เล่มที่ 51

ส่วนที่ 229

หมวด: พระไตรปิฎก ฝ่าย: ลำดับ: 229 อ้างอิง: Book 51, Section 229 ประเภท: section


เนื้อหา

ได้ยินว่า พระหาริตเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า ผู้ใดมุ่งจะทำงานที่ควรทำก่อน ไพล่ไปทำใน ภายหลัง ผู้นั้นย่อมพลาดจากฐานะ อันนำมาซึ่งความ สุข และย่อมเดือดร้อนในภายหลัง. งานใดควรทำ ก็ พึงพูดถึงแต่งานนั้นเถิด งานใดไม่ควรทำ ก็ไม่ควร พูดถึงงานนั้น คนไม่ทำมีแต่พูด บัณฑิตทั้งหลาย ก็รู้ทัน. พระนิพพานที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง แล้ว เป็นสุขจริงหนอ ไม่มีความโศก ปราศจากธุลี คือกิเลส เป็นธรรมเกษม เป็นที่ดับทุกข์ ดังนี้. อรรถกถาหาริตเถรคาถา คาถาของท่านพระหาริตเถระ มีคำเริ่มต้นว่า โย ปุพฺเพ กรณี- ยานิ. มีเรื่องเกิดขึ้นอย่างไร ? แม้ท่าน พระหาริตเถระ นั้น เกิดแล้ว ในคฤหาสน์ของผู้มีสกุล ในกาลของ พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า ปทุมตตระ รู้เดียงสา แล้ว เมื่อพระศาสดา ปรินิพพานแล้ว เมื่อประชาชนพากันบูชาที่เชิงตะกอน ของพระองค์ ได้ทำการบูชาด้วยของหอม. ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านท่องเที่ยวไปมา ในเทวโลกและมนุษยโลก มาในพุทธุปบาทกาล ได้เกิดในตระกูลพราหมณ์ มีนามว่า หาริตะ เจริญ วัยแล้ว อาศัยความถือตัวเพราะชาติ จึงร้องเรียกคนอื่น ด้วยวาทะว่า คนถ่อย ถึงบวชแล้ว ก็ไม่เลิกละการร้องเรียกว่า คนถ่อย เพราะพระพฤติมานานแล้ว อยู่มาวันหนึ่ง ท่านได้ฟังธรรมในสำนักของพระศาสดา เกิดความสลดใจ เริ่ม ตั้งวิปัสสนากรรมฐาน ตรวจตราดูความเป็นไปแห่งจิตของตน ได้เห็นจิตถูก มานะและอุทธัจจะยึดแล้ว จึงละทิ้งมานะและอุทธัจจะ ยังวิปัสสนาให้ก้าว หน้าขึ้นไปแล้ว ได้บรรลุพระอรหัตผล. ด้วยเหตุนั้น ในอปทาน ท่านจึงได้ กล่าวไว้ว่า เมื่อมหาชนทำเชิงตะกอน นำของหอมนานา ชนิดมา ข้าพเจ้ามีจิตเลื่อมใส ดีใจ ได้บูชาด้วยของ หอมกำมือ ๑ ในกัปที่แสน นับถอยหลัง แต่กัปนี้ไป เพราะเหตุที่ข้าพเจ้าได้บูชาเชิงตะกอน จึงไม่รู้จักทุคติ เลย นี้เป็นผลแห่งการบูชาเชิงตะกอน. กิเลสทั้งหลาย ข้าพเจ้าเผาแล้ว ฯลฯ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติแล้ว. อนึ่ง ท่านครั้นเป็นพระอรหันต์แล้ว เมื่อเสวยวิมุตติสุข ได้พยากรณ์ พระอรหัตผล โดยการให้โอวาทแก่ภิกษุทั้งหลายโดยตรง ด้วยคาถา ๓ คาถา ว่า ผู้ใดมุ่งจะทำงานที่ควรทำก่อน ไพล่ไปทำในภาย หลัง ผู้นั้นย่อมพลาดจากฐานะ อันนำมาซึ่งความสุข และย่อมเดือดร้อนในภายหลัง. งานใดควรทำ ก็พึง พูดถึงแต่งานนั้นเถิด งานใดไม่ควรทำ ก็ไม่ควรพูด ถึงงานนั้น คนไม่ทำมีแต่พูด บัณฑิตทั้งหลายก็รู้ทัน. พระนิพพานที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงแล้ว เป็นสุขจริงหนอ ไม่มีความโศก ปราศจากธุลีคือกิเลส เป็นธรรมเกษมเป็นที่ดับทุกข์ ดังนี้. เนื้อความของคาถาเหล่านั้น ได้กล่าวไว้ในหนหลังแล้วแล. จบอรรถกถาหาริตเถรคาถา ๑๖. วิมลเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระวิมลเถระ ได้ยินว่า พระวิมลเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า บุคคลผู้ปรารถนาความสุขอันถาวร ควรเว้นบาป มิตร คบหาแต่บุคคลผู้สูงสุด และควรตั้งอยู่ในโอวาท ของท่าน. คนเกาะไม้เล็ก ๆ ต้องจมอยู่ใน ห้วงมหรรณพ ฉันใด คนแม้ดำรงชีพอย่างดี แต่ อาศัยคนเกียจคร้าน ก็ต้องจมอยู่ใน (ในวัฏสงสาร) ฉันนั้น เพราะฉะนั้น จึงควรเว้นคนเกียจคร้าน มี ความเพียรเลวทราม ควรอยู่ร่วมกับบัณฑิตทั้งหลาย ผู้สงัดเป็นอริยะ มีใจเด็ดเดี่ยว เข้าฌานเป็นปกติ ปรารภความเพียรเป็นนิจ. จบวรรคที่ ๑ จบติกนิบาต อรรถกถาวิมลเถรคาถา คาถาของท่าน พระวิมลเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ปาปมิตฺเต. มีเรื่อง เกิดขึ้นอย่างไร ? แม้ท่าน พระวิมลเถระ นี้ มีบุญญาธิการได้ทำไว้แล้ว ใน พระ- พุทธเจ้า องค์ก่อน ๆ เมื่อสั่งสมบุญที่เป็นอุปนิสัยแห่งวิวัฏฏะ ในภพนั้น ๆ มาในกาลของ พระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า ปทุมุตตระ ได้เกิด ในคฤหาสน์ของผู้มีตระกูล รู้เดียงสาแล้ว เมื่อพระศาสดาปรินิพพานแล้ว วัน เล่นสนุกสนานผ่านไปแล้ว เมื่ออุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย รับเอาพระพุทธ- สรีระไปสู่ที่ถวายพระเพลิง รำลึกถึงพระคุณของพระศาสดาแล้ว มีจิตเลื่อมใส ได้ทำการบูชา ด้วยดอกมะลิ. ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านได้ท่องเที่ยวไปมาในเทวโลกและมนุษยโลก มาในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้เกิดในตระกูลพราหมณ์ ในเมือง พาราณสี มีชื่อ ว่า วิมละ เจริญวัยแล้ว อาศัยท่าน โสมมิตเถระ บวชในพระศาสนา ถูก ท่านพระโสมมิตเถระนั่นเอง กระตุ้นเตือน เริ่มบำเพ็ญวิปัสสนา ไม่ช้านัก ก็ได้บรรลุพระอรหัตผล. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงได้กล่าวไว้ในอปทานว่า เมื่อกลองดังกระหึ่มขึ้น ในเมื่อชนทั้งหลาย นำ พระพุทธสรีระออกไป ข้าพเจ้ามีจิตเลื่อมใส ดีใจ ได้ บูชาด้วยดอกไม้โลทแดง ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ เพราะ เหตุที่ข้าพเจ้าบูชาด้วยดอกไม้ จึงไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลของการบูชาพระพุทธสรีระ. กิเลสทั้งหลาย ข้าพเจ้าเผาแล้ว ฯลฯ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าปฏิบัติแล้ว. อนึ่ง ท่านครั้นบรรลุพระอรหัตผลแล้ว เมื่อจะให้โอวาทแก่ภิกษุผู้ เป็นสหายของตน ได้ภาษิตคาถาไว้ ๓ คาถาว่า บุคคลปรารถนาความสุขอันถาวร ควรเว้นบาป มิตร คบหาแต่บุคคลผู้สูงสุด และควรตั้งอยู่ในโอวาท ของท่าน. คนเกาะไม้เล็ก ๆ ต้องจมลงในห้วง มหรรณพ ฉันใด คนแม้ดำรงชีพอย่างดี แต่อาศัย คนเกียจคร้าน ก็ต้องจมอยู่ (ในวัฏสงสาร) ฉันนั้น เพราะฉะนั้น จึงควรเว้นคนเกียจคร้าน มีความเพียร เลวทราม ควรอยู่ร่วมกับบัณฑิตทั้งหลาย ผู้สงัดเป็น อริยะ มีใจเด็ดเดี่ยว เข้าฌานเป็นปกติ ปรารภความ เพียรเป็นนิจ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปาปมิตฺเต ได้แก่ ผู้ไม่เป็นกัลยาณมิตร คือ ผู้ไม่ใช่สัตบุรุษ มีความเพียรเสื่อมแล้ว. บทว่า วิวชฺเชตฺวา ความว่า เว้นบาปมิตรนั้นแต่ไกล โดยการ ไม่ คบหา. บทว่า ภเชยฺยุตฺตมปุคฺคลํ ความว่า ควรส้องเสพกัลยาณมิตร ที่เป็นสัตบุรุษเป็นบัณฑิต ด้วยการรับเอาโอวาทานุสาสนี. บทว่า โอวาเท จสฺส ติฏฺเ€ยฺย ความว่า ควรตั้งอยู่ในโอวาท ของกัลยาณมิตรนั้น โดยการปฏิบัติ ตามที่สอน คือตามที่อนุศาสน์. บทว่า ปฏฺเ€นฺ โต ได้แก่ จำนงอยู่. บทว่า อจลํ สุขํ ได้แก่ ทั้งนิพพานสุข ทั้งผลสุข. ด้วยว่า ความสุข นั้นท่านเรียก อจละ เพราะเป็นความสุขไม่กำเริบ. คำที่เหลือ มีเนื้อความ ดังกล่าวมาแล้วนั่นแล. จบอรรถกถาวิมลเถรคาถา จบภาค ๑ ในติกนิบาตนี้ รวมพระเถระได้ ๑๖ รูป คือ ๑. พระอังคณิกภารทวาชเถระ ๒. พระปัจจยเถระ ๓. พระพากุล เถระ ๔. พระธนิยเถระ ๕. พระมาตังคบุตรเถระ ๖. พระขุชชโสภิตเถระ ๗. พระวารณเถระ ๘. พระปัสสิกเถระ ๙. พระยโสชเถระ ๑๐. พระสา- ฏิมัตติกเถระ ๑๑. พระอุบาลีเถระ ๑๒. พระอุตตรปาลเถระ ๑๓. พระ อภิภูตเถระ ๑๔. พระโคตมเถระ ๑๕. พระหาริตเถระ ๑๖. พระวิมลเถระ เป็นคาถาที่ท่านรจนาไว้รวม ๔๘ คาถา ฉะนี้แล และอรรถกถา.


หมายเหตุ: เนื้อหาจัดระเบียบตามโครงสร้างแบบดั้งเดิม รักษาการอ้างอิงและลำดับตามต้นฉบับ