เล่มที่ 50
ส่วนที่ 409
หมวด: พระไตรปิฎก ฝ่าย: ลำดับ: 409 อ้างอิง: Book 50, Section 409 ประเภท: section
เนื้อหา
บทว่า นิปตติ ความว่า ย่อมร่วงโรย คือแปรไปเร็ว ไม่ตั้งอยู่ได้ อธิบายว่า ถึงความเสื่อมไปสิ้นไปทุก ๆ ขณะ. บทว่า วโย ได้แก่ ความเปลี่ยนแปลงที่แผกออกไปของร่างกาย มีความเป็นเด็กอ่อน ความเป็นหนุ่ม เป็นสาวเป็นต้น แต่ในบทนี้ ท่านหมายถึง ความเป็นหนุ่มเป็นสาวของร่างกายนั้น เพราะความเป็นหนุ่มเป็นสาวของ ร่างกายนั้น เวลาร่วงโรย เวลาสลายจะเป็นของปรากฏชัดเจน. พระเถระเรียกความสมบูรณ์ของรูปว่ารูป ก็สรีระชื่อว่ารูปดังในประโยค มีอาทิว่า อากาศ (ช่องว่าง) ที่อาศัยกระดูก อาศัยเอ็น และอาศัยเนื้อหุ้มห่อไว้ ย่อมถึงการนับว่ารูปทีเดียว. บทว่า อญฺมิว ตเถว สนฺตึ ได้แก่รูปเท่าที่มีอยู่นี้. อธิบายว่า รูปนี้ที่มีอยู่ คือ ปรากฏอยู่อย่างนั้นแล คือโดยอาการนั้นแหละ ย่อมปรากฏ แก่เราเหมือนเป็นอย่างอื่น ก็อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ตเทว สนฺตํ รูปนั้นแล มีอยู่. บทว่า ตสฺเสว สโต ได้แก่ ระลึกถึงตนของเรานั่นแหละ ที่มีอยู่ ไม่เหมือนของคนอื่น. บทว่า อวิปฺปวสโต ความว่า ไม่อยู่ปราศจากสติ อธิบายว่า ก็รูป แม้ไม่เปลี่ยนเป็นอย่างอื่นเพราะอยู่มานาน ย่อมปรากฏแก่เราผู้มีสติเหมือนเป็น อย่างอื่น แม้รูปนี้ก็ไม่มีในสรีระนี้. บทว่า อญฺสฺเสว สรามิ อตฺตานํ ความว่า เราย่อมระลึก คือ เข้าไปทรงจำ ได้แก่ รู้ชัดซึ่งอัตภาพของเรานี้ ว่าเหมือนอัตภาพของสัตว์อื่น. ความสังเวชที่หนักแน่น เกิดขึ้นแล้ว แก่กิมพิลกุมารนั้น ผู้ใส่ใจถึงความเป็น ของไม่เที่ยงอยู่อย่างนี้ เขาเกิดความสังเวชแล้ว เข้าไปเฝ้าพระศาสดา ฟังธรรม แล้ว ได้มีศรัทธา บวชแล้ว เริ่มตั้งวิปัสสนาบรรลุพระอรหัตแล้วต่อกาล ไม่นานนัก. สมดังคาถาประพันธ์ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า เมื่อพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า กกุสันธะ มี พระชาติเป็นพราหมณ์ มีธรรมอยู่จบแล้ว นิพพานแล้ว เราได้เก็บเอาพวงดอกสนมา ทำเป็นมณฑป เราเป็น ผู้ไปสู่ดาวดึงส์ ย่อมได้วิมานอันอุดม ย่อมครอบงำ เทวดาเหล่าอื่น นี้เป็นผลแห่งบุญกรรม เราเดินและยืน อยู่ในเวลากลางวันหรือกลางคืน เป็นผู้อันดอกสน กำบังไว้ นี้เป็นผลแห่งบุญกรรม ในกัปนี้เอง เราได้ บูชาพระพุทธเจ้าใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติ เลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
หมายเหตุ: เนื้อหาจัดระเบียบตามโครงสร้างแบบดั้งเดิม รักษาการอ้างอิงและลำดับตามต้นฉบับ