา แล้วนำพระราชาเสด็จมา. พระราชาทรงไหว้พระโพธิสัตว์แล้วนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง ตรัสถามว่า ได้ยินว่า ท่านรู้ความสำเร็จผลแห่งเสียง ที่ข้าพเจ้าได้ฟังมา จริงหรือ. พระโพธิสัตว์กราบทูลว่า ขอถวาย พระพรมหาบพิตร. พระราชาตรัสว่า ท่านผู้เจริญ ขอท่านจงบอก. พระโพธิสัตว์กราบทูลว่า มหาบพิตร ในภพก่อนสัตว์นรกเหล่านี้ ถึงความประพฤติในทาระทั้งหลายที่คนอื่นรักษาคุ้มครอง จึงบังเกิด ในโลหกุมภีทั้ง ๔ ขุม ณ ที่ใกล้พระนครพาราณสี ถูกเคี่ยวจนกาย เป็นฟองในน้ำด่างโลหะอันเดือดพล่านตกไปเบื้องล่างจรดถึงภาคพื้น ในเวลา ๓ หมื่นปี ผุดขึ้นเบื้องบนได้เห็นปากหม้อโลหกุมภีโดยกาล ๓ หมื่นปีเช่นกัน ได้แลไปภายนอก ทั้ง ๔ คน แม้ประสงค์จะ กล่าวคาถา คาถาให้ครบบริบูรณ์ ก็ไม่อาจกระทำได้อย่างนั้น กล่าวได้แต่คนละอักขระเดียวเท่านั้น กลับจมลงในโลหกุมภีตามเดิมอีก ในสัตว์นรกทั้ง ๕ ตนนั้น สัตว์ที่กล่าว ทุ อักษรแล้วจมลงไป ได้เป็นผู้ประสงค์จะกล่าวอย่างนี้ว่า :- เมื่อโภคะทั้งหลายมีอยู่ เราทั้งหลาย ไม่ได้ให้ทาน ไม่ได้ทำที่พึ่งให้แก่ตน เราจึง มีชีวิตเป็นอยู่ได้แสนยาก. ไม่อาจกล่าวได้ แล้วพระโพธิสัตว์ได้กล่าวคาถานั้นให้ครบ บริบูรณ์ ด้วยฌานของตน. แม้ในคาถาที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน. บรรดาสัตว์เหล่านั้น คาถาของสัตว์ที่กล่าวแต่ สุ อักษรแล้วจะกล่าว ต่อไปมีดังนี้ว่า :- เมื่อเราทั้งหลายหมกไหม้อยู่ในนรก ตลอดหกหมื่นปีบริบูรณ์ โดยประหารทั้งปวง เมื่อไรที่สุดจักปรากฏ. คาถาของสัตว์ที่กล่าวแต่ น อักษร แล้วจะกล่าวต่อไป มีดังนี้ว่า ดูก่อนชาวเราเอ๋ย ที่สุดไม่มี ที่สุดจัก มีแต่ที่ไหน ที่สุดจักไม่ปรากฏ ดูก่อนท่าน ผู้นิรทุกข์ เพราะในกาลนั้น ทั้งเราและท่าน ได้กระทำบาปกรรมไว้มาก. คาถาของสัตว์ผู้ที่กล่าวแต่ โส อักษร แล้วจะกล่าวต่อไป มีดังนี้ว่า :- เรานั้นไปจากที่นี้ ได้กำเนิดมนุษย์รู้ ภาษาแล้ว จักเป็นคนสมบูรณ์ด้วยศีล จัก ทำกุศลให้มากทีเดียว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทุชฺชีวิตํ ความว่า เมื่อประพฤติ ทุจริต ๓ อยู่ ชื่อว่าย่อมเป็นอยู่ชั่ว คือเป็นอยู่ลามก. แม้สัตว์นั้น ก็หมายเอาความเป็นอยู่ชั่วนั้นนั่นแหละจึงกล่าวว่า มีชีวิตเป็นอยู่ ชั่วช้า ดังนี้. บทว่า เยสนฺโน น ททามฺหเส ความว่า เมื่อ ไทยธรรมและปฏิคาหกมีอยู่ทีเดียว เราทั้งหลายไม่ได้ให้ทาน. บทว่า ทีปํ นากมฺห ความว่า ไม่กระทำที่พึ่งแก่ตน. บทว่า สพฺพโส แปลว่า โดยอาการทั้งปวง. บทว่า ปริปุณฺณานิ ได้แก่ ไม่หย่อน ไม่ยิ่ง. บทว่า ปุจฺจมานานํ ได้แก่ เมื่อเราทั้งหลายไหม้อยู่ในนรก อยู่. บทว่า นตฺถิ อนฺโต ความว่า ไม่มีกำหนดกาลอย่างนี้ว่า เรา ทั้งหลายจักพ้นในกาลชื่อโน้น. บทว่า กุโต อนฺโต ความว่า เพราะเหตุไรที่สุดจักปรากฏ. บทว่า น อนฺโต ความว่า ที่สุด แห่งทุกข์จักไม่ปรากฏแก่เราทั้งหลายแม้ผู้ใคร่จะเห็นที่สุด. บทว่า ตทา หิ ปกตํ ความว่า ท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย ในกาลนั้น เราและ ท่านได้ทำบาปกรรมไว้มาก คือทำไว้อย่างอุกฤษฏ์ยิ่ง. บาลีว่า ตถา หิ ปกตํ จริงอย่างนั้น เราและท่านทำบาปกรรมไว้มาก ดังนี้ก็มี. อธิบายว่า เพราะเหตุที่ทำบาปกรรมไว้นั้น จึงไม่อาจเห็นที่สุดแห่ง ทุกข์นั้น. บทว่า มาริสา แปลว่า ผู้เช่นกับด้วยเรา. คำว่ามาริสานี้ เป็นคำเรียกด้วยความรัก. ศัพท์ว่า นูน เป็นนิบาตลงในอรรถว่า แน่นอน. ในข้อนี้มีอธิบายดังนี้ว่า เรานั้นไปจากนี้แล้วได้กำเนิด มนุษย์ เป็นผู้โอบอ้อมอารี สมบูรณ์ด้วยศีล จักกระทำกุศลให้มาก โดยส่วนเดียวแน่. พระโพธิสัตว์ครั้นกล่าวคาถาหนึ่ง ๆ ด้วยประการดังนี้แล้วให้ พระราชาทรงทราบชัดว่า ดูก่อนมหาบพิตร สัตว์นรกนั้นประสงค์ จะกล่าวคาถานี้ให้ครบบริบูรณ์ แต่ไม่อาจทำอย่างนั้นได้ เพราะความ ที่บาปของตนใหญ่หลวงนัก ดังนั้น สัตว์นรกนั้น เมื่อได้เสวยวิบาก แห่งกรรมของตนจึงได้ร้อง ชื่อว่าอันตราย เพราะเหตุปัจจัยที่ฟัง เสียงนี้ ย่อมไม่มี พระองค์อย่ากลัวเลย. พระราชารับสั่งให้ ปล่อยมหาชนแล้วให้เที่ยวตีกลองสุวรรณเภรี ป่าวประกาศให้ทำลาย หลุมยัญ. พระโพธิสัตว์กระทำความสวัสดีปลอดภัยให้แก่มหาชนแล้ว พักอยู่ ๒-๓ วัน จึงได้ไปที่หิมวันตประเทศนั้นนั่นเอง เป็นผู้มี ฌานไม่เสื่อม จึงบังเกิดในพรหมโลก. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรง ประชุมชาดกว่า มาณพของปุโรหิตในครั้งนั้น ได้เป็นพระสารีบุตร ส่วนดาบส ได้เป็นเราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาโลหกุมภีชาดกที่ ๔ ๕. มังสชาดก วาทศิลป์ของคนขอ วาจาของท่านหยาบคายจริงหนอ ท่าน เป็นผู้ขอเนื้อ วาจาของท่านเช่นกับพังผืด ดูก่อนสหาย เราจะให้พังผืดแก่ท่าน. คำว่า พี่ชายน้องชายหรือพี่สาวน้องสาว นี้ เป็นอวัยวะของมนุษย์ทั้งหลาย อันเขา กล่าวกันอยู่ในโลก วาจาของท่านเช่นกับ อวัยวะ ดูก่อนสหาย เราจะให้ชิ้นเนื้อแก่ท่าน. บุตรเรียกบิดาว่า พ่อ ย่อมทำให้หัวใจ ของพ่อหวั่นไหว วาจาของท่านเช่นกับหัวใจ ดูก่อนสหาย เราจะให้เนื้อหัวใจแก่ท่าน. ในบ้านของผู้ใดไม่มีเพื่อน บ้านของผู้ นั้นก็เป็นเหมือนกับป่า วาจาของท่านเช่นกับ สมบัติทั้งมวล ดูก่อนสหาย เราจะให้เนื้อ ทั้งหมดแก่ท่าน. จบ มังสชาดกที่ ๕ อรรถกถามังสชาดกที่ ๕ พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ บิณฑบาตอันมีรสที่พระสารีบุตรเถระ ให้แก่ภิกษุทั้งหลายที่ดื่มยาถ่าย จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า ผรุสา วต เต วาจา ดังนี้. ได้ยินว่า ในกาลนั้น ภิกษุบางพวกในพระวิหารเชตวันพากัน ดื่มยาถ่ายอันปรุงด้วยยางเหนียว ภิกษุเหล่านั้นจึงมีความต้องการด้วย บิณฑบาตอันมีรส. ภิกษุผู้เป็นคิลานุปัฏฐากทั้งหลายคิดว่า จักนำภัต- ตาหารอันมีรสมา จึงเข้าไปในนครสาวัตถี แม้จะเที่ยวบิณฑบาตไป ในถนนที่มีบ้านเรือนสมบูรณ์ด้วยข้าวสุก ก็ไม่ได้ภัตตาหารอันมีรส จึงพากันกลับ. พระเถระเข้าไปบิณฑบาตในตอนสายเห็นภิกษุเหล่านั้น จึงถามว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย ทำไมจึงกลับสายนัก. ภิกษุเหล่านั้นจึง บอกเนื้อความนั้น. พระเถระกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้น ท่านทั้งหลายจง มา แล้วพาภิกษุเหล่านั้นไปยังถนนนั้นนั่นแหละ. คนทั้งหลายได้ ถวายภัตตาหารอันมีรสจนเต็มบาตร. พวกภิกษุผู้เป็นคิลานุปัฏฐากนำ มายังพระวิหารแล้วได้ถวายแก่พวกภิกษุไข้. ภิกษุไข้เหล่านั้นไข้บริโภค รสเป็นที่ยินดี. อยู่มาวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายนั่งสนทนากันในโรง- ธรรมสภาว่า ท่านผู้อาวุโสทั้งหลาย ได้ยินว่า พระอุปัฏฐากของพวก ภิกษุผู้ดื่มยาถ่ายไม่ได้ภัตตาหารอันมีรสจึงกลับออกมา พระเถระจึงพา เที่ยวไปในถนนที่มีบ้านเรือนซึ่งมีข้าวสุก ส่งบิณฑบาตอันมีรสเป็นอัน มากไปให้. พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งประชุมกันด้วยเรื่องอะไรหนอ ? เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูล ให้ทรงทราบว่า ด้วยเรื่องชื่อนี้พระเจ้าข้า. จึงตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรได้เนื้ออันประเสริฐ ในบัดนี้เท่านั้นหามิได้ แม้ในกาลก่อน บัณฑิตทั้งหลายผู้มีวาจาอ่อนโยนฉลาดกล่าวถ้อยคำที่น่ารัก ก็ได้แล้ว เหมือนกัน แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :- ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนคร- พาราณสี พระโพธิสัตว์ได้เป็นบุตรเศรษฐี. อยู่มาวันหนึ่ง นายพราน เนื้อคนหนึ่งได้เนื้อมาเป็นอันมาก จึงบรรทุกเต็มยานน้อยมายังนคร ด้วยหวังใจว่าจักขาย. ในกาลนั้น บุตรเศรษฐี ๔ คนชาวเมืองพาราณสี ออกจากนครแล้วนั่งสนทนากันถึงเรื่องที่ได้เห็นได้ยินได้ฟังมาบางเรื่อง ณ สถานที่ที่มีหนทางมาบรรจบกัน. บรรดาเศรษฐีบุตร ๔ คนนั้น เศรษฐีบุตรคนหนึ่งเห็นพรานเนื้อนั้นบรรทุกเนื้อมา จึงกล่าวว่า เรา จะให้นายพรานนั้นนำชิ้นเนื้อมา. เศรษฐีบุตรเหล่านั้นกล่าวว่า ท่าน จงไปให้นำมาเถิด. เศรษฐีบุตรนั้นเข้าไปหานายพรานเนื้อแล้วกล่าวว่า เฮ้ยพราน จงให้ชิ้นเนื้อแก่ข้าบ้าง. นายพรานกล่าวว่า ธรรมดาผู้จะ ขออะไร ๆ กะผู้อื่น ต้องเป็นผู้มีคำพูดอันเป็นที่น่ารัก ท่านจักได้ชิ้น เนื้ออันสมควรแก่วาจาที่ท่านกล่าว แล้วได้กล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :- วาจาของท่านหยาบคายจริงหนอ ท่าน ขอเนื้อ วาจาของท่านเช่นกับพังผืด ดูก่อน สหาย เราจะให้พังผืดแก่ท่าน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กิโลมสทิสี ความว่า ชื่อว่า เช่นกับพังผืด เพราะเป็นวาจาหยาบ. บทว่า กิโลมํ สมฺม ททามิ เต ความว่า นายพรานกล่าวว่า เอาเถอะ ท่านจงถือเอา เราจะให้ พังผืดนี้อันเป็นเช่นกับวาจาของท่าน แล้วยกชิ้นเนื้อพังผืดอันไม่มีรส ให้ไป. ลำดับนั้น เศรษฐีบุตรอีกคนหนึ่งถามเศรษฐีบุตรคนนั้นว่า ท่านพูดว่าอย่างไรแล้วจึงขอ. เศรษฐีบุตรนั้นกล่าวว่า เราพูดว่าเฮ้ย แล้วจึงขอ. เศรษฐีบุตรนั้นกล่าวว่า แม้เราก็จักขอเขา แล้วไปกล่าว ว่า พี่ชาย ท่านจงให้ชิ้นเนื้อแก่ฉันบ้าง. นายพรานกล่าวว่า ท่าน จักได้ชิ้นเนื้ออันสมควรแก่คำพูดของท่าน แล้วกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :- คำว่า พี่น้องชายหรือพี่น้องหญิงนี้เป็น ส่วนประกอบของมนุษย์ทั้งหลาย อันเขา กล่าวกันอยู่ในโลก วาจาของท่านเป็นเช่น กับส่วนประกอบ ดูก่อนสหาย เราจะให้ ชิ้นเนื้อแก่ท่าน. คำที่เป็นคาถานั้น มีอธิบายความดังนี้ :- คำว่าพี่น้องชาย พี่น้องหญิงนี้ ชื่อว่าเป็นส่วนประกอบ เพราะเป็นเช่นกับอวัยวะของ มนุษย์ในโลกนี้ เพราะฉะนั้น วาจานี้ของท่านเป็นเช่นกับอวัยวะ ดังนั้น เราจะให้เฉพาะชิ้นเนื้อเท่านั้นอันสมควรแก่วาจานี้ของท่าน. ก็แหละ ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว นายพรานจึงให้ยกเนื้ออัน เป็นอวัยวะส่วนประกอบให้ไป. เศรษฐีบุตรอีกคนหนึ่งถามเศรษฐีบุตร คนนั้นว่า ท่านพูดว่าอย่างไรแล้วจึงขอ. เศรษฐีบุตรนั้นกล่าวว่า เรา พูดว่าพี่ชายแล้วจึงขอ. เศรษฐีบุตรนั้นกล่าวว่า แม้เราก็จักขอเขาแล้ว ไปกล่าวว่า ข้าแต่พ่อ ท่านจงให้ชิ้นเนื้อแก่ฉันบ้าง นายพรานกล่าวว่า ท่านจักได้ชิ้นเนื้ออันสมควรแก่คำพูดของท่าน แล้วจึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :- บุตรเรียกบิดาว่า พ่อ ย่อมทำให้หัวใจ ของพ่อหวั่นไหว วาจาของท่านเช่นกับน้ำใจ ดูก่อนสหาย เราจะให้เนื้อหัวใจแก่ท่าน. ก็แหละ ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว จึงได้ยกเนื้ออันอร่อยพร้อม กับเนื้อหัวใจให้ไป. เศรษฐีบุตรคนที่ ๔ จึงถามเศรษฐีบุตรคนนั้นว่า ท่านพูดว่ากระไรแล้วจึงขอ. เศรษฐีบุตรคนนั้นกล่าวว่า เราพูดว่า พ่อแล้วจึงขอ. เศรษฐีบุตรคนที่ ๔ นั้นจึงกล่าวว่า แม้เราก็จักขอเขา แล้วจึงไปพูดว่า สหาย ท่านจงให้ชิ้นเนื้อแก่ฉันบ้าง. นายพราน กล่าวว่า ท่านจักได้ชิ้นเนื้ออันสมควรแก่คำพูดของท่าน แล้วกล่าว คาถาที่ ๔ ว่า :- ในบ้านของผู้ใดไม่มีเพื่อน บ้านของ ผู้นั้นก็เป็นเหมือนกับป่า วาจาของท่านเป็น เช่นกับสมบัติทั้งมวล ดูก่อนสหาย เราจะ ให้เนื้อทั้งหมดแก่ท่าน. คำอันเป็นคาถานั้นมีอธิบายว่า ในบ้านของบุรุษใดไม่มีเพื่อน กล่าวคือชื่อว่าสหาย เพราะไปร่วมกันในสุขและทุกข์ สถานที่นั้น ของบุรุษนั้น ย่อมเป็นเหมือนป่าไม่มีมนุษย์ ดังนั้น วาจาของท่านนี้ จึงเป็นเช่นกับสมบัติทั้งหมด คือ เป็นเช่นกับสมบัติอันเป็นของ ๆ ตน ทั้งหมด เพราะฉะนั้น เราจะให้ยานบรรทุกเนื้ออันเป็นของ ๆ เรานี้ ทั้งหมดเลยแก่ท่าน. ก็แหละ ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว นายพรานจึงกล่าวว่า มาเถิด สหาย ข้าพเจ้าจักนำยานบรรทุกเนื้อนี้ทั้งหมดทีเดียวไปยังบ้านของ ท่าน. เศรษฐีบุตรให้นายพรานนั้นขับยานไปยังเรือนของตน ให้ขน เนื้อลง กระทำสักการะสัมมานะแก่นายพราน ให้เรียกแม้บุตรและ ภรรยาของนายพรานนั้นมา ให้เลิกจากกรรมอันหยาบช้า ให้อยู่ใน ท่ามกลางกองทรัพย์สมบัติของตน เป็นสหายที่แน่นแฟ้นกับนายพราน นั้น อยู่สมัครสมานกันจนตลอดชีวิต. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรง ประชุมชาดกว่า นายพรานในครั้งนั้น ได้เป็นพระสารีบุตร ส่วน เศรษฐีบุตรผู้ได้เนื้อทั้งหมดในครั้งนั้น ได้เป็นเราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถามังสชาดกที่ ๕ ๖. สสปัณฑิตชาดก ผู้สละชีวิตเป็นทาน [๕๖๒] ดูก่อนพราหมณ์ ข้าพเจ้ามีปลาตะเพียน อยู่ ๗ ตัว ซึ่งนายพรานตกเบ็ดขึ้นมาจากน้ำ เอาไว้บนบก ข้าพเจ้ามีอาหารอย่างนี้ ท่าน จงบริโภคอาหารนี้ แล้วเจริญสมณธรรมอยู่ ในป่าเถิด. อาหารของตนรักษานาคนโน้น ข้าพเจ้า นำเอามาไว้ในกลางคืน คือ เนื้อย่าง ๒ ไม้ เหี้ย ๒ ตัว และนมส้ม ๑ หม้อ ดูก่อน พราหมณ์ ข้าพเจ้ามีอาการอย่างนี้ ท่านจง บริโภคอาหารนี้ แล้วเจริญสมณธรรมอยู่ใน ป่าเถิด. ผลมะม่วงสุก น้ำเย็น ร่มเงาอันเย็น เป็นที่รื่นรมย์ใจ ดูก่อนพราหมณ์ ข้าพเจ้ามี อาหารอย่างนี้ ท่านจงบริโภคอาหารนี้ แล้ว เจริญสมณธรรมอยู่ในป่าเถิด.


หมายเหตุ: เนื้อหาจัดระเบียบตามโครงสร้างแบบดั้งเดิม รักษาการอ้างอิงและลำดับตามต้นฉบับ