เล่มที่ 50

ส่วนที่ 300

หมวด: พระไตรปิฎก ฝ่าย: ลำดับ: 300 อ้างอิง: Book 50, Section 300 ประเภท: section


เนื้อหา

จบอรรถกถาเมณฑสิรเถรคาถา ๙. รักขิตเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระรักขิตเถระ* ได้ยินว่า พระรักขิตเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า เราละราคะได้หมดแล้ว ถอนโทสะได้หมดแล้ว เรามีโมหะทั้งปวงไปปราศแล้ว เป็นผู้เยือกเย็น ดับ- ความร้อนได้แล้ว. อรรถกถารักขิตเถรคาถา คาถาของท่านพระรักขิตเถระ เริ่มต้นว่า สพฺโพ ราโค ปหีโน เจ. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? ได้ยินว่า พระเถระนี้ เกิดในเรือนแห่งตระกูล ในกาลของพระผู้มี- พระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ ถึงความเป็นผู้รู้แล้ว วันหนึ่ง สดับพระธรรมเทศนา ของพระศาสดา แล้วมีใจเลื่อมใส ได้กระทำการชมเชย โดยปรารภพระญาณในเทศนา. พระศาสดาทรงตรวจดู ความเลื่อมใสแห่งจิต * ในอปทานเรียกว่า พระโสภิต ไม่เรียกว่า พระรักขิตเถระ ของท่านแล้ว ทรงพยากรณ์ว่า ในที่สุดแห่งแสนกัปนับแต่กัปนี้ เธอจักได้ เป็นสาวกชื่อว่า รักขิตะ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า โคตมะ. ท่านสดับคำพยากรณ์นั้นแล้ว เป็นผู้มีใจเลื่อมใสยิ่งเกินประมาณ กระทำ บุญเป็นอันมาก แล้วท่องเที่ยวไป ๆ มา ๆ ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายบังเกิด ในตระกูลแห่งเจ้าศากยะ ในเทวทหนิคม ในพุทธุปบาทกาลนี้. ได้มีนามว่า รักขิตะ. ท่านเป็นราชกุมารองค์หนึ่งในบรรดาราชกุมารทั้ง ๕๐๐ ที่พวกเจ้า- ศากยะและเจ้าโกลิยะทั้งหลาย ทูลถวายเพื่อเป็นบริวารของพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วบวช. ก็ราชกุมารเหล่านั้น ไม่ถูกความกระสันครอบงำ เพราะบวชด้วย ความสังเวช ในเวลาที่พระศาสดาทรงนำไปสู่ฝั่งแม่น้ำกุณาลทหะ ทรงประกาศ โทษในกามทั้งหลาย โดยทรงสำแดงโทษของพวกสตรี ในเทศนาว่าด้วย กุณาลชาดกแล้ว ทรงให้ประกอบในกรรมฐาน เวลานั้น แม้พระรักขิตเถระนี้ ก็ขวนขวายกรรมฐาน เจริญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตแล้ว. สมดังคาถา ประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า พระพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ เชษฐ- บุรุษของโลก ประเสริฐกว่านระ ทรงแสดง อมตบท แก่หมู่ซนเป็นอันมาก เวลานั้นเราได้ฟังพระดำรัสอัน เป็นอาสภิวาจา ที่พระองค์ทรงเปล่งแล้ว ประนม อัญชลีเป็นผู้มีใจเป็นอารมณ์เดียว (กล่าวว่า) สมุทร เลิศกว่าทะเลทั้งหลาย เขาสุเมรุ ประเสริฐกว่าเขา ทั้งหลาย เป็นที่สั่งสมหิน ฉันใด ชนเหล่าใดย่อม เป็นไปตามอำนาจจิต ชนเหล่านั้นย่อมไม่เข้าถึงเสี้ยว แห่งพระพุทธญาณ ฉันนั้น พระพุทธเจ้า ทรงเป็นฤษี ประกอบด้วยพระกรุณา ทรงหยุดการแสดงธรรม ประทับนั่ง ในท่ามกลางสงฆ์แล้ว ได้ตรัสพระคาถา เหล่านี้ว่า ผู้ใดสรรเสริญพระพุทธญาณ ผู้นำของโลก ผู้นั้นจะต้องไม่ไปสู่ทุคติตลอดแสนกัป ผู้นั้นจักเผา กิเลสทั้งปวงได้ จักเป็นผู้มีอารมณ์เดียว มีจิตมั่นคง จักได้เป็นสาวกของพระศาสดา มีนามว่า โสภิตะ ในกัปที่ ๕๐,๐๐๐ แต่ภัทรกัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๗ พระองค์ พระนามว่า ยสุคคตะ สมบูรณ์ด้วย แก้ว ๗ ประการ มีพลมาก. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.


หมายเหตุ: เนื้อหาจัดระเบียบตามโครงสร้างแบบดั้งเดิม รักษาการอ้างอิงและลำดับตามต้นฉบับ