เล่มที่ 47
ส่วนที่ 368
หมวด: พระไตรปิฎก ฝ่าย: ลำดับ: 368 อ้างอิง: Book 47, Section 368 ประเภท: section
เนื้อหา
บทว่า อนนฺตปญฺโ คือมีปัญญากำหนดไม่ได้. จริงอยู่ ไม่ควรกล่าวเปรียบปัญญาของพระอริยะที่ ๘ ยิ่งกว่าปัญญาของมนุษย์ชาวโลก กล่าวเปรียบปัญญาของพระโสดาบันยิ่งกว่าปัญญาของพระอริยะที่ ๘ กล่าวเปรียบ ปัญญาของพระปัจเจกพุทธเจ้ายิ่งกว่าปัญญาของพระอรหันต์ กล่าวเปรียบปัญญา ของพระตถาคตยิ่งกว่าปัญญาของพระปัจเจกพุทธเจ้า. แต่ควรกล่าวว่า อนนฺตา คือไม่มีที่สุด. ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า อนนฺตปญฺโ พระตถาคตเป็น ผู้มีปัญญาไม่มีที่สุด. บทว่า อนุปลิตฺโต ได้แก่ ผู้อันเครื่องฉาบทาคือตัณหา และทิฏฐิไม่ฉาบทาแล้ว. บทว่า อิธ วา หุรํ วา คือในโลกนี้หรือโลกอื่น. แต่ในบทนี้โยชนาแก้ไว้ว่า พระตถาคตเป็นผู้เสมอด้วยผู้เสมอ อยู่ห่างไกลจาก ผู้ไม่เสมอ เพราะเหตุไร เพราะพระตถาคตเป็นผู้มีปัญญาไม่มีที่สุด เป็นผู้อัน ตัณหาและทิฏฐิไม่ฉาบทาในโลกนี้หรือโลกอื่น ฉะนั้น พระตถาคตจึงย่อมควร เครื่องบูชา. บทว่า ยมฺหิ น มายา พระตถาคตไม่มีมายา. ก็คาถานี้และคาถาอื่น พึงทราบว่า ท่านกล่าวไว้เช่นนี้ เพื่อละความสำคัญในพราหมณ์ผู้ประกอบด้วย ความพินาศมีมายาเป็นต้นว่าเป็นทักขิไณยบุคคล. ในบทเหล่านั้นบทว่า อมโม ได้แก่ ละความยึดถือในสัตว์และสังขารทั้งหลายว่า นี้เป็นของเรา. บทว่า นิเวสนํ ได้แก่ ที่อยู่อาศัยคือตัณหาและทิฏฐิ. ด้วยบทนั้นใจย่อมอยู่อาศัยใน ภพ ๓. เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ละตัณหาทิฏฐิที่อยู่ประจำใจได้แล้ว. อีกอย่างหนึ่ง ยังอยู่อาศัยในตัณหาและทิฏฐินั้น เพราะไม่สามารถจะละไปได้. เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า นิเวสนํ ( คืออยู่อาศัย. บทว่า ปริคฺคหา ได้แก่ ตัณหาและทิฏฐินั่นเอง. เพราะตัณหาและทิฏฐิเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ตนยึดถือไว้. บทว่า เกจิ คือมีประมาณน้อย. บทว่า อนุปาทิยมาโน ได้แก่ ไม่ถือมั่น สิ่งไร ๆ เพราะไม่มีตัณหาและทิฏฐิเป็นที่อยู่อาศัย. คือตั้งมั่นด้วยมรรคสมาธิ. บทว่า อุทตารี คือข้ามได้แล้ว. บทว่า ธมฺมมญฺาสิ คือได้รู้ธรรมที่ควร รู้ทั้งหมด. บทว่า ปรมาย ทิฏิยา คือด้วยสัพพัญญุตญาณ. บทว่า ภวาสวา ได้แก่ ภวตัณหาคือราคะสหรคตด้วยความใคร่ในฌานและสัสสตทิฏฐิ. บทว่า วจี ได้แก่ วาจา. บทว่า ขรา ได้แก่ วาจากระด้างหยาบคาย. บทว่า วิธูปิตา คือเผาเสียแล้ว. บทว่า อตฺถคตา คือตั้งอยู่ไม่ได้. บทว่า น สนฺติ ไม่มีอยู่. คือ เพราะกำจัดเสียแล้ว เพราะตั้งอยู่ไม่ได้แล้ว. พึงประกอบทั้งสองบท ด้วยบททั้งสอง. บทว่า สพฺพธิ คือในขันธ์และอายตนะทั้งปวง. บทว่า มานสตฺเตสุ ได้แก่ ในเหล่าสัตว์ผู้มีมานะ. บทว่า ทุกฺขํ ปริญฺาย ได้แก่ กำหนดรู้ทุกข์ในวัฏฏะด้วยปริญญา ๓. บทว่า สเขตฺตวตฺถุํ พร้อมทั้งไร่นา และที่ดิน คือ พร้อมด้วยเหตุและปัจจัย. ท่านอธิบายว่า พร้อมด้วยกิเลส ทั้งหลาย. บทว่า วาสํ อนิสฺสาย คือไม่ติดตัณหา. บทว่า วิเวกทสฺสี คือ เห็นพระนิพพาน. บทว่า ปรเวทิยํ คือ จะพึงให้ผู้อื่นรู้. บทว่า ทิฏฺิ- มุปาติวตฺโต ได้แก่ ก้าวล่วงมิจฉาทิฏฐิอันมีประเภท ๖๒. บทว่า อารมฺมณา ได้แก่ ปัจจัย. อธิบายว่า เหตุที่ทำให้เกิดภพใหม่. บทว่า ปโรปรา ได้แก่ ธรรมอื่น ๆ ดี ๆ หรือธรรมทั้งทีเป็นภายในและภายนอก. บทว่า สเมจฺจ ได้แก่ ตรัสรู้แล้วด้วยญาณ. บทว่า ธมฺมา ได้แก่ ธรรมีขันธ์และอายตนะ เป็นต้น.
หมายเหตุ: เนื้อหาจัดระเบียบตามโครงสร้างแบบดั้งเดิม รักษาการอ้างอิงและลำดับตามต้นฉบับ