เล่มที่ 51
ส่วนที่ 64
หมวด: พระไตรปิฎก ฝ่าย: ลำดับ: 64 อ้างอิง: Book 51, Section 64 ประเภท: section
เนื้อหา
ด้วยบุญกรรมนั้น มันท่องเที่ยวอยู่แต่ในสุคติภพเท่านั้น แล้วบังเกิด ในพระครรภ์ของ พระนางมหาปชาบดีโคตมี โดยเป็นพระโอรสของพระ- เจ้าสุทโธนมหาราช ในพระนครกบิลพัสดุ์ ในพุทธุปบาทกาลนี้ ในวันขนาน พระนามพระกุมาร พระประยูรญาติได้ขนานพระนามว่า นันทะ ดังนี้ ก็ เพราะทรงยังหมู่ญาติให้ยินดีประสูติแล้ว ในเวลาที่นันทกุมารเจริญพระชนม์ พรรษา พระศาสดาทรงยังธรรมจักรอันประเสริฐให้เป็นไป ทรงทำการอนุ- เคราะห์สัตวโลก เสด็จไปพระนครกบิลพัสดุ์ ทรงกระทำฝนโปกขรพรรษให้เป็น อัตถุปบัติในญาติสมาคม ตรัสเวสสันดรชาดกแล้วเสด็จเข้าไปบิณฑบาตในวันที่ ๒ ยังพระชนกให้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลด้วยพระคาถาว่า อุตฺติฏฺเ นปฺปม- ชเชยฺย บุคคลไม่ควรประมาทในบิณฑบาตอันตนพึงลุกขึ้นยืนรับ ดังนี้แล้ว เสด็จไปสู่นิเวศน์ ยังพระนางมหาปชาบดีให้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล (และ) ยัง พระราชาให้ตั้งอยู่ในสกทาคามิผล ด้วยพระคาถามีอาทิว่า บุคคลพึงประพฤติ ธรรมให้สุจริต ในวันที่ ๓ เมื่อพิธีวิวาหมงคล คือการนำราชธิดาเข้าไปสู่ นิเวศน์โดยการอภิเษกของนันทกุมาร กำลังดำเนินไป เสด็จเข้าไปบิณฑบาต แล้วทรงยังนันทกุมารให้ถือบาตร ตรัสมงคลแล้ว ไม่ทรงรับบาตรจากมือของ นันทกุมาร เสด็จไปสู่พระวิหาร ยังนันทกุมารผู้ถือบาตร ตามมาสู่พระวิหาร ผู้ไม่ปรารถนาอยู่นั่นเทียว ให้บรรพชาแล้ว ทรงทราบความที่นันทกุมารถูกความ ไม่ยินดีบีบคั้น เพราะเหตุที่ให้บรรพชาโดยวิธีอย่างนั้น แล้วทรงบรรเทาความ ไม่ยินดีนั้นของนันทกุมารโดยอุบาย พระนันทะพิจารณาโดยแยบคายแล้วเริ่มตั้ง วิปัสสนา บรรลุพระอรหัตแล้วต่อกาลไม่นานนัก. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่าน กล่าวไว้ในอปทานว่า ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า อัตถทัสสี เป็นพระสยัมภู เป็นนายกของโลก เป็นพระตถาคต ได้เสด็จไปที่ฝั่งน้ำวินดา เราเป็นเต่าเที่ยวไปในน้ำ ออกไปจากน้ำแล้ว ประสงค์จะทูลเชิญพระพุทธเจ้า เสด็จข้ามฟาก จึงเข้าไปเฝ้าพระองค์ ผู้เป็นนายกของ โลก (กราบทูลว่า) ขออัญเชิญพระพุทธเจ้าผู้เป็นมหา- มุนี พระนามว่า อัตถทัสสี เสด็จขึ้นหลังข้าพระองค์ เถิด ข้าพระองค์จะนำพระองค์เสด็จข้ามฟาก ขอพระ- องค์โปรดทรงทำที่สุดแห่งทุกข์ แก่ข้าพระองค์เถิด พระพุทธเจ้าผู้มีพระยศใหญ่ ทรงพระนามว่า อัตถทัสสี ทรงทราบถึงความดำริของเรา จึงได้เสด็จขึ้นหลังเรา แล้วประทับยืนอยู่ ความสุขของเราในเวลาที่นึกถึงตน ได้ และในเวลาที่ถึงความเป็นผู้รู้เดียงสา หาเหมือน กับสุขเมื่อพื้นฝ่าพระบาทสัมผัสไม่ พระสัมพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า อัตถทัสสี ผู้มีพระยศใหญ่ เสด็จขึ้น ประทับยืนที่ฝั่งน้ำแล้ว ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า เราข้ามกระแสคงคา ชั่วเวลาประมาณเท่าจิตเป็นไป ก็พระยาเต่ามีบุญนี้ ส่งเราข้ามฟากด้วยการส่งพระพุทธ- เจ้าข้ามฟากนี้ และด้วยความเป็นผู้มีจิตเมตตา จัก รื่นรมย์อยู่ในเทวโลกตลอด ๑,๘๐๐ กัป จากเทวโลก มามนุษยโลกนี้ เป็นผู้อันกุศลมูลตักเตือนแล้ว นั่ง ณ อาสนะอันเดียว จักข้ามพ้นกระแสน้ำ คือความสงสัย ได้ พืชแม้น้อย แต่เขาเอาหว่านลงในเนื้อนาดี เมื่อ ฝนยังอุทกธาราให้ตกอยู่ โดยชอบ ผลย่อมทำชาวนา ให้ยินดี แม้ฉันใด พุทธเขตที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงไว้นี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อบุญเพิ่มอุทก- ธาราโดยชอบ ผลจักทำเราให้ยินดี เราเป็นผู้มีตนอัน ส่งไปแล้วเพื่อความเพียร เป็นผู้สงบระงับ ไม่มีอุปธิ กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว ย่อมเป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ ในกัปที่ ๑,๘๐๐ เราได้ทำกรรมใด ในกาลนั้นด้วย กรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการส่ง พระพุทธเจ้าข้ามฟาก. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้าเรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
หมายเหตุ: เนื้อหาจัดระเบียบตามโครงสร้างแบบดั้งเดิม รักษาการอ้างอิงและลำดับตามต้นฉบับ