เล่มที่ 52

ส่วนที่ 390

หมวด: พระไตรปิฎก ฝ่าย: ลำดับ: 390 อ้างอิง: Book 52, Section 390 ประเภท: section


เนื้อหา

บทว่า กาลปพฺพงฺคสงฺกาโส เป็นต้น เป็นบทระบุถึงความยินดี ในวิเวก. ส่วนบทว่า นาภินนฺทามิ เป็นต้น เป็นบทแสดงภาวะแห่งกิจ ที่ทำเสร็จแล้ว. คำทั้งหมดมีอรรถดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล ก็ในที่สุด ท่านกล่าวหมายเอาสัทธิวิหาริกของตนด้วยคำว่า กึ เม สทฺธิวิหารินา. เพราะฉะนั้น จะประโยชน์อะไรแก่เรา ด้วยสัทธิวิหาริกผู้ว่ายาก ผู้ไม่ เอื้อเฟื้อเช่นนั้น อธิบายว่า เราชอบใจการอยู่โดดเดี่ยวเท่านั้น. ก็แลครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ได้ไปสู่สระฉันทันตะนั่นแล. ท่านอยู่ ในที่นั้นสิ้น ๑๒ ปี เมื่อจวนปรินิพพาน จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ให้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตแล้ว จึงไปปรินิพพานในที่นั้นนั่นเอง จบอรรถกถาอัญญาโกณฑัญญเถรคาถาที่ ๑ ๒. อุทายีเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระอุทายีเถระ [๓๘๔] เราเคยได้ฟังมาจากพระอรหันต์ทั้งหลายว่า มนุษย์ทั้ง หลายย่อมนอบน้อมบุคคลใด ผู้เกิดเป็นมนุษย์ เป็นพระ- พุทธเจ้าผู้ตรัสรู้เอง มีตนอันได้ฝึกฝนแล้ว มีจิตตั้งมั่น ดำเนินไปในทางของพรหม ยินดีในการสงบระงับจิต ถึง ฝั่งแห่งธรรมทั้งปวง แม้เทวดาทั้งหลายก็พากันนอบน้อม บุคคลนั้น เทวดาและมนุษย์ย่อมนอบน้อมพระสัมมาสัม- พุทธเจ้าพระองค์ใด ผู้ก้าวล่วงสังโยชน์ทั้งปวง ออกจาก ป่า คือกิเลสมาสู่นิพพาน ออกจากกามมายินดีในเนก- ขัมมะ เหมือนทองคำอันพ้นแล้วจากหินฉะนั้น พระ- สัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์นั้นแลเป็นนาค รุ่งเรืองพ้น โลกนี้กับทั้งเทวโลก เหมือนขุนเขาหิมวันต์รุ่งเรืองล่วง ภูเขาเหล่านั้น เราจักแสดงช้างตัวประเสริฐ ซึ่งเป็นนาค นี้ชื่อโดยแท้จริง เป็นเยี่ยมกว่าบรรดาผู้มีชื่อว่านาคทั้ง หมด แก่ท่านทั้งหลาย เพราะผู้ใดไม่ทำบาป ผู้นั้นชื่อ ว่า นาค ความสงบเสงี่ยมและการไม่เบียดเบียน ๒ อย่าง นี้ เป็นเท้าหน้าทั้งสองของนาค สติสัมปชัญญะเป็นเท้า หลัง ช้างตัวประเสริฐควรบูชา มีศรัทธาเป็นงวง มี อุเบกขาเป็นงาอันขาว มีสติเป็นคอ มีปัญญาเครื่อง พิจารณาค้นคว้าธรรมเป็นศีรษะ มีธรรม คือสมาวาสะเป็น ท้อง มีวิเวกเป็นหาง ช้างตัวประเสริฐ คือพระพุทธเจ้า นั้น เป็นผู้มีปกติเพ่งฌาน ยินดีในนิพพาน มีจิตตั้งมั่น ดีแล้วในภายใน คือเมื่อเดินก็มีจิตตั้งมั่น เมื่อยืนก็มีจิต ตั้งมั่น นอนก็มีจิตตั้งมั่น เป็นผู้สำรวมในที่ทั้งปวง อัน นี้เป็นคุณสมบัติของช้างตัวประเสริฐ คือพระพุทธเจ้า ช้าง ตัวประเสริฐ คือพระพุทธเจ้านั้น บริโภคของอันหาโทษ มิได้ ไม่บริโภคของที่มีโทษ ได้อาหารและเครื่องนุ่งห่ม แล้ว ก็ไม่สั่งสมไว้ ตัดเครื่องเกาะเกี่ยวผูกพันน้อยใหญ่ ทั้งสิ้น ไม่มีความห่วงใยเลย เที่ยวไปในที่ทุกแห่ง เปรียบ เหมือนดอกบัวขาบ มีกลิ่นหอมหวานชวนให้รื่นรมย์ เกิด ในน้ำ เจริญในน้ำ ย่อมไม่ติดอยู่ด้วยน้ำ ฉันใด พระ- พุทธเจ้าเสด็จอุบัติแล้วในโลก อยู่ในโลก ไม่ติดอยู่ด้วย โลก เหมือนดอกปทุมไม่ติดอยู่ด้วยน้ำ ฉันนั้น ไฟกอง ใหญ่ลุกโชนเมื่อหมดเชื้อก็ดับไป ก็เมื่อเถ้ายังมีอยู่ เขา ก็เรียกกันว่าไฟดับแล้ว ฉันใด อุปมาอันทำให้รู้เนื้อความ แจ่มแจ้งนี้ วิญญูชนทั้งหลายแสดงไว้แล้ว ก็ฉันนั้น พระมหานาคทั้งหลายจักรู้แจ้งนาคด้วยนาค อันพระพุทธ- เจ้าทรงแสดงแล้ว พระพุทธนาคเป็นผู้ปราศจาก ราคะ โทสะ และโมหะ หมดอาสวะ เมื่อละสรีระร่างกายนี้แล้ว ก็จักไม่มีอาสวะปรินิพพาน. จบอุทายีเถรคาถา ในโสฬสกนิบาตนี้ พระเถระผู้มีมหิทธิฤทธิ์ ๒ รูป คือ พระโกณฑัญญเถระ กับ พระอุทายีเถระ ได้ภาษิต คาถาไว้องค์ละ ๑๖ คาถา รวมเป็น ๓๒ คาถา ฉะนี้แล. จบโสฬสกนิบาต อรรถกถาอุทายีเถรคาถาที่ ๒ คาถาของ ท่านพระอุทายีเถระ มีคำเริ่มต้นว่า มนุสฺสภูตํ สมฺพุทฺธํ ดังนี้. เรื่องนั้นมีเหตุเกิดขึ้นได้อย่างไร ?


หมายเหตุ: เนื้อหาจัดระเบียบตามโครงสร้างแบบดั้งเดิม รักษาการอ้างอิงและลำดับตามต้นฉบับ