เล่มที่ 52
ส่วนที่ 267
หมวด: พระไตรปิฎก ฝ่าย: ลำดับ: 267 อ้างอิง: Book 52, Section 267 ประเภท: section
เนื้อหา
ก็เมื่อพระเถระบรรลุพระอรหัตแล้ว อยู่ในที่นั้น พระราชาทรง บริจาคทรัพย์ ๑ โกฏิ แล้วให้ทรงสร้างวิหารชื่อว่า โภชกคิริวิหาร แล้ว ทรงนิมนต์พระเถระให้อยู่ในพระวิหารนั้น. พระเถระนั้น อยู่ในพระวิหารนั้น ในเวลาใกล้จะปรินิพพาน ได้ กล่าวคาถาสุดท้ายว่า เรานั้น มีความดำริอันเต็มเปี่ยมแล้ว เหมือนพระ- จันทร์ในวันเพ็ญ เป็นผู้สิ้นอาสวะทั้งปวงแล้ว บัดนี้ ภพ ใหม่มิได้มีอีก. คาถานั้น มีเนื้อความง่ายแล้วแล. ก็การพยากรณ์พระอรหัตนั้นนั่นแล ได้ มีแล้วแก่พระเถระแล. จบอรรถกถาเอกกวิหาริยเถรคาถาที่ ๒ ๓. มหากัปปินเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระมหากัปปินเถระ [๓๗๒] ผู้ใดพิจารณาเห็นแจ้งหรือแสวงหาประโยชน์ ย่อม พิจารณาเห็นกิจทั้งสอง คือที่เป็นประโยชน์และไม่เป็น ประโยชน์ อันยังไม่มาถึง ได้ก่อนอมิตรหรือศัตรูของผู้นั้น ซึ่งคอยแสวงหาช่องอยู่ไม่ทันเห็น ผู้นั้นเรียกว่า ผู้มีปัญญา ผู้ใดเจริญอานาปานสติให้บริบูรณ์ด้วยดีแล้ว อบรมแล้ว โดยลำดับตามที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ ผู้นั้นย่อมยัง โลกนี้ให้สว่างไสวเหมือนพระจันทร์เพ็ญพ้นออกจากกลีบ เมฆฉะนั้น จิตของเราผ่องใสแล้วหนอ อบรมดีแล้ว หา ประมาณมิได้ เป็นจิตประคองไว้แล้วเป็นนิตย์ ย่อมยังทิศ ทั้งปวงให้สว่างไสวบุคคลผู้มีปัญญาถึงจะสิ้นทรัพย์ ก็ยังมี ชีวิตอยู่ได้เป็นแน่แท้ ส่วนบุคคลผู้ไม่มีปัญญาถึงจะมี ทรัพย์ก็เป็นอยู่ไม่ได้ ปัญญาเป็นเครื่องตัดสินสิ่งที่ตนฟัง มาแล้ว เป็นเครื่องเจริญชื่อเสียงและความสรรเสริญ.
หมายเหตุ: เนื้อหาจัดระเบียบตามโครงสร้างแบบดั้งเดิม รักษาการอ้างอิงและลำดับตามต้นฉบับ