เล่มที่ 52

ส่วนที่ 67

หมวด: พระไตรปิฎก ฝ่าย: ลำดับ: 67 อ้างอิง: Book 52, Section 67 ประเภท: section


เนื้อหา

ป่า บริโภคผลไม้ที่หล่นเองอยู่ที่โคนต้นไม้ พระสัมพุทธ- ชินเจ้าพระนามว่าสุเมธ ผู้กระทำที่สุดทุกข์ พระองค์ ประสงค์จะช่วยเหลือเรา จึงเสด็จมาในสำนักของเรา เรา ได้ยินเสียงพระบาทของพระพุทธเจ้าพระนามว่าสุเมธ ผู้ แสวงหาคุณอันใหญ่ยิ่ง จึงชะเง้อศีรษะดูพระมหามุนี พระมหาวีรเจ้าเสด็จเข้ามา ปีติเกิดขึ้นแก่เรา ในกาลนั้น เราได้เห็นพระองค์ผู้เป็นนายกของโลก แล้วมีใจไม่ฟุ้ง- ซ่านกลับได้สติ แล้วได้ถวายใบไม้กำมือหนึ่ง พระผู้มีพระ- ภาคเจ้าผู้มีจักษุประทับนั่งบนใบไม้นั้นด้วยความอนุเคราะห์ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสุเมธ ผู้เป็นนายของโลก ผู้ตรัสรู้แล้ว ครั้นประทับนั่งบนใบไม้นั้นแล้ว ทรงแสดง ธรรมเครื่องบรรเทาลูกศรคือความโศกแก่เราว่า ชนเหล่า- นั้น ใครไม่ได้เชื้อเชิญให้มาก็มาจากปรโลกนั้นเอง ใคร ไม่ได้อนุญาตให้ไปก็ไปจากมนุษยโลกนี้แล้ว เขามาแล้ว ฉันใด ก็ไปฉันนั้น จะปริเทวนาไปทำไมในการตายของ เขานั้น สัตว์มีเท้า เมื่อฝนตกลงมา เขาก็เข้าไปอาศัย ในโรงเพราะฝนตก เมื่อฝนหายแล้วเขาก็ไปตามปรารถนา ฉันใด มารดาบิดาของท่านก็ฉันนั้น จะปริเทวนาไปทำไม ในการตายของเขานั้น แขกผู้จรไปมา เป็นผู้สั่นหวั่น- ไหวฉันใด มารดาบิดาของท่านก็ฉันนั้น จะปริเทวนาไป ทำไมในการตายของเขานั้น งูละคราบเก่าแล้ว ย่อมไปสู่ กายเดิมฉันใด มารดาบิดาของท่านก็ฉันนั้น จะปริเทวนา ไปทำไมในการตายของเขานั้น เราได้ฟังพระพุทธเจ้าตรัส แล้ว เว้นลูกศรคือความโศกได้ ยังความปราโมทย์ให้ เกิดแล้ว ได้ถวายบังคมพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ครั้น ถวายบังคมแล้ว ได้บูชาพระพุทธเจ้าผู้ล่วงพ้นภูเขาคือ กิเลส เป็นพระมหานาค ทรงสมบูรณ์ด้วยกลิ่นหอมอันเป็น ทิพย์ พระนานว่าสุเมธ เป็นนายกของโลก ครั้นบูชา พระสัมพุทธเจ้าแล้ว ประนมกรอัญชลีขึ้นเหนือเศียร อนุสรณ์ถึงคุณอันเลิศแล้ว ได้สรรเสริญพระองค์ผู้เป็น นายกของโลกว่า ข้าแต่พระมุนีมหาวีรเจ้า พระองค์เป็น สัพพัญญู เป็นนายกของโลก ทรงข้ามพ้นแล้วยังทรงรื้อ ขนสรรพสัตว์ด้วยพระญาณอีก ข้าแต่พระมหามุนีผู้มีจักษุ พระองค์ตัดความเคลือบแคลงสงสัยแล้ว ได้ทรงยังมรรค ให้เกิดแก่ข้าพระองค์ ด้วยพระญาณของพระองค์ พระ- อรหันต์ผู้ถึงความสำเร็จ ได้อภิญญา ๖ มีฤทธิ์มากเที่ยว ไปในอากาศได้ เป็นนักปราชญ์ ห้อมล้อมอยู่ทุกขณะ พระเสขะผู้กำลังปฏิบัติ และผู้ตั้งอยู่ในผลเป็นสาวกของ พระองค์ สาวกทั้งหลายของพระองค์ย่อมบาน เหมือน ดอกปทุมเมื่ออาทิตย์อุทัย มหาสมุทรประมาณไม่ได้ ไม่มี อะไรเหมือน ยากที่จะข้ามได้ฉันใด แต่ข้าพระองค์ผู้มี จักษุ พระองค์สมบูรณ์ด้วยพระญาณก็ประมาณไม่ได้ฉันนั้น เราถวายบังคมพระพุทธเจ้าผู้ชนะโลกมีจักษุ มียศมาก นมัสการทั่ว ๔ ทิศแล้วได้กลับไป เราเคลื่อนจากเทวโลก แล้วรู้สึกตัว กลับมีสติ ท่องเที่ยวอยู่ในภพน้อยใหญ่ลงสู่ ครรภ์มารดาออกจากเรือนแล้วบวชเป็นบรรพชิต เป็นผู้มี ความเพียร มีปัญญา มีการหลีกเร้นอยู่เป็นอารมณ์ ตั้ง ความเพียร ยังพระมหามุนีให้ทรงโปรดปราน พ้นแล้วจาก กิเลส ดังพระจันทร์พ้นแล้วจากกลีบเมฆอยู่ทุกเมื่อ เรา เป็นผู้ขวนขวายในวิเวก สงบระงับ ไม่มีอุปธิ กำหนดรู้ อาสวะทั้งปวงแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ ในกัปที่ ๓ หมื่น แต่กัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าใด ด้วยการบูชานั้น เรา ไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา เราเผากิเลส ทั้งหลายแล้ว ...ฯลฯ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จ แล้ว ดังนี้.


หมายเหตุ: เนื้อหาจัดระเบียบตามโครงสร้างแบบดั้งเดิม รักษาการอ้างอิงและลำดับตามต้นฉบับ