เล่มที่ 56
ส่วนที่ 364
หมวด: พระไตรปิฎก ฝ่าย: ลำดับ: 364 อ้างอิง: Book 56, Section 364 ประเภท: section
เนื้อหา
ต้นไม้นี้ มีใบข้างละหนึ่งใบจากแผ่นดิน ยังไม่ถึง ๔ องคุลี มีรสเสมอกับยาพิษ ต้นไม้นี้ เติบโตขึ้น จักขมสักเพียงไหน ? จบ เอกปัณณชาดกที่ ๙ อรรถกถาเอกปัณณชาดกที่ ๙ พระศาสดาเมื่อทรงอาศัยพระนครไพสาลี ประทับ อยู่ ณ กูฏาคารศาลา ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า เอกปณฺโณ อยํ รุกฺโข ดังนี้. ความพิสดารว่า ในกาลครั้งนั้น พระนครเวสาลี มีกำแพง ล้อมถึง ๓ ชั้น ตลอดบริเวณคาวุตหนึ่ง ประกอบไปด้วยกระท่อมพล และป้อมในที่ทั้งสาม ถึงความเป็นเมืองงดงามอย่างยิ่ง จำนวน พระราชาเสวยราชสมบัติอยู่เป็นนิตยกาล ในพระนครนั้นเล่า มีถึงเจ็ดพันเจ็ดร้อยเจ็ดองค์ จำนวนอุปราชก็เท่านั้นเหมือนกัน เสนาบดีและขุนคลัง ก็มีจำนวนฝ่ายละเท่านั้น ในกลุ่มแห่งโอรส ของราชาเหล่านั้น มีราชกุมารผู้หนึ่ง พระนามว่า ทุฏฐลิจฉวี เป็นผู้มักโกรธ ดุร้าย หยาบคาย เป็นเสมือนอสรพิษที่ถูกตี ด้วยไม้ คอยเป็นฟืนเป็นไฟอยู่เป็นประจำ ผู้ที่จะชื่อว่าสามารถ กล่าวถ้อยคำ สอง-สามคำ ต่อหน้าพระกุมารด้วยอำนาจแห่ง ความโกรธ ไม่มีเลย พระมารดา พระบิดา พระประยูรญาติ และพระสหาย ต่างไม่สามารถที่จะอบรมเธอได้เลย. ครั้งนั้น พระมารดา และพระบิดาของเธอ ได้ทรงวิตกว่า กุมารนี้หยาบคายยิ่งนัก โหดเหี้ยม เว้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้ว ผู้อื่นที่จะชื่อว่าสามารถอบรมเธอได้ไม่มีเลย เธอควรจะ เป็นผู้อันพระพุทธเจ้า ทรงแนะนำดังนี้แล้ว พาพระกุมารไปสู่ สำนักของพระศาสดา ถวายบังคมแล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ กุมารนี้ ดุร้าย หยาบคาย รุ่งโรจน์อยู่ด้วยความโกรธ ขอพระองค์ทรงประทานพระโอวาทแก่กุมารนี้ด้วยเถิด พระเจ้าข้า พระศาสดาทรงโอวาทพระกุมารว่า ดูก่อนกุมาร เธอไม่น่าจะเป็น คนดุร้าย หยาบคาย ร้ายกาจ ชอบข่มเหงรังแกในหมู่สัตว์เหล่านี้ เลย ขึ้นชื่อว่า คนมีวาจาหยาบ ย่อมไม่เป็นที่รัก ที่ชอบใจ แม้ ของมารดาบังเกิดเกล้า แม้ของบิดา แม้ของบุตรภรรยา แม้ของ พี่น้องชายหญิง แม้ของหมู่มิตรเผ่าพันธุ์พวกพ้อง เป็นที่ตั้งแห่ง ความหวาดหวั่น เหมือนงูที่กำลังเลื้อยมากัด เหมือนโจรที่ส้องสุม กันอยู่ในดง เหมือนยักษ์ที่กำลังเดินมาจับกิน ในวารจิตที่ ๒ ย่อมบังเกิดในนรกเป็นต้นได้ ในปัจจุบันนั้นเล่า คนมักโกรธ ถึงจะประดับประดางดงาม ก็คงยังมีผิวพรรณเศร้าหมองอยู่ นั่นเอง หน้าตาของเขาแม้จะมีสิริ เพียงดวงจันทน์เต็มดวง ก็จะ เป็นเหมือนดอกบัวที่ถูกลนไฟ เหมือนวงแว่นทองคำที่ฝ้าจับ ย่อมผิดรูป ผิดร่าง ไม่น่าดู เพราะว่า ฝูงสัตว์อาศัยความโกรธ ย่อมจับศัสตราประหารตนเองตาย ดื่มยาพิษตาย ผูกคอตาย โดดเขาตาย ครั้นตายด้วยอำนาจความโกรธอย่างนี้แล้ว ก็ย่อม บังเกิดในอบายภูมิมีนรกเป็นต้น ถึงคนที่ชอบข่มเหงเขาเล่า ก็ต้องถูกติเตียนในปัจจุบัน เมื่อแตกกายทำลายขันธ์ก็บังเกิดใน นรกเป็นต้น แม้จะได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ ก็ย่อมเป็นคนมีโรค มาก ตั้งแต่เกิดมาทีเดียว บรรดาโรคทั้งหลาย มีโรคตา โรคหู เป็นต้น จะรุมกันทับถมคนประเภทนี้ พวกเขาจะไม่พ้นไปจาก โรคร้าย จะเป็นผู้ครองทุกข์อยู่เป็นประจำทีเดียว เพราะฉะนั้น เธอพึงเป็นคนมีจิตเมตตา มีจิตอ่อนโยนในสรรพสัตว์ เพราะบุคคล เช่นนี้ ย่อมรอดพ้นจากภัยมีนรกเป็นต้นก็ได้ ดังนี้ กุมารนั้น สดับโอวาทของพระศาสดาแล้ว ทิ้งมานะเสียได้ ด้วยพระโอวาท ครั้งเดียวเท่านั้น เป็นผู้ฝึกฝนได้ ไร้พยศ เป็นคนมีจิตอ่อนโยน ทีเดียว แม้คนอื่นจะด่าจะตี ก็มิได้เหลียวหลังมอง เหมือนงูที่ ถูกถอนเขี้ยว เหมือนปูที่ถูกหักก้าม และเหมือนโคผู้ ที่ถูกตัดเขา ฉะนั้น. ภิกษุทั้งหลายทราบพฤติการณ์ของกุมารนั้นแล้ว จึงยก เรื่องขึ้นสนทนากันในธรรมสภาว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย พระมารดา บิดา พระประยูรญาติและพระสหายเป็นต้น มิอาจฝึกลิจฉวีกุมาร ผู้ดุร้าย แม้ตลอดเวลาอันยาวนาน แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงทรมานเธอด้วยพระโอวาทครั้งเดียวเท่านั้น ก็ได้ทรงกระทำ เหตุ คือการให้อยู่ในขอบเขตที่เชิดชูกันได้ เหมือนนายควาญช้าง ทรมานพระยาช้างซับมันให้หมดพยศร้ายฉะนั้น ตรงกันกับ พระพุทธภาษิตที่ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ช้างที่ควรฝึกได้ ม้าที่ควรฝึกได้ โคที่ควรฝึกได้ อันผู้ฝึกได้ฝึกหัดแล้ว ย่อมวิ่ง ไปได้ทิศเดียวเท่านั้น คือทิศตะวันออก หรือตะวันตก เหนือ หรือใต้ ก่อนภิกษุทั้งหลาย ม้าที่ควรฝึกได้ อันผู้ฝึกได้ฝึกหัด แล้ว ฯลฯ โคที่ควรฝึกได้ อันผู้ได้ฝึกหัดแล้ว ฯลฯ ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย บุรุษที่ควรฝึกได้ อันตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ฝึกหัดแล้ว ย่อมแล่นไปได้ทั้งแปดทิศ ผู้มีรูปย่อมเห็นรูปทั้งหลาย ได้ ผู้ที่ทรงฝึกแล้วนี้เล่า ก็เป็นเช่นนั้น ฯลฯ ตถาคตนั้น บัณฑิต ย่อมกล่าวว่า เป็นผู้ฝึกบุรุษที่ควรฝึกเลิศกว่าอาจารย์ผู้ฝึกทั้งหลาย ผู้มีอายุทั้งหลาย ขึ้นชื่อว่าผู้ฝึกบุรุษที่ควรฝึก ที่จะเสมอเหมือน พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่มีอย่างแท้จริง พระศาสดาเสด็จมาตรัส ถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอประชุมสนทนากัน ด้วยเรื่องอะไร ? เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในครั้งนี้เท่านั้น ที่เราฝึก กุมารนี้ได้ ด้วยโอวาทครั้งเดียว แม้ในครั้งก่อน เราก็ได้ฝึกเธอ ด้วยโอวาทครั้งเดียวเหมือนกัน ดังนี้แล้วทรงนำเรื่องราวในอดีต มาสาธก ดังต่อไปนี้ :- ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ใน พระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในสกุลอุทิจจพราหมณ์ เจริญวัยแล้ว เล่าเรียนไตรเพท และสรรพศิลปวิทยา ในเมือง ตักกสิลา อยู่ครองเรือนสิ้นกาลเล็กน้อย ครั้นมารดาบิดาล่วงลับ ไป ก็บวชเป็นฤาษี ทำอภิญญาและสมาบัติให้เกิดแล้ว พำนัก อยู่ในป่าหิมพานต์ ครั้นอยู่ในป่านั้นนาน ๆ ก็ไปสู่ชนบทเพื่อ บริโภคเปรี้ยว ๆ เค็ม ๆ บรรลุถึงพระนครพาราณสี อาศัยอยู่ ในพระราชอุทยาน รุ่งเช้านุ่งห่มเรียบร้อยแล้ว สมบูรณ์ด้วย มารยาทของดาบส เข้าสู่พระนครเพื่อภิกษา เดินไปถึงพระ- ลานหลวง. พระราชากำลังทอดพระเนตรทางช่องพระแกล ทรงเห็น ท่านแล้ว ทรงเลื่อมใสในอิริยาบถ ทรงดำริว่า พระดาบสนี้ อินทรีย์งดงาม ใจสงบ ทอดตาต่ำชั่วแอก ประหนึ่งวางถุงทรัพย์ ๑๐๐๐ เหรียญ ไว้ทุก ๆ ย่างก้าว เดินมาด้วยลีลาองอาจอย่าง ราชสีห์ หากจะมีสภาวะที่ชื่อว่า สันตธรรมอยู่อย่างหนึ่งละก็ สันตธรรมนั้น ต้องมีภายในของดาบสนี้ แล้วทรงทอดพระเนตร ดูอำมาตย์ผู้หนึ่ง อำมาตย์ผู้นั้นกราบทูลว่า ข้าพระองค์จักต้อง ทำอะไรพระเจ้าข้า รับสั่งว่า เจ้าจงไปนิมนต์พระดาบสนั้นมา เขารับพระดำรัสว่าดีละ พระเจ้าข้า เข้าไปหาพระโพธิสัตว์ ไหว้แล้วรับภาชนะใส่ภิกษา จากมือพระโพธิสัตว์ เมื่อพระโพธิสัตว์ กล่าวว่า อะไรหรือ ท่านผู้มีบุญมาก ก็กราบเรียนว่า ข้าแต่ พระคุณท่านผู้เจริญ พระราชารับสั่งนิมนต์พระคุณเจ้า พระ- โพธิสัตว์กล่าวว่า เราไม่ใช่นักบวชประจำราชสำนัก เป็นนักบวช อยู่ป่าหิมพานต์. อำมาตย์ไปกราบทูลความนั้นแด่พระราชา พระราชาตรัสว่า ดาบสอื่นที่เป็นผู้ใกล้ชิดของเราไม่มีดอก จง นิมนต์ท่านมาเถิด อำมาตย์ก็ไปไหว้พระโพธิสัตว์ พูดอ้อนวอน นิมนต์ให้เข้าไปสู่พระราชวัง. พระราชาถวายบังคมพระโพธิสัตว์ อาราธนาให้นั่งเหนือบัลลังก์ทอง ภายใต้เศวตรฉัตร ให้ฉัน โภชนะมีรสเลิศต่าง ๆ ที่เขาจัดไว้เพื่อพระองค์ แล้วรับสั่งถามว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ พระคุณเจ้าอยู่ที่ไหนเจ้าข้า ? พระ- โพธิสัตว์ถวายพระพรว่า มหาบพิตร อาตมาภาพ อยู่ป่าหิมพานต์ รับสั่งถามว่า บัดนี้พระคุณเจ้าจะไปที่ไหน ? ถวายพระพรว่า มหาบพิตร อาตมาภาพกำลังสอดส่องเสนาสนะที่เหมาะแก่ฤดูฝน รับสั่งว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ ถ้าเช่นนั้น นิมนต์อยู่ในอุทยาน ของพวกโยมเถิดขอรับ ทรงถือปฏิญญาแล้ว แม้พระองค์เองก็ เสวยเสร็จ ทรงพาพระโพธิสัตว์เสด็จไปสู่อุทยาน รับสั่งให้สร้าง บรรณศาลา ให้กระทำที่พักกลางคืนและที่พักกลางวัน ทรง ถวายบริขารสำหรับบรรพชิต ทรงมอบหมายให้คนเฝ้าสวน คอยดูแล แล้วเสด็จเข้าพระนคร. จำเดิมแต่นั้น พระโพธิสัตว์ก็อยู่ในอุทยาน แม้พระราชา ก็เสด็จไปหาท่านวันละ สอง-สามครั้งทุก ๆ วัน ก็แลพระราชานั้น ทรงมีพระโอรส พระนามว่า ทุฏฐกุมาร เป็นผู้มีสันดาน ดุร้าย หยาบคาย พระราชา และพระประยูรญาติทั้งหลาย ต่างก็ไม่ สามารถจะฝึกหัดอบรมเธอได้ พวกอำมาตย์ก็ดี พวกพราหมณ์ และคฤหบดีก็ดี แม้จะร่วมกันว่ากล่าวอย่างขุ่นเคือง ว่า ข้าแต่ เจ้านาย ท่านอย่าได้ทำอย่างนี้เลย ท่านไม่น่าจะทำอย่างนี้ ก็ มิสามารถจะให้เธอเชื่อถือถ้อยคำได้ พระราชาทรงพระดำริว่า ยกเว้นพระดาบสผู้ทรงศีลผู้เป็นเจ้า ของเราเสียแล้ว คงไม่มีผู้อื่น ที่จะชื่อว่าสามารถทรมานกุมารนี้ได้ พระคุณเจ้าเท่านั้น จัก ทรมานเขาได้ ท้าวเธอทรงพาพระกุมารไปสำนักพระโพธิสัตว์ รับสั่งว่า พระคุณเจ้าผู้เจริญ กุมารนี้ดุร้าย หยาบคาย พวก ข้าพเจ้าไม่สามารถจะอบรมฝึกสอนเธอได้ พระคุณเจ้าโปรด หาอุบายสักอย่างหนึ่งอบรมเธอให้ด้วยเถิด ดังนี้แล้ว ทรงมอบ พระกุมารแต่พระโพธิสัตว์ แล้วเสด็จหลีกไป พระโพธิสัตว์ จึงชวนพระกุมาร เที่ยวไปในอุทยาน เห็นหน่อต้นสะเดาต้นหนึ่ง เพิ่งมีใบสองใบเท่านั้น คือแตกออกข้างละหนึ่งใบ จึงกล่าวกะ พระกุมารว่า กุมาร เธอจงเคี้ยวกินใบของหน่อสะเดานี้ แล้ว ทราบรสไว้เถิด พระกุมารทรงเคี้ยวใบสะเดาใบหนึ่ง รู้รสแล้ว ตรัสว่า ชิ ! ชิ ! ถ่มทิ้งที่แผ่นดินพร้อมทั้งเขฬะ เมื่อดาบสกล่าวว่า เป็นอย่างไรเล่า กุมาร ก็กราบเรียนว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ ต้นไม้นี้เปรียบเสมือนยาพิษชนิดร้ายแรง ในบัดนี้ทีเดียว ถ้า เจริญเติบโตขึ้น คงฆ่ามนุษย์เสียเป็นอันมาก พลางทรงถอน หน่อสะเดานั้น แล้วขยี้จนแหลกด้วยพระหัตถ์ ตรัสคาถานี้ ความว่า :- ต้นไม้นี้ มีใบข้างละหนึ่งใบ จากแผ่นดิน ยังไม่ถึง ๔ องคุลี มีรสเสมอกับยาพิษ ต้นไม้นี้ เติบโตขึ้น จักขมสักเพียงไหน ? ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอกปณฺโณ ความว่า มีใบ ที่ข้างทั้งสอง ข้างละใบ. บทว่า น ภูมิยา จตุรงฺคุโล ความว่า (ต้นไม้นี้) ยังไม่ออก จากแผ่นดินถึง ๔ องคุลีเลย. บทว่า ผเลน ได้แก่รสอันเกิดจากผล. บทว่า วิสกปฺเปน ได้แก่มีผลคล้ายยาพิษอย่างแรง อธิบาย ว่า แม้จะต้นเล็กอย่างนี้ ก็ประกอบด้วยใบมีรสขมเห็นปานนี้. บทว่า มหายํ กึ ภวิสฺสติ ความว่า แม้นว่า ต้นไม้นี้ จักถึง ความเจริญ คือเติบโตขึ้นเมื่อใด เมื่อนั้นจักเป็นอย่างไร มันต้อง ฆ่ามนุษย์ได้เป็นแน่ พระกุมารตรัสว่า ด้วยเหตุดังกล่าวมานี้ เราต้องถอนนั้น ขยี้ทิ้งเสีย. ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ จึงกล่าวคำนี้กะพระกุมารว่า กุมารเอ๋ย เธอกล่าวถึงหน่อสะเดานี้ว่า เดี๋ยวนี้เอง มันยังขม ถึงเพียงนี้ เมื่อมันโตจักเป็นอย่างไร อาศัยมันแล้ว จะมีความ เจริญมาแต่ไหน ? ดังนี้แล้วถอนขยี้ทิ้งไป เธอปฏิบัติในหน่อสะเดา นี้ฉันใดเล่า แม้ชาวแว่นแคว้นของเธอ ก็คงฉันนั้น จักพากัน กล่าวว่า พระกุมารนี้ยังเป็นเด็กอยู่ทีเดียว ยังดุร้าย หยาบคาย อย่างนี้ เมื่อเจริญเติบโตครองราชสมบัติ จักทำอย่างไรกันเล่า ที่ไหนพวกเราจักอาศัยเธอ พากันจำเริญได้ แล้วไม่ยอมถวาย ราชสมบัติ อันเป็นของแห่งตระกูลของเธอ จักถอดถอนเธอเสีย เหมือนหน่อสะเดา แล้วทำการขับไล่ออกไปเสียจากแว่นแคว้น เพราะฉะนั้น เธอจงละเว้นความเป็นผู้ตนเปรียบเหมือนต้นสะเดา เสีย จงถึงพร้อมด้วยความอดทน ความเมตตา และความเอื้อเฟื้อ ตั้งแต่บัดนี้ไปเถิด จำเดิมแต่นั้น พระกุมารก็หมดมานะ หมดพยศ สมบูรณ์ด้วยความอดทน ความเมตตา และความเอื้อเฟื้อ ดำรง อยู่ในโอวาทของพระโพธิสัตว์ ครั้นพระชนกล่วงลับไปแล้ว ก็ได้ ครองราชสมบัติ ทรงบำเพ็ญบุญมีให้ทานเป็นต้น แล้วเสด็จไป ตามยถากรรม. พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ตรัสย้ำว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้นที่เราทรมานลิจฉวี- กุมารผู้ชั่วร้ายได้ แม้ในครั้งก่อนเราก็เคยทรมานเธอแล้วเหมือนกัน ดังนี้แล้ว ทรงประชุมชาดกว่า ทุฏฐกุมารในครั้งนั้น ได้มาเป็น ลิจฉวีกุมารนี้ พระราชาได้มาเป็นอานนท์ ส่วนดาบสผู้ให้โอวาท ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาเอกปัณณชาดกที่ ๙ ๑๐. สัญชีวชาดก ว่าด้วยโทษที่ยกย่องอสัตบุรุษ "ผู้ใดยกย่อง และคบหาอสัตบุรุษ อสัต- บุรุษย่อมทำผู้นั้นแหละให้เป็นเหยื่อ เหมือน พยัคฆ์ที่สัญชีวมาณพ ชุบขึ้น ย่อมทำเขานั่นแล ให้เป็นเหยื่อ ฉะนั้น" จบ สัญชีวชาดกที่ ๑๐ อรรถกถาสัญชีวชาดกที่ ๑๐ พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน ทรงปรารภการยกย่องอสัตบุรุษของพระเจ้าอชาตศัตรู ตรัส พระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า "อสนฺตํ โย ปคฺคณฺหาติ" ดังนี้. ความพิสดารว่า พระเจ้าอชาตศัตรูนั้น ทรงเลื่อมใสใน พระเทวทัตผู้ทุศีล มีบาปธรรม เป็นเสี้ยนหนามต่อพระพุทธองค์ และพุทธสาวก ทรงยกย่องพระเทวทัตนั้น ผู้ไม่สงบระงับเป็น อสัตบุรุษ ทรงพระดำริว่า จักทำสักการะแก่เธอ ดังนี้แล้ว ทรง บริจาคทรัพย์เป็นอันมาก ให้สร้างวิหารที่คยาสีสประเทศ ทรง เชื่อถ้อยคำของเธอ สำเร็จโทษพระราชบิดา ผู้เป็นพระราชา ผู้ตั้งอยู่ในธรรม เป็นพระอริยสาวกชั้นพระโสดาบันเสีย ตัดรอน อุปนิสัยแห่งโสดาปัตติมรรคของพระองค์ ถึงความพินาศ ใหญ่หลวง ครั้นท้าวเธอทรงสดับว่า พระเทวทัต ถูกแผ่นดินสูบ ก็สะดุ้งตกพระทัยว่า ตัวเราเล่า จักถูกแผ่นดินสูบบ้างไหมหนอ ? ไม่ได้รับความสุขในราชสมบัติ ไม่ได้ประสบความยินดีบน พระแท่นบรรทม ทรงหวาดผวาอยู่เที่ยวไป เหมือนเปรตที่ถูกทรมาน อย่างรุนแรง ท้าวเธอนึกเห็นเป็นเสมือน กำลังถูกแผ่นดินสูบ เหมือนเปลวเพลิงในอเวจี กำลังแลบออกมา และเหมือนพระองค์ จักบังคับให้บรรทมหงาย เหนือแผ่นดินเหล็กที่ร้อน แล้วถูกแทง ด้วยหลาวเหล็กฉะนั้น ด้วยเหตุนั้น ขึ้นชื่อว่า ความสงบพระทัย แม้ชั่วครู จึงมิได้มีแก่พระองค์ ผู้หวาดผวาเหมือนไก่ที่ถูกเชือด ท้าวเธอมีพระประสงค์จะเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงมีพระ- ประสงค์จะให้พระพุทธองค์ทรงอดโทษ ทั้งมีพระประสงค์จะ ทูลถามปัญหา แต่เพราะพระองค์มีความผิดอย่างใหญ่หลวง จึง มิอาจที่จะเข้าเฝ้าได้. ครั้งนั้นประจวบกับพระนครราชคฤห์ มีงานราตรีประจำ- เดือน กัตติกา ประชาชนพากันตกแต่งบ้านเมืองประหนึ่งเทพนคร พระเจ้าอชาตศัตรู แวดล้อมไปด้วยหมู่อำมาตย์ ประทับนั่งเหนือ พระราชอาสน์ทองคำ ในท้องพระโรงหลวง ทอดพระเนตรเห็น หมอชีวกโกมารภัจ นั่งเฝ้าอยู่ไม่ห่าง ได้ทรงมีพระปริวิตกว่า เราจักชวนหมอชีวกไปเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่เราไม่อาจ ที่จะชวนไปตรง ๆ ทีเดียว ว่า ชีวกผู้สหาย เราไม่สามารถที่ จะไปตามลำพังได้ มาเถิด เธอช่วยพาฉันไปเฝ้าพระศาสดา ด้วยเถิด ดังนี้ ต้องพรรณาถึงความเพริดพริ้งงดงามแห่ง ยามราตรี แก่เขาด้วยปริยายเป็นอันมาก แล้วจึงค่อยกล่าวว่า ไฉนเล่าหนอ วันนี้พวกเราน่าจะเข้าไปหาสมณะ หรือพราหมณ์ ที่เมื่อพวกเราเข้าไปหาท่าน จะพึงทำจิตใจให้ผ่องใสได้ ฟังคำนั้น แล้ว พวกอำมาตย์จักพากันพรรณนาคุณศาสดาทั้งหลายของตน ถึงหมอชีวกเล่า ก็คงจะกล่าวพรรณนาคุณแห่งพระสัมมาสัม- พุทธเจ้า เมื่อเป็นเช่นนั้น เราจักชวนเขาไปสู่สำนักพระศาสดา ดังนี้ ท้าวเธอจึงพรรณนาราตรีกาล ด้วยบททั้ง ๕ ดังนี้ :- ชาวเราเอ๋ย คืนวันเพ็ญ เจิดจ้าแท้ หนอ ชาวเราเอ๋ย คืนวันเพ็ญ งามจริง ยิ่งหนอ ชาวเราเอ๋ย คืนวันเพ็ญ น่าทัศนา จริงหนอ ชาวเราเอ๋ย คืนวันเพ็ญ แจ่มใส จริงหนอ ชาวเราเอ๋ย คืนวันเพ็ญ น่ารื่นรมย์ แท้หนอ วันนี้ใครเล่าหนอ ที่ชาวเราควรเข้าไปหา ท่านผู้ใดเล่า ที่พวกเราเข้าไปหา จิตใจจะพึงเลื่อมใสได้ ครั้งนั้น อำมาตย์ ผู้หนึ่ง กล่าวถึงคุณของปูรณกัสสป คนหนึ่งกล่าวถึงคุณของ มักขลิโคศาล คนหนึ่งกล่าวถึงคุณของอชิตเกสกัมพล คนหนึ่ง กล่าวคุณปกุทธกัจจายนะ คนหนึ่งกล่าวคุณของสญชัยเวลัฏฐบุตร คนหนึ่งกล่าวคุณของนิครนถนาฏบุตร พระราชาทรงสดับคำ ของเขาเหล่านั้นแล้ว ได้ทรงดุษณีภาพด้วยว่า ท้าวเธอทรง ปรารถนาถ้อยคำของมหาอำมาตย์ชีวกเท่านั้น ฝ่ายหมอชีวก ดำริว่า เมื่อพระราชาตรัสกับเรานั่นแหละ เราจึงจักกราบทูล ดังนี้แล้วก็นั่งนิ่งอยู่ในที่ไม่ไกล ครั้งนั้น พระราชาจึงตรัสกะเขา ว่า ดูก่อนสหายชีวก ท่านเล่าทำไมจึงนิ่งเสีย ? ขณะนั้น ชีวก ก็ลุกจากอาสนะ ประณมอัญชลีไปทางที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ กราบทูลว่า ขอเดชะ พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็น พระอรหันต์ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น กำลังเสด็จ ประทับอยู่ ณ สวนมะม่วงของข้าพระองค์ กับภิกษุสงฆ์ ๑,๒๕๐ รูป ก็แลกิตติศัพท์อันงามอย่างนี้ เฉพาะพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ นั้น ระบือไปแล้ว พลางประกาศปาฏิหาริย์เก้าร้อยประการ อานุภาพของพระผู้มีพระภาคเจ้า มีบุรพนิมิตรตั้งแต่ประสูติ เป็นต้นเป็นประเภท แล้วกราบทูลว่า ขอเชิญพระองค์ผู้สมมติเทพ เสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงสดับธรรม ตรัสถามปัญหาเถิดพระเจ้าข้า พระราชาทรงมีพระมโนรถเต็ม เปี่ยม ตรัสว่า สหายชีวก ถ้าเช่นนั้น เธอจงสั่งให้จัดแจงช้างเถิด ครั้นรับสั่งให้จัดเตรียมยานพาหนะแล้ว เสด็จดำเนินไปสู่ ชีวกัมพวัน ด้วยราชานุภาพอันใหญ่หลวง ทอดพระเนตรเห็น พระตถาคตเจ้า แวดล้อมด้วยหมู่ภิกษุในโรงโถง ณ ชีวกัมพวัน นั้น ทรงชำเลืองดูหมู่ภิกษุ ผู้ปราศจากการเคลื่อนไหว ประหนึ่ง เรือใหญ่ในท่ามกลางทะเล ยามมีคลื่นลมสงบแล้ว ฉะนั้น โดย ถ้วนทั่ว ทรงเลื่อมใสในอิริยาบถนั้นแล ด้วยทรงพระดำริว่า บริษัทเห็นปานดังนี้ เราไม่เคยเห็นเลย พลางประคองอัญชลี แด่พระสงฆ์ ตรัสชมเชย ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับ นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วกราบทูลถามปัญหาในสามัญญผล ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงสามัญญผลสูตร ประดับ ด้วยภาณวาร ๒ ภาณวาร แก่ท้าวเธอ ในเวลาจบพระสูตร ท้าวเธอดีพระทัย ทูลขอให้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอดโทษ เสด็จ ลุกจากอาสนะ ทรงกระทำปทักษิณ แล้วเสด็จหลีกไป. เมื่อพระราชาเสด็จไปแล้วไม่นาน พระศาสดาตรัสเรียก ภิกษุทั้งหลาย มาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระราชาองค์นี้ ถูกขุดเสียแล้ว ถูกโค่นเสียแล้ว ถ้าท้าวเธอจักไม่ปลงพระชนม์ พระราชบิดา ผู้ประกอบด้วยธรรม เป็นราชาโดยธรรมเสีย เพราะมุ่งความเป็นใหญ่ไซร้ ธรรมจักษุอันปราศจากธุลี ปราศจาก มลทิน จักบังเกิดในขณะประทับนั่งนี้ทีเดียว แต่ท้าวเธออาศัย พระเทวทัต ทำการยกย่องอสัตบุรุษ จึงเสื่อมเสียจากโสดา- ปัตติผล ในวันรุ่งขึ้น ภิกษุทั้งหลาย ยกเรื่องขึ้นสนทนากันใน ธรรมสภาว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย ได้ยินว่า พระเจ้าอชาตศัตรู เสื่อมเสียจากโสดาปัตติผล เพราะทำการยกย่องอสัตบุรุษ อาศัยพระเทวทัตผู้ทุศีล มีบาปธรรม ทรงกระทำปิตุฆาตกรรม เป็นพระราชาที่พระเทวทัตให้ฉิบหายแล้ว พระศาสดาเสด็จมา ตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งประชุมสนทนา กันด้วยเรื่องอะไร เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่อชาตศัตรู ทำการยกย่องอสัตบุรุษ ถึงความพินาศอย่างใหญ่หลวง แม้ใน กาลก่อน เธอก็ทำลายตนเสียด้วยการยกย่องอสัตบุรุษเหมือนกัน ทรงนำเรื่องราวในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :- ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ใน พระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในสกุลพราหมณ์ มีสมบัติ มาก เจริญวัยแล้วไปสู่เมืองตักกสิลา เรียนสรรพศิลปวิทยา เป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์ในพระนครพาราณสี บอกศิลปะแก่ มาณพ ๕๐๐ คน ในมาณพเหล่านั้น มีมาณพคนหนึ่งชื่อ "สัญชีวะ" พระโพธิสัตว์ได้ให้มนต์ทำคนตายให้ฟื้นแก่เขา เขาเรียนแต่มนต์ ทำคนตายให้ฟื้นอย่างเดียว ไม่ได้เรียนมนต์สำหรับป้องกัน วันหนึ่งไปป่าหาฟืนกับพวกเพื่อน เห็นเสือตายตัวหนึ่ง ก็พูดกะ พวกมาณพว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย เราจักทำเสือตายตัวนี้ให้ ฟื้นขึ้น มาณพทั้งหลาย กล่าวแย้งว่า ท่านจักไม่สามารถดอก เขากล่าวว่า เราจักทำให้มันฟื้นขึ้น ให้พวกท่านเห็นกันทุกคน ทีเดียว พวกมาณพเหล่านั้น จึงกล่าวว่า ถ้าท่านสามารถ ก็จง ปลุกให้มันตื่นขึ้นเถิด ครั้นกล่าวแล้ว ต่างรีบปีนขึ้นต้นไม้ สัญชีว- มาณพ ร่ายมนต์แล้วขว้างเสือตายด้วยก้อนกรวด เสือลุกขึ้น โดดกัดสัญชีวมาณพที่ก้านคอ ทำให้สิ้นชีวิต ล้มลงตรงนั้นเอง ทั้งคู่นอนตายอยู่ในที่เดียวกัน พวกมาณพพากันขนฟืนไปแล้ว แจ้งความเป็นไปนั้นแก่อาจารย์ อาจารย์จึงเรียกมาณพทั้งหลาย มากล่าวว่า พ่อคุณทั้งหลาย ขึ้นชื่อว่า ผู้ที่ยกย่อง อสัตบุรุษ กระทำสักการะและสัมมานะ ในที่อันไม่สมควร ย่อมกลับได้รับ ทุกข์เห็นปานนี้ ทั้งนั้น แล้วกล่าวคาถานี้ ความว่า : - "ผู้ใดยกย่อง และคบหาอสัตบุรุษ อสัต- บุรุษย่อมทำผู้นั้นแหละให้เป็นเหยื่อ เหมือนพยัคฆ์ ที่สัญชีวมาณพ ชุบขึ้น ย่อมทำเขานั่นแลให้เป็น เหยื่อ ฉะนั้น" ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสนฺตํ ได้แก่ผู้ทุศีลมีบาปธรรม ประกอบด้วยทุจริตทั้ง ๓ ประการ. บทว่า โย ปคฺคณฺหาติ ความว่า บรรดาขนมีกษัตริย์ เป็นต้น ผู้ใดผู้หนึ่งยกย่อง คือทำสักการะ สัมมานะ อสัตบุรุษ ผู้ทุศีลเห็นปานนี้ ที่เป็นบรรพชิต ด้วยการถวายปัจจัยมีจีวร เป็นต้น ที่เป็นคฤหัสถ์ด้วยการให้ครอบครองตำแหน่ง อุปราช และเสนาบดี เป็นต้น. บทว่า อสนฺตํ จูปเสวติ ความว่า อนึ่งเล่าผู้ใดย่อมเข้าไป สร้องเสพ คบหา สนิทสนม อสัตบุรุษ ผู้ทุศีล เห็นปานนี้. บทว่า ตเมว ฆาสํ กุรุเต ความว่า บุคคลชั่วผู้ทุศีลนั้น ย่อมกัดผู้นั้น คือผู้ที่ยกย่องอสัตบุรุษนั้นแล กินเสีย ได้แก่ทำผู้นั้น ให้ถึงความพินาศ. เช่นไรเล่า ? เหมือนพยัคฆ์ที่คืนชีพ เพราะมาณพชุบขึ้น อธิบายว่า พยัคฆ์ที่ตายคืนชีพได้ โดยที่สัญชีวมาณพ ร่ายมนต์ยกย่องด้วย การมอบชีวิตให้ กลับปลงชีพ สัญชีวมาณพผู้ให้ชีวิตแก่มัน ให้ล้มลงตรงนั้นเอง ฉันใด แม้ผู้อื่นก็ฉันนั้น ผู้ใดทำการยกย่อง อสัตบุรุษ อสัตบุรุษทุศีลนั้น ย่อมทำลายล้าง ผู้ที่ยกย่องตนนั้น เสียทีเดียว พวกชนที่ยกย่องอสัตบุรุษ ย่อมพากันถึงความ พินาศ ด้วยประการฉะนี้. พระโพธิสัตว์ แสดงธรรมแก่มาณพทั้งหลาย ด้วยคาถานี้ การทำบุญมีให้ทานเป็นต้น แล้วก็ไปตามยถากรรม. พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรง ประชุมชาดกว่า มาณพผู้ทำเสือตายให้ฟื้นในครั้งนั้น ได้มาเป็น พระเจ้าอชาตศัตรูในบัดนี้ ส่วนอาจารย์ทิศาปาโมกข์ได้มาเป็น เราตถาคต ฉะนี้แล. จบ สัญชีวชาดกที่ ๑๐ รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. โคธชาดก ๒. สิคาลชาดก ๓. วิโรจนชาดก ๔. นัง- คุฏฐชาดก ๕. ราธชาดก ๖. กากชาดก ๗. ปุปผรัตตชาดก ๘. สิคาลชาดก ๙. เอกปัณณชาดก ๑๐. สัญชีวชาดก. จบ กกัณฏกวรรคที่ ๑๕ รวมชาดกที่มีในเอกนิบาตนี้ คือ ๕. อัตถกกามวรรค ๖. อาสิงสวรรค ๗. อิตถีวรรค ๘. วรุณวรรค ๙. อปายิมหวรรค ๑๐. ลิตตวรรค ๑๑. ปโรสตวรรค ๑๒. หังสิวรรค ๑๓. กุสินาฬิวรรค ๑๔. อสัมปทานวรรค ๑๕. กกัณฏกวรรค จบ เอกนิบาต
หมายเหตุ: เนื้อหาจัดระเบียบตามโครงสร้างแบบดั้งเดิม รักษาการอ้างอิงและลำดับตามต้นฉบับ