เล่มที่ 50

ส่วนที่ 228

หมวด: พระไตรปิฎก ฝ่าย: ลำดับ: 228 อ้างอิง: Book 50, Section 228 ประเภท: section


เนื้อหา

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อยํ เป็นคำชี้ให้เห็นสิ่งที่อยู่ใกล้. บทว่า อหุ มีความหมายว่า ได้มีแล้ว เพื่อความสะดวกในการประพันธ์คาถา ท่านจึง กล่าวเป็นทีฆะ. บทว่า ปุราณิยา ความว่า มีมาในกาลก่อน คือ มีมานานแล้ว. บทว่า อญฺํ ปตฺถยเส นวํ กุฏึ ความว่า ท่านปรารถนา คือ ประสงค์ ได้แก่อยากได้กุฏิชื่อว่าหลังใหม่ เพราะเป็นกุฎิที่จะพึงบังเกิดในบัดนี้ อื่นจากหลังนี้ เพราะความที่กุฏิหลังนี้ทรุดโทรมโดยความเป็นของเก่า ก็ท่าน- จงละความหวังในกุฏิหลังใหม่เสียทั้งหมด คือ จงคลายความหวังคือ ความอยาก ได้แก่ ความเห่อ แม้ในกุฏิหลังใหม่เหมือนในหลังเก่า ย่อมเป็นผู้มีจิตปราศ- จากความอยากได้ในกุฏิหลังใหม่นั้น โดยประการทั้งปวง. เพราะเหตุไร ? เพราะกุฏิหลังใหม่นำทุกข์มาให้ คือ ดูก่อนภิกษุ เพราะกุฏิที่ชื่อว่าใหม่ คือ ที่จะพึงให้เกิดในบัดนี้ ชื่อว่าเป็นทุกข์ เพราะนำทุกข์มาให้ ฉะนั้น เธออย่า ทำทุกข์ใหม่อย่างอื่นให้เกิด จงอยู่ในกุฏิหลังเก่านั่นแหละ กระทำกิจที่ตนควร กระทำ ก็ในคาถานี้มีอธิบายดังนี้ ดูก่อนภิกษุ ท่านคิดว่า กุฏิที่มุงด้วยหญ้า หลังนี้ ชำรุดทรุดโทรม จึงหวังจะสร้างกุฏิที่มุงด้วยหญ้าใหม่หลังอื่น ไม่- บำเพ็ญสมณธรรม ก็เมื่อปรารถนาอย่างนี้ ชื่อว่ายังปรารถนากุฏิคืออัตภาพ ต่อไป เพราะไม่พ้นจากการเกิดในภพใหม่ โดยไม่ได้ขวนขวายในภาวนา จึงชื่อว่ายังปรารถนาเพื่อจะสร้างอยู่นั่นเอง. ก็กุฏิคืออัตภาพนั้น เปรียบเหมือน กุฏิที่มุงด้วยหญ้าหลังใหม่ ชื่อว่าเป็นทุกข์ เพราะเกี่ยวข้องกับทุกข์ต่าง ๆ มีชรา มรณะ โศกะ และปริเทวะเป็นต้น ยิ่งเสียกว่าทุกข์ในการสร้างกุฏิ เพราะ ต้องลำบากในการกระทำ เพราะฉะนั้น ท่านจงคลายความหวัง ความเพ่ง ในกุฏิคืออัตภาพเหมือนคลายความหวังในการสร้างกุฏิหญ้าฉะนั้น คือ จงเป็น ผู้มีจิตปราศจากความกำหนัดในอัตภาพนั้น โดยประการทั้งปวง วัฏทุกข์ จักไม่มีแก่ท่านด้วยอาการอย่างนี้ ก็พระเถระฟังคำของเทวดาแล้ว เกิดความ สลดใจ เริ่มตั้งวิปัสสนา เพียรพยายามอยู่ ดำรงอยู่แล้วในพระอรหัตผลต่อกาล ไม่นานเลย. สมดังคำที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า เมื่อพระพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ เชษฐบุรุษของโลก ผู้คงที่สงบระงับ มั่นคง ประทับ นั่งบนอาสนะที่ลาดด้วยหญ้า เราเอาดอกอ้อมาผูกเป็น พัด แล้วน้อมถวายแด่พระพุทธเจ้า ผู้เป็นจอมประชา ผู้คงที่ พระสัพพัญญูผู้เป็นนายกของโลก ทรงรับพัด แล้ว ทรงทราบความดำริของเรา ได้ตรัสพระคาถานี้ ว่า กายของเราดับแล้ว ความเร่าร้อนไม่มี ฉันใด จิตของท่านจงหลุดพ้นจากกองไฟ ๓ กอง ฉันนั้น เทวดาบางเหล่าที่อาศัยต้นไม้อยู่ มาประชุมกันทั้งหมด ด้วยหวังว่า จักได้ฟังพระพุทธพจน์ อันยังทายกให้ ยินดี พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่ง ณ ที่นั้น แวดล้อม ด้วยหมู่เทวดา เมื่อจะทรงยังทายกให้รื่นเริง จึงได้ ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า ด้วยการถวายพัดนี้ และด้วย การตั้งจิตไว้ ผู้นี้จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ มีพระ- นามว่า สุพพตะ ด้วยกรรมที่เหลือนั้น อันกุศลมูล ตักเตือนแล้ว จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ มีพระนาม ว่า " มาลุตะ " ด้วยการถวายพัดนี้ และด้วยการนับถือ อันไพบูลย์ ผู้นี้จักไม่เข้าถึงทุคติตลอดแสนกัป ในกัป ที่สามหมื่น จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๓๘ พระองค์ มีพระนามว่า สุพพตะ ในกัปที่สองหมื่นเก้าพัน จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ พระนามว่า มาลุตะ อีก ๘ ครั้ง. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอน ของพระพุทธเจ้าเรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.


หมายเหตุ: เนื้อหาจัดระเบียบตามโครงสร้างแบบดั้งเดิม รักษาการอ้างอิงและลำดับตามต้นฉบับ