เล่มที่ 48

ส่วนที่ 314

หมวด: พระไตรปิฎก ฝ่าย: ลำดับ: 314 อ้างอิง: Book 48, Section 314 ประเภท: section


เนื้อหา

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า หตฺเถ ปาเท จ วิคฺคยฺห คือ ขยับมือ และเท้าด้วยอาการหลายอย่าง อธิบายว่า ขยับมือด้วยอาการหลายอย่าง แปลก ๆ กันออกไป ด้วยอำนาจการแสดงท่าร่ายรำต่าง ๆ อย่าง เป็นต้น ว่า รำกำดอกไม้ รำประนมดอกไม้ และเยื้องย่างเท้าด้วยอาการหลายอย่าง หลาก ๆ ท่าด้วยอำนาจการแสดงท่าแปลก ๆ แห่งการยืน มีการวางเท้า เสมอกันเป็นต้น. ด้วย จ ศัพท์ท่านรวมเอาท่าร่ายรำไว้ด้วยกัน. บทว่า นจฺจสิ แปลว่า ร่ายรำ. บทว่า ยา ตฺวํ ความว่า ท่านใดกระทำการ ฟ้อนรำตามที่กล่าวมาแล้ว. บทว่า สุปฺปวาทิเต ความว่า เมื่อมีการ บรรเลงที่เหมาะสม คือ เมื่อเครื่องดนตรีมีพิณ ซอ ตะโพน และฉิ่ง เป็นต้นที่เขาบรรเลงอยู่ได้จังหวะกับการฟ้อนรำของท่าน ได้แก่ เมื่อ ดนตรีเครื่อง ๕ ที่เขาประโคมอยู่. คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วในวิมาน หนหลัง. เทวดาถูกพระเถระได้ถามอย่างนี้แล้ว จึงได้พยากรณ์ชี้แจงถึงชาติ ก่อนเป็นต้น ของตนให้ท่านทราบด้วยคาถาเหล่านี้ ในชาติก่อนดีฉันเกิดเป็นทาสีในบ้านชื่อคยา ของพราหมณ์ มีบุญน้อย ไม่มีวาสนา คนทั้งหลาย เรียกชื่อดีฉันว่า รัชชุมาลา ดีฉันเศร้าเสียใจมาก เพราะถูกขู่เข็ญของผู้ที่ด่าทอและโดนตี จึงถือเอาหม้อ น้ำออกไปทำเป็นเหมือนจะไปตักน้ำ ครั้นแล้วได้วาง หม้อน้ำไว้ข้างทางเข้าไปยังป่าชัฏ ด้วยคิดว่า เราจัก ตายในป่านี้แหละ จะมีประโยชน์อะไรเล่าด้วยการ เป็นอยู่ของเราดังนี้ แล้วจึงผูกเชือกเป็นบ่วงให้แน่น แล้วเหวี่ยงไปยังต้นไม้ ทีนั้นก็มองดูไปรอบทิศว่า จะมีใครไหมหนอ อาศัยอยู่ในป่าบ้าง ในที่นั้นดีฉันได้ เห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นมุนีบำเพ็ญประโยชน์ เกื้อกูลแก่สรรพสัตว์ ประทับนั่งที่โคนต้นไม้ ทรงเพ่ง พินิจอยู่ มิได้ทรงมีภัยแต่ที่ไหน ๆ ความสังเวชใจ ทำให้เกิดขนพองสยองเกล้าอย่างไม่เคยมีได้มีแก่ ดีฉันนั้นว่า ใครหนอแลมาอยู่ในป่านี้ เป็นเทวดาหรือ มนุษย์กันแน่ ใจของดีฉันเลื่อมใสแล้ว เพราะได้เห็น พระองค์ผู้น่าเลื่อมใส ควรแก่ความเลื่อมใส เสด็จ ออกจากป่า (คือกิเลส) บรรลุถึงนิพพานอันปราศจาก ป่าแล้ว ท่านผู้นี้มิใช่คนธรรมดาสามัญเลย ท่านผู้นี้ มีอินทรีย์อันคุ้มครองแล้ว ยินดีในฌาน มีใจไม่วอก แวกไปตามอารมณ์ภายนอก ทรงเกื้อกูลโลกทั้งมวล จักต้องเป็นพระพุทธเจ้าแน่ ท่านผู้นี้เป็นที่หวาดหวั่น ของเหล่าผู้มิจฉาทิฏฐิ หาผู้เข้าใกล้ได้ยาก ดุจดัง ราชสีห์อาศัยอยู่ในถ้ำ ท่านผู้นี้ยากที่จะได้เห็น เหมือนดอกมะเดื่อ พระตถาคตนั้นตรัสเรียกดีฉันด้วย พระดำรัสอันอ่อนหวาน นี่แน่ะรัชชุมาลา พระองค์ ท่านได้ตรัสกะดีกว่า เธอจงถึงตถาคตเป็นที่พึ่ง ดีฉัน ได้ฟังพระดำรัสอันปราศจากโทษ ประกอบด้วย ประโยชน์ เป็นวาจาสะอาดนิ่มนวล อ่อนโยนไพเราะ ที่จะบรรเทาความโศกทั้งปวงได้นั้นแล้ว พระตถาคต ผู้ทรงบำเพ็ญประโยชน์แก่โลกทั้งปวง ทรงทราบว่า ดีฉันมีจิตอาจหาญดีแล้ว จึงทรงสั่งสอนดีฉันผู้เลื่อมใส มีใจใสสะอาดแล้ว พระองค์ได้ตรัสกะดีฉันว่า นี้ทุกข์ นี้เหตุเกิดทุกข์ นี้ความดับทุกข์ นี้ทางตรงให้ถึงอมตะ ดีฉันตั้งตนอยู่ในพระโอวาทของพระองค์ผู้ทรงเอ็นดู เฉลียวฉลาด จึงได้บรรลุทางนิพพานอันเป็นอมตะ สงบไม่มีการจุติ ดีฉันนั้นมีความรักตั้งอยู่มั่นคงแล้ว ไม่มีที่จะหวั่นไหวในเรื่องทัสสนะ เป็นธิดาผู้บังเกิดใน พระอุระของพระพุทธองค์ด้วยศรัทธาที่หยั่งรากลงแล้ว ดีฉันนั้นรื่นรมย์เที่ยวเล่นบันเทิงใจอยู่ ไม่มีสิ่งน่ากลัว แต่ที่ไหน ๆ ทัดทรงพวงมาลัยทิพย์ ได้ดื่มน้ำหวาน หอมที่ทำให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า นางฟ้านักดนตรี นับได้หกหมื่นกระทำการขับกล่อมดีฉันอยู่ เหล่า เทพบุตรมีชื่อต่าง ๆ กันคือ ชื่ออาฬัมพะ ชื่อคัคคระ ชื่อ ภีมะ ชื่อสาธุวาที ชื่อสังสยะ ชื่อโปกขระ ชื่อสุผัสสะ และเหล่านางอัปสรมีชื่อว่าวีณา ชื่อโมกขา ชื่อนันทา ชื่อสุนันทา ชื่อโสณทินนา ชื่อโมกขา ชื่อนันทา ชื่อมิสสเกสี ชื่อปุณฑรีกา ชื่ออติทารุณี ชื่อเอณิปัสสา ชื่อสุปัสสา ชื่อสุภัททา ชื่อมุทุกาวที เหล่านี้ล้วนแต่ เลิศกว่านางอัปศรทั้งหลายในการขับกล่อม เทวดา เหล่านั้นเข้าไปหาดีฉันตามเวลาแล้วกล่าวเชิญชวนว่า มาเถิด พวกเราจะฟ้อนรำ จะขับร้อง จะทำให้ท่าน ร่าเริง ที่นี้มิใช่ที่ของผู้มีได้ทำบุญไว้ แต่เป็นที่ของ ผู้ทำบุญไว้ สวนมหาวันของเทพยเจ้าทั้งหลาย เป็น ที่ไม่เศร้าโศก เป็นที่น่าบันเทิง น่ารื่นรมย์ สำหรับ ผู้ที่มิได้ทำบุญไว้ สุขไม่มีในโลกนี้และโลกหน้า สุข ในโลกนี้และโลกหน้าจะมีแก่คนทำบุญไว้ ผู้มีประ- สงค์จะอยู่ร่วมกับเทพเหล่านั้น ควรกระทำกุศลให้ มากไว้ เพราะผู้มีบุญอันทำไว้แล้ว ย่อมพรั่งพร้อม ด้วยโภคสมบัติ บันเทิงในสวรรค์ พระตถาคตทั้ง หลาย เป็นผู้ควรรับทักษิณาทาน เป็นบ่อเกิดแห่งบุญ- เขตของมนุษย์ทั้งหลาย ย่อมอุบัติขึ้นมาเพื่อประโยชน์ แก่ชนหมู่มากจริงหนอ ที่ทายกกระทำบุญในท่านแล้ว ย่อมบันเทิงในสวรรค์ ดังนี้.


หมายเหตุ: เนื้อหาจัดระเบียบตามโครงสร้างแบบดั้งเดิม รักษาการอ้างอิงและลำดับตามต้นฉบับ