เล่มที่ 56

ส่วนที่ 64

หมวด: พระไตรปิฎก ฝ่าย: ลำดับ: 64 อ้างอิง: Book 56, Section 64 ประเภท: section


เนื้อหา

จบ อรรถกถาสังขธมนชาดกที่ ๑๐ รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. มหาสีลวชาดก ๒. จูฬชนกชาดก ๓. ปุณณปาติชาดก ๔. ผลชาดก ๕. ปัญจาวุธชาดก ๖. กัญจนขันธชาดก ๗. วารินท- ชาดก ๘. ตโยธรรมชาดก ๙. เภริวาทชาดก ๑๐. สังขธมนชาดก. "ขึ้นชื่อว่าหญิงในโลกนี้เลวทราม เพราะ หญิงเหล่านั้น ไม่มีเขตแดน มีแต่ความกำหนัด ยินดี คึกคะนองไม่มีเลือก เหมือนไฟที่ไหม้ไม่ เลือกฉะนั้น เราจักละทิ้งหญิงเหล่านั้นไปบวช เพิ่มพูนวิเวก" จบ อสาตมันตชาดกที่ ๑ พระบรมศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภภิกษุผู้กระสัน ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า อาสา โลกิตฺถิโย นาม ดังนี้. เรื่องของภิกษุนั้น จักแจ่มแจ้งในอุมมาทยันตีชาดก. (เรื่องย่อ ๆ มีว่า) ก็พระศาสดาตรัสกะภิกษุนั้นว่า ดูก่อนภิกษุ ขึ้นชื่อว่าหญิงส่วนมาก ไม่น่ายินดี ไร้สติ ลามก เป็นผู้มีเบื้องหลัง เธอจะกระสันปั่นป่วนเพราะหญิงเลว ๆ เช่นนี้ทำไม แล้วทรงนำ เรื่องในอดีตมาสาธกดังต่อไปนี้ :- ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ใน กรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ ณ เมือง ตักกสิลา คันธารรัฐ ถึงความเป็นผู้รู้เดียงสาแล้ว เรียนจบไตรเพท และศิลปะทั้งปวง ได้เป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์. ดังนั้น ใน กรุงพาราณสีมีตระกูลพราหมณ์ตระกูลหนึ่ง ตั้งแต่วันที่บุตร เกิด ก็จุดไฟตั้งไว้ไม่ให้ดับเลย. ครั้นในเวลาที่พราหมณกุมาร มีอายุได้ ๑๖ มารดาบิดาจึงกล่าวว่า ลูกเอ๋ย เราจุดไฟตั้งไว้ ในวันที่เจ้าเกิดเรื่อยมา หากเจ้าประสงค์จะไปสู่พรหมโลก จงถือไฟนั้นเข้าป่า บูชาพระอัคนีเทพเจ้า ก็จะไปถึงพรหมโลกได้ ถ้าประสงค์จะครองเรือน ก็จงไปสู่เมืองตักกสิลา เล่าเรียน ศิลปะในสำนักอาจารย์ทิศาปาโมกข์ แล้วตั้งหลักฐานเถิด. มาณพกล่าวว่า ฉันไม่อาจจะเข้าป่าบูชาไฟ มุ่งจะตั้งหลักฐาน เท่านั้น แล้วกราบมารดาบิดา รับเอาเงินพันกษาปณ์ เป็น ค่าคำนับอาจารย์ เดินทางไปเมืองตักกสิลา เล่าเรียนศิลปะ แล้วกลับมา แต่มารดาบิดาของเขาไม่ต้องการให้ครองเรือน ต้องการให้เขาบำเรอไฟอยู่ในป่า. ลำดับนั้น มารดาปรารถนา จะสำแดงโทษของสตรีส่วนมาก แล้วส่งเขาเข้าป่า จึงดำริว่า อาจารย์นั้นคงเป็นบัณฑิต เฉลียวฉลาด สามารถจะบอกโทษ แห่งสตรีส่วนมากแก่ลูกของเราได้ จึงกล่าวว่า ลูกรัก เจ้าเรียน ศิลปะสำเร็จแล้วหรือ ? มาณพตอบว่า ครับ คุณแม่. มารดา จึงกล่าวว่า แม้อสาตมนต์เจ้าก็เรียนแล้วหรือ ?. มาณพตอบว่า ยังไม่ได้เรียนครับ คุณแม่. มารดากล่าวว่า ลูกรัก ถ้าเจ้ายัง ไม่ได้เรียนอสาตมนต์แล้ว จะเรียกว่า เรียนศิลปะสำเร็จแล้ว ไม่ได้ ไปเถิด ไปเรียนแล้วค่อยมา. มาณพรับคำแล้ว ก็มุ่งหน้าไป กรุงตักกสิลาอีก. แม้มารดาของอาจารย์ทิศาปาโมกข์นั้น เป็น หญิงชรา อายุ ๑๒๐ ปี อาจารย์อาบน้ำให้มารดาด้วยมือของ ตนเอง หาอาหารให้บริโภคเอง หาน้ำให้ดื่มเอง ปรนนิบัติมารดา อยู่ มนุษย์เหล่าอื่น พากันรังเกียจอาจารย์ผู้กระทำอย่างนั้น. อาจารย์ดำริว่า อย่ากระนั้นเลย เราเข้าป่า ปรนนิบัติมารดา ในป่านั้นอยู่เถิด. ครั้นแล้วก็จักการสร้างบรรณศาลา ในที่มี น้ำท่าสะดวก ในป่าอันเงียบสงัด ตำบลหนึ่ง เสร็จแล้วขนสิ่งของ มีเนย และข้าวสารเป็นต้น มาสำรองไว้ อุ้มมารดาพาไปที่นั้น ปรนนิบัติมารดา อยู่สืบมา.


หมายเหตุ: เนื้อหาจัดระเบียบตามโครงสร้างแบบดั้งเดิม รักษาการอ้างอิงและลำดับตามต้นฉบับ