เล่มที่ 54
ส่วนที่ 182
หมวด: พระไตรปิฎก ฝ่าย: ลำดับ: 182 อ้างอิง: Book 54, Section 182 ประเภท: section
เนื้อหา
พระชินพุทธเจ้าตรัสว่า เธอทั้งหลายเมื่อพูด อย่างนี้ว่า จักนิพพาน ตถาคตจักไปว่าอะไร ก็บัดนี้ เธอทั้งหลายจงสำคัญกาลเวลาของเธอเอาเองเถิด. ครั้งนั้น ภิกษุเหล่านั้นมีพระปชาบดีโคตมี เถรีเป็นต้น ถวายบังคมพระชินพุทธเจ้าแล้วได้พากัน ลุกจากที่นั่งนั้นมา พระธีรเจ้าผู้นำเลิศของโลกพร้อม ด้วยหมู่ชนเป็นอันมาก ได้เสด็จไปส่งพระมาตุจฉาจน ถึงซุ้มประตู. ครั้งนั้นพระปชาบดีโคตมีเถรีพร้อมด้วยภิกษุณี ทั้งหมด ได้พากันหมอบลงแทบพระยุคลบาทของพระ ศาสดาผู้เป็นพงศ์พันธุ์ ของโลกกราบทูลว่า นี้เป็น การถวายบังคมพระยุคลบาทครั้งสุดท้ายของหม่อมฉัน การได้เห็นพระองค์ผู้เป็นนาถะของโลกครั้งนี้ ก็เป็น ครั้งสุดท้าย หม่อมฉันจักไม่ได้เห็นพระพักตร์ของ พระองค์ซึ่งมีอาการดุจอมตะอีก ข้าแต่พระมหาวีระ ผู้เลิศของโลก การถวายบังคมของหม่อมฉันจักไม่ สัมผัสพระยุคลบาทของพระองค์ ซึ่งละเอียดอ่อนดี วันนี้หม่อมฉันจะนิพพาน. พระศาสดาตรัสว่า ประโยชน์อะไรของเธอ ด้วยรูปนี้ในปัจจุบัน รูปนี้ล้วนปัจจัยปรุงแต่ง ไม่น่า ยินดีเป็นของต่ำทราม. พระมหาปชาบดีเถรีพร้อมด้วย ภิกษุณีเหล่านั้น ไปสำนักของภิกษุณีของตนแล้ว นั่ง พับเพียบบนอาสนะอันประเสริฐ. ครั้งนั้น อุบาสิกาทั้งหลายในพระนครนั้นผู้มี ความเคารพรักในพุทธศาสนา ได้สดับประพฤติเหตุ ของพระเถรี ก็พากันเข้าไปหา นมัสการแทบบาทมูล เอากรข้อนอุระประเทศร้องไห้คร่ำครวญอย่างน่าสง- สาร เต็มกลั้นด้วยความโศกเศร้า ก็ล้มลงที่พื้นพสุธา ดุจเถาวัลย์รากขาดฉะนั้น พากันรำพันว่า ข้าแต่พระ แม่เจ้า ผู้เป็นนาถะให้ที่พึ่งแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย พระแม่ เจ้าอย่าละทิ้งข้าพเจ้าทั้งหลายไปสู่นิพพานเลย ข้าพเจ้า ทุกคนขอซบเกล้าอ้อนวอน. พระมหาปชาบดีเถรีลูบ ศีรษะของอุบาสิกา ผู้มีศรัทธา มีปัญญาซึ่งเป็นหัวหน้า ของอุบาสิกาเหล่านั้นกล่าวดังนี้ว่า ลูกเอ๋ย ความโศก สลด ซึ่งตกอยู่ในบ่วงแห่งมารไม่ควรเลย สังขตธรรม ทั้งปวงล้วนไม่เที่ยง การพลัดพรากกันเป็นที่สุด หวั่น ไหวไปมา. ต่อแต่นั้น พระเถรี ก็สละอุบาสิกา เหล่านั้น เข้าปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน และ จตุตถฌาน แล้วเข้าอากาสานัญจายตนฌาน วิญญา- ณัญจายตนฌาน อากิญจัญญายตนฌาน และเนวสัญ- ญานาสัญญายตนฌานตามลำดับแล้ว พระปชาบดี โคตมีเถรีก็เข้าฌานทั้งหลายใดยปฏิโลมแล้ว ก็เข้า ปฐมฌานไปตราบเท่าถึงจตุตถฌาน ออกจากจตุตถ- ฌานนั้นแล้วก็ดับ เหมือนเปลวประทีปที่ปราศจากเชื้อ แล้วดับไปฉะนั้น ได้เกิดแผ่นดินไหวใหญ่ สายฟ้าก็ ตกลงจากนภากาศ กลองทิพย์ก็บันลือลั่นขึ้นเอง ทวย- เทพพากันคร่ำครวญ และฝนดอกไม้ก็ตกจากอากาศ ลงยังพื้นแผ่นดิน แม้ขุนเขาเมรุราชก็กัมปนาทหวั่น ไหวเหมอนนักฟ้อนรำในท่ามกลางเวทีฟ้อนรำ ฉะนั้น สาครก็ปั่นป่วนตีฟองคะนองเพราะความโศก ทวยเทพ นาค อสูรและพรหมต่างก็พากันสลดใจ กล่าวขึ้นใน ทันใดนั้นเองว่า สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ เหมือน อย่างพระมหาปชาบดีโคตมีเถรีนี้ ถึงความย่อยยับไป แล้ว และพระเถรีทั้งหลาย ผู้ทำตามคำสอนของพระ ศาสดา ซึ่งแวดล้อมพระนางมหาปชาบดีโคตมีเถรีนี้ก็ พากันปรินิพพาน เหมือนเปลวประทีปหมดเชื้อฉะนั้น โอ้ ความพบกัน ก็มีความพลัดพรากกันเป็นที่สุด โอ้ สิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งล้วนแต่ไม่เที่ยง โอ้ ชีวิต มีความหายสูญเป็นที่สุด ความพิไรรำพัน ได้มีแล้ว ด้วยประการฉะนี้.
หมายเหตุ: เนื้อหาจัดระเบียบตามโครงสร้างแบบดั้งเดิม รักษาการอ้างอิงและลำดับตามต้นฉบับ