เล่มที่ 52

ส่วนที่ 205

หมวด: พระไตรปิฎก ฝ่าย: ลำดับ: 205 อ้างอิง: Book 52, Section 205 ประเภท: section


เนื้อหา

แม้พระเถระนี้ ก็ได้บำเพ็ญบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าปางก่อน ทั้งหลาย สั่งสมบุญทั้งหลายไว้ในภพนั้น ๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า สิทธัตถะ บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ รู้เดียงสาแล้ว ถึงความ สำเร็จในวิชาและศิลปะทั้งหลายของพวกพราหมณ์ เห็นโทษในกาม จึง ละการครองเรือนบวชเป็นดาบสอยู่ ณ ภูเขาลูกหนึ่ง. พระศาสดาทรงทรามว่าดาบสนั้นใกล้จะมรณะ จึงได้เสด็จเข้าไปยัง สำนักของท่าน. ดาบสนั้นเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วมีจิตเลื่อมใส เมื่อ จะประกาศความปีติและปราโมทย์อันยิ่งใหญ่ จึงได้ตกแต่งอาสนะดอกไม้ ถวาย. พระศาสดาประทับนั่งบนอาสนะนั้นแล้ว ตรัสธรรมีกถาอันสัมปยุต ด้วยอนิจจตา เมื่อพระดาบสนั้นเห็นอยู่นั่นแล ได้เสด็จไปทางอากาศ. ดาบสนั้นละการยึดถือว่าเที่ยงที่ตนเคยถือในกาลก่อน แล้วตั้งอนิจจสัญญา ไว้ในหทัย กระทำกาละแล้วได้เกิดในเทวโลก ท่องเที่ยวไป ๆ มา ๆ อยู่ ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในโสปาก- กำเนิด ๑ ในเมืองราชคฤห์. ปรากฏโดยชื่ออันมีมาโดยกำเนิดว่า โสปากะ. ส่วนอาจารย์บางพวกกล่าวว่า ท่านเกิดในตระกูลพ่อค้า ส่วนคำว่าโสปากะ เป็นแต่เพียงชื่อ. คำนั้นผิดจากบาลีในอุทาน เพราะกล่าวไว้ว่า เมื่อถึง ภพสุดท้าย เราเกิดในกำเนิดโสปากะ ดังนี้. เมื่อเขาเกิดได้ ๔ เดือน บิดาก็ตาย อาจึงเลี้ยงไว้. ท่านเกิดได้ ๗ ปีโดยลำดับ วันหนึ่ง อา ๑. ผู้เกิดและเติบโตในป่าช้า. โกรธว่า ทะเลาะกับลูกของตน จึงนำเขาไปยังป่าช้า เอาเชือกผูกมือทั้ง สองข้างเข้าด้วยกัน แล้วเชือกนั้นนั่นแหละผูกมัดอย่างแน่นหนาติดกับร่าง ของคนตาย แล้วก็ไปเสียด้วยคิดว่า สุนัขจิ้งจอกเป็นต้นจงกัดกิน. เพราะ เด็กนั้นเป็นผู้มีภพครั้งสุดท้าย เขาไม่อาจให้ตายได้เอง เพราะผลบุญของ เด็ก แม้สัตว์ทั้งหลายมีสุนัขจิ้งจอกเป็นต้นก็ไม่อาจครอบงำได้. ในเวลา เที่ยงคืนเด็กนั้นเพ้ออยู่ว่า คติของเราผู้ไม่มีคติจะเป็นอย่างไร หรือเผ่าพันธุ์ของ เรา ผู้ไม่มีเผ่าพันธุ์จะเป็นใคร ใครจะเป็นผู้ให้อภัยแก่ เรา ผู้ถูกผูกอยู่ในท่ามกลางป่าช้า. ในเวลานั้น พระศาสดาทรงตรวจดูเวไนยสัตว์ผู้เป็นเผ่าพันธุ์ ทรง เห็นอุปนิสัยแห่งพระอรหัตอันโพลงอยู่ในภายในหทัยของเด็ก จึงทรงแผ่ พระโอภาสทำให้เกิดสติแล้วตรัสอย่างนี้ว่า มาเถิดโสปากะ อย่ากลัว จงแลดูตถาคต เราจะยัง เธอให้ข้ามพ้นไป ดุจพระจันทร์พ้นจากปากราหูฉะนั้น. ทารกตัดเครื่องผูกให้ขาดด้วยพุทธานุภาพ ในเวลาจบคาถา ได้เป็น พระโสดาบัน ได้ยืนอยู่ตรงหน้าพระคันธกุฎี. มารดาของทารกนั้นไม่เห็น บุตรจึงถามอา เมื่ออาเขาไม่บอกความเป็นไปของบุตรนั้น จึงไปค้น หาในที่นั้น ๆ คิดว่า เขาเล่าลือว่าพระพุทธเจ้าทรงรู้อดีต อนาคต และ ปัจจุบัน ถ้ากระไรเราเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ทูลถามความเป็นไป แห่งบุตรของเรา จึงได้ไปยังสำนักของพระศาสดา. พระศาสดาทรงปกปิด ทารกนั้นด้วยพระฤทธิ์ ทรงถูกนางถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้า- พระองค์ไม่เห็นบุตรของข้าพระองค์ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบความ เป็นไปของเขาบ้างไหม พระเจ้าข้า. จึงตรัสธรรมว่า บุตรทั้งหลายย่อมไม่มีเพื่อความเป็นผู้ต้านทาน บิดา ก็ดี เผ่าพันธุ์ก็ดี ย่อมไม่มีเพื่อความเป็นผู้ต้านทาน ความต้านทานในหมู่ญาติ ย่อมไม่มีแก่ผู้อันความตายถึง ทับแล้ว. นางได้ฟังธรรมนั้นแล้วได้เป็นพระโสดาบัน. ทารกได้บรรลุพระ- อรหัต. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในอปทาน ๑ ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิทธัตถะ เสด็จมายัง สำนักของเรา ซึ่งกำลังชำระเงื้อมเขาอยู่ที่ภูเขาสูงอัน ประเสริฐ เราเห็นพระพุทธเจ้าเสด็จเข้ามา ได้ตกแต่ง เครื่องลาดแล้ว ได้ปูลาดอาสนะดอกไม้ถวายแด่พระ- โลกเชษฐ์ผู้คงที่ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิทธัตถะ ผู้นายกของโลก ประทับนั่งบนอาสนะดอกไม้ทรงทราบ คติของเรา ได้ตรัสความเป็นอนิจจังว่า สังขารทั้งหลาย ไม่เที่ยงหนอ มีความเกิดขึ้นและเสื่อมไปเป็นธรรมดา เกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป ความที่สังขารเหล่านั้นสงบระงับ เป็นสุข พระสัพพัญญูเชษฐบุรุษของโลก เป็นพระผู้ ประเสริฐ ทรงเป็นนักปราชญ์ ตรัสดังนี้แล้ว เสด็จเหาะ ขึ้นไปในอากาศ ดังพระยาหงส์ในอัมพร เราละทิฏฐิของ ตนแล้ว เจริญอนิจจสัญญา ครั้นเราเจริญอนิจจสัญญาได้ วันเดียว ก็ทำกาละ ณ ที่นั้นเอง เราเสวยสมบัติทั้งสอง ๑. ขุ. อ. ๓๒/ข้อ ๒๑. อันกุศลมูลกระตุ้นเตือนแล้ว เมื่อเกิดในภพที่สุด เกิดใน โสปากกำเนิด (เกิดและเติบโตในป่าช้า) เราออกจาก เรือนบวชเป็นบรรพชิต เรามีอายุได้ ๗ ปีโดยกำเนิด ได้ บรรลุพระอรหัต. เราปรารภความเพียรมีใจแน่วแน่ ตั้งมั่น อยู่ในศีล ยังพระมหานาคให้ทรงยินดีแล้ว ได้อุปสมบท.


หมายเหตุ: เนื้อหาจัดระเบียบตามโครงสร้างแบบดั้งเดิม รักษาการอ้างอิงและลำดับตามต้นฉบับ