เล่มที่ 53

ส่วนที่ 349

หมวด: พระไตรปิฎก ฝ่าย: ลำดับ: 349 อ้างอิง: Book 53, Section 349 ประเภท: section


เนื้อหา

พระมหาโมคคัลลานะปรารภพระติสสเถระ จึงกล่าวเป็นคาถาหนึ่ง คาถา ความว่า ภิกษุผู้มีสติ ควรรีบละเว้นความพอใจรักใคร่ในกา- มารมณ์เสีย เหมือนบุคคลรีบถอนหอกออกจากตน และ เหมือนบุคคลรีบดับไฟซึ่งไหม้อยู่บนศีรษะตนฉะนั้น ภิกษุ มีสติควรรีบละเว้นความกำหนัดในภพเสีย เหมือนบุคคล รีบถอนหอกออกจากกายตน และเหมือนบุคคลที่รีบดับไฟ ซึ่งไหม้อยู่บนศีรษะตนฉะนั้น เราเป็นผู้อันพระผู้มีพระ- ภาคเจ้าซึ่งได้ทรงอบรมพระองค์มาแล้ว ผู้ทรงไว้ซึ่งพระ- สรีระอันมีในที่สุดทรงตักเตือนแล้ว จึงทำปราสาทของ นางวิสาขามิคารมารดา ให้หวั่นไหว ด้วยปลายนิ้วเท้า บุคคลปรารภความเพียรอันย่อหย่อนแล้วพึงบรรลุนิพพาน อันเป็นเหตุปลดเปลื้องกิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งปวง ด้วย กำลังความเพียรอันน้อยก็หาไม่ แต่พึงบรรลุได้ด้วยความ เพียรชอบ ๔ ประการ ก็ภิกษุหนุ่มนี้ นับว่าเป็นบุรุษผู้สูงสุด ชนะมารพร้อมทั้งพาหนะแล้ว ทรงร่างกายอันมีในที่สุด สายฟ้าทั้งหลาย ฟาดลงไปตามซ่องภูเขาเวภารบรรพต และภูเขาบัณฑวบรรพต ส่วนอาตมาเป็นบุตรของพระ- พุทธเจ้า ผู้ไม่มีใครเปรียบ ผู้คงที่ ได้เข้าไปสู่ช่องภูเขา เจริญฌานอยู่ อาตมาเป็นผู้สงบระงับ ยินดีแต่ในธรรม อันเป็นเครื่องเข้าไปสงบระงับ อยู่แต่ในเสนาสนะอันสงัด เป็นมุนี เป็นทายาทของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ เป็นผู้ อันท้าวมหาพรหมพร้อมทั้งเทวดากราบไหว้ ดูก่อน พราหมณ์ ท่านจงไหว้พระกัสสปะผู้สงบระงับ ผู้ยินดีแต่ ในธรรมอันสงบ อยู่ในเสนาสนะอันสงัด เป็นมุนี เป็น ทายาทแห่งพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุด อนึ่ง ในหมู่ มนุษย์ทั้งปวง ผู้ใดเป็นกษัตริย์หรือเป็นพราหมณ์ สิบวงศ์ ตระกูลมาเป็นลำดับ ๆ ตั้ง ๑๐๐ ชาติ ถึงพร้อมด้วย ไตรเพท ถึงแม้จะเป็นผู้เล่าเรียนมนต์ เป็นผู้ถึงฝั่งแห่ง เวท ๓ การกราบไหว้ผู้นั้นแม้บ่อย ๆ ย่อมไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ อันจำแนกออก ๑๖ ครั้ง ของบุญที่ไหว้พระกัสสปะนี้เพียง ครั้งเดียวเลย ภิกษุใดเวลาเช้าเข้าวิโมกข์ ๘ โดยอนุโลม และปฏิโลม ออกจากสมาบัตินั้นแล้วเที่ยวไปบิณฑบาต ดูก่อนพราหมณ์ ท่านอย่ารุกรานภิกษุเช่นนั้นเลย อย่าได้ ทำลายตนเสียเลย ท่านจงยังใจให้เลื่อมใสในพระอรหันต์ ผู้คงที่เถิด จงรีบประนมอัญชลีไหว้เถิด ศีรษะของท่าน อย่าแตกไปเสียเลย พระโปฐิละไม่เห็นพระสัทธรรม เพราะเป็นผู้ถูกอวิชชาหุ้มห่อไว้แล้ว เดินไปสู่ทางผิดซึ่ง เป็นทางคดไม่ควรเดิน พระโปฐิละหมกมุ่นอยู่ในสังขาร ติดอยู่ในลาภและสักการะดังตัวหนอนที่ติดอยู่ในคูถ จึง เป็นผู้ไม่มีแก่สาร อนึ่ง เชิญท่านมาดูท่านพระสารีบุตร ผู้เพียบพร้อมไปด้วยคุณที่น่าดูน่าชม ผู้พ้นแล้วจากกิเลส ด้วยสมาธิและปัญญา มีจิตตั้งมั่นในภายใน เป็นผู้ปราศ- จากลูกศร สิ้นสังโยชน์บรรลุวิชชา ๓ ละมัจจุราชเสียได้ เป็นพระทักขิเณยยบุคคล ผู้เป็นนาบุญอันยอดเยี่ยมของ มนุษย์ทั้งหลาย เทวดาเป็นอันมากที่มีฤทธิ์เดชเรื่อง ยศศักดิ์นับจำนวนหมื่น พร้อมด้วยพรหมชั้นพรหมปุโรหิต ได้พากันมาประนมอัญชลีนมัสการพระโมคคัลลานเถระ โดยกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เป็นบุรุษผู้อาชาไนย ขอนอบ น้อมแด่ท่าน ข้าแต่ท่านผู้เป็นบุรุษอุดม ขอนอบน้อม แด่ท่าน ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ พระคุณเจ้ามีอาสวะทั้งหลาย สิ้นไป เป็นทักขิเณยยบุคคล พระโมคคัลลานเถระ เป็นผู้อันมนุษย์และเทวดาบูชาแล้ว เป็นผู้เกิดโดยอริย- ชาติครอบงำความตายแล้ว ไม่ติดอยู่ในสังขาร เหมือน ดอกบัวไม่ติดอยู่ด้วยน้ำฉะนั้น พระโมคคัลลานเถระรู้แจ้ง โลกได้ตั้งพันเพียงครู่เดียวเสมอด้วยท้าวมหาพรหม เป็น ผู้ชำนาญในคุณ คืออิทธิฤทธิ์ ในจุติและอุปบัติของสัตว์ ย่อมเห็นเทวดาทั้งหลายในกาลอันสมควร ภิกษุใดทรง คุณธรรมชั้นสูงด้วยปัญญา ศีล และอุปสมะ ภิกษุนั้นคือ พระสารีบุตร เป็นผู้สูงสุดอย่างยิ่ง แต่เราเป็นผู้ฉลาดใน วิธีแสดงฤทธิ์ต่าง ๆ เป็นผู้ถึงความชำนาญในฤทธิ์ พึง เนรมิตอัตภาพชั่วขณะเดียวได้ตั้งแสนโกฏิ เราชื่อว่า โมคคัลลานะโดยโคตร เป็นผู้ชำนาญในสมาธิและวิชชา ถึงที่สุดแห่งบารมี เป็นปราชญ์ในศาสนาของพระพุทธเจ้า ผู้อันตัณหาไม่อาศัย มีอินทรีย์มั่นคง ได้ตัดเครื่องจองจำ คือกิเลสทั้งสิ้นเสียเด็ดขาด เหมือนกุญชรชาติตัดปลอก ที่ทำด้วยเถาหัวด้วนให้ขาดกระเด็นไปฉะนั้น เราคุ้นเคย กับพระศาสดา ฯ ล ฯ ถอนตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพขึ้นได้ แล้ว เราบรรลุถึงประโยชน์ที่กุลบุตรผู้ออกบวชเป็นบรรพ- ชิตต้องการนั้นแล้ว บรรลุถึงความสิ้นสังโยชน์ทั้งปวงแล้ว มารผู้มักประทุษร้าย เบียดเบียนพระสาวกนามว่าวิธูระ และพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่ากกุสันธะ แล้ว หมกไหม้อยู่ในนรกใด นรกนั้นเป็นเช่นไร คือเป็นนรก ที่มีขอเหล็กตั้งร้อย และเป็นที่ทำให้เกิดทุกขเวทนาเฉพาะ ตนทุกแห่ง มารผู้มักประทุษร้าย เบียดเบียนพระสาวก นามว่าวิธูระ และพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่า กกุสันธะ หมกไหม้อยู่ในนรกใด นรกนั้นเป็นเช่นนี้ ภิกษุใดเป็นสาวกแห่งพระพุทธเจ้า รู้กรรมและผลกรรม โดยประจักษ์ ดูก่อนมารผู้มีธรรมดำ ท่านเบียดเบียน ภิกษุนั้นเข้า ก็จะต้องประสบทุกข์เป็นแน่แท้ วิมานทั้ง- หลายลอยอยู่ท่ามกลางมหาสมุทร ตั้งอยู่ตลอดกัป มีสี เหมือนแก้วไพฑูรย์ เป็นวิมานงดงาม มีรัศมีพลุ่งออก เหมือนเปลวไฟผุดผ่อง มีหมู่นางอัปสรผู้มีผิวพรรณแตก ต่างกันเป็นอันมากฟ้อนรำ ภิกษุใดเป็นสาวกแห่งพระ- พุทธเจ้า รู้กรรมและผลกรรมโดยประจักษ์ ดูก่อนมาร ผู้มีธรรมดำ ท่านเบียดเบียนภิกษุรูปนั้นเข้า ก็จะต้อง ประสบทุกข์เป็นแน่แท้ ภิกษุรูปใดที่พระพุทธเจ้าทรงใช้ ไปแล้ว ภิกษุสงฆ์เป็นอันมากก็เห็นอยู่ ได้ทำปราสาท ของนางวิสาขามิคารมารดา ให้หวั่นไหวได้ ด้วยปลาย นิ้วเท่า ภิกษุใดเป็นสาวกแห่งพระพุทธเจ้า รู้กรรมและ ผลแห่งกรรมโดยประจักษ์ ดูก่อนมารผู้มีธรรมดำ ท่าน เบียดเบียนภิกษุรูปนั้นเข้า ก็จะต้องประสบทุกข์เป็นแน่ แท้ ภิกษุใดมีอิทธิพลอันกล้าแข็ง ทำเวชยันตปราสาท ให้หวั่นไหวได้ด้วยปลายนิ้วเท้า และยังเทพเจ้าให้สลดใจ ภิกษุใดเป็นสาวกแห่งพระพุทธเจ้า รู้กรรมและผลกรรม โดยประจักษ์ ดูก่อนมารผู้มีธรรมดำ ท่านเบียดเบียนภิกษุ นั้นเข้า ก็จะต้องประสบทุกข์เป็นแน่แท้ ภิกษุใดไต่ถาม ท้าวสักกเทวราชที่เวชยันตปราสาทว่า มหาบพิตรทรง ทราบวิมุตติอันเป็นที่สิ้นตัณหาบ้างหรือ ขอถวายพระพร ท้าวสักกเทวราชถูกถามปัญหาแล้ว ทรงพยากรณ์ตามแนว เทศนาที่พระศาสดาทรงแสดงแล้วแก่ภิกษุนั้น ภิกษุใด เป็นสาวกแห่งพระพุทธเจ้า รู้กรรมโดยประจักษ์ ดูก่อน มารผู้มีธรรมดำ ท่านเบียดเบียนภิกษุนั้นเข้า ก็จะต้อง ประสบทุกข์เป็นแน่แท้ ภิกษุใดสอบถามท้าวมหาพรหมว่า ดูก่อนอาวุโส แม้วันนี้ท่านยังมีความเห็นผิดอยู่เหมือน เมื่อก่อนว่า สุธรรมสภานี้มีอยู่บนพรหมโลกเท่านั้น ที่ ดาวดึงส์พิภพไม่มีหรือ หรือว่าท่านยังมีความเห็นผิดอยู่ เหมือนก่อน คือท่านยังเห็นอยู่ว่าบนพรหมโลกมีแสงสว่าง พวยพุ่งออกได้เองหรือ ครั้นท้าวมหาพรหมถูกถามปัญหา แล้ว พยากรณ์ตามความเป็นจริงแก่ภิกษุนั้นว่า ข้าแต่ พระคุณเจ้าผู้นิรทุกข์ ข้าพเจ้าไม่ได้เห็นผิดเหมือนเมื่อก่อน คือไม่ได้เห็นว่า บนพรหมโลกมีรัศมีพวยพุ่งออกไปได้ เอง ทุกวันนี้ข้าพเจ้าละทิ้งคำพูดที่ว่ามานั้นเสียได้ กลับ มีความเห็นว่าไม่เที่ยง ภิกษุใดเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า รู้กรรมและผลกรรมโดยประจักษ์ ดูก่อนมารผู้มีธรรมดำ ท่านเบียดเบียนภิกษุนั้นเข้า ก็จะต้องประสบทุกข์เป็น แน่แท้ ภิกษุใดแสดงยอดขุนเขาสิเนรุราช ชมพูทวีป และปุพพวิเทหทวีป ให้หมู่มนุษย์ชาวอมรโคยานทวีป และชาวอุตตรกุรุทวีปเห็นกันด้วยวิโมกข์ ภิกษุใดเป็น สาวกของพระพุทธเจ้า รู้กรรมและผลกรรมโดยประจักษ์ ดูก่อนมารผู้มีธรรมดำ ท่านเบียดเบียนภิกษุนั้นเข้า ก็จะ ต้องประสบทุกข์เป็นแน่แท้ ไฟไม่ได้ตั้งใจว่าเราจะไหม้ คนพาลเลย แต่คนพาลรีบเข้าไปหาไฟอันลุกโพลงให้ ไหม้ตนเองฉันใด ดูก่อนมาร ท่านประทุษร้ายพระตถาคต นั้นแล้ว ก็จักเผาตนเองเหมือนกับคนพาลถูกไฟไหม้ ฉันนั้น แน่ะมารผู้ชาติชั่ว ตัวท่านเป็นมารคอยแต่ประ- ทุษร้ายพระตถาคตพระองค์นั้น ก็ต้องพบแต่สิ่งซึ่งมิใช่บุญ หรือท่านเข้าใจว่า บาปไม่ให้ผลแก่เรา แน่ะมารผู้มุ่งแต่ ความตาย เพราะท่านได้ทำบาปมาโดยส่วนเดียว จะต้อง เข้าถึงทุกข์ตลอดกาลนาน ท่านจงอย่าคิดร้ายต่อพระ- พุทธเจ้า และภิกษุทั้งหลายผู้สาวกของพระพุทธเจ้าอีก ต่อไปเลย พระมหาโมคคัลลานเถระได้คุกคามมารที่ป่า เภสกฬาวัน ดังนี้แล้ว ลำดับนั้น มารนั้นเสียใจจึงได้ หายไป ณ ที่นั้นนั่นเอง.


หมายเหตุ: เนื้อหาจัดระเบียบตามโครงสร้างแบบดั้งเดิม รักษาการอ้างอิงและลำดับตามต้นฉบับ